บทที่ 90 ให้ตายสิ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
บทที่ 90 ให้ตายสิ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
ชีชีเสพเรื่องฉาวโฉ่นี้จนอิ่มหนำสำราญ และรู้สึกอารมณ์ดีไม่น้อย
“ฉันไม่ต้องการให้คุณมาชดเชยอะไรทั้งนั้น ขอแค่คุณอย่ามาวุ่นวายกับชีวิตฉันก็พอ ไปใช้ชีวิตของคุณให้ดีเถอะค่ะ”
ชีเจี้ยนกั๋วอ้าปากค้างเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
เขารู้ซึ้งแก่ใจดีว่าเคยทำอะไรไว้กับชีชีบ้าง
หากลองสลับตำแหน่งกัน เขาก็คงไม่มีวันให้อภัยตัวเองที่เคยหน้ามืดตามัวขนาดนั้นเหมือนกัน
ชีเจี้ยนกั๋วเดินจากไป แผ่นหลังของเขาดูค่อมลงเล็กน้อย ราวกับว่ามันจะไม่มีวันยืดตรงได้อีกต่อไปแล้ว
ชีชีไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ช่วงหลายวันมานี้เธอไม่ได้เจอหน้าลู่เหย่เลย จึงรู้สึกคิดถึงเขาอยู่บ้าง
ไม่รู้ว่าการประชันฝีมือของเขาเป็นอย่างไรบ้าง และได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า
หัวใจสำคัญของการประชันฝีมือในครั้งนี้คือการเฟ้นหาและฝึกฝนทหารผู้มีความสามารถรอบด้าน โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งสิ้นกว่าห้าร้อยนาย
กำหนดการแข่งขันแบ่งออกเป็นประเภทหน่วยรบและประเภทบุคคล หรือก็คือการแข่งแบบทีมและแบบเดี่ยว
ครอบคลุม 20 รายวิชาใน 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ สมรรถภาพร่างกาย ทักษะ และวิชาชีพ อันได้แก่ การลาดตระเวน การสื่อสาร การแพทย์ทหาร การขับขี่ การประกอบอาหาร และการซ่อมบำรุง
การแข่งขันรอบแรกคือการทดสอบการลาดตระเวน ส่วนรอบที่สองคือการประชันความเชี่ยวชาญด้านการขับขี่และการซ่อมบำรุง
ลู่เหย่ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้ทั้งสองรอบ
หม่าหลงถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก แม้เขาจะเก่งกาจจนคว้าอันดับสามในการแข่งขันประเภทบุคคลมาได้
ทว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับลู่เหย่แล้ว เขากลายเป็นเพียงผู้น้อยไปถนัดตา
หม่าหลงมักจะพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมเสมอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ตนได้ตระหนักว่า ช่องว่างระหว่างเขากับลู่เหย่นั้นช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน
หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันประเภทบุคคล ทหารทุกคนก็ได้รับอนุญาตให้พักผ่อนหนึ่งวัน
คืนนั้นลู่เหย่รีบไปหาชีชีทันที ให้ตายสิ... เขาคิดถึงภรรยาจะแย่ ใจมันรุ่มร้อนกระวนกระวายเหมือนมีแมวมาคอยข่วนเกา
“ชีชี อะ... นี่ครับ”
ลู่เหย่ทำท่าเหมือนได้แก้วล้ำค่ามาถวาย เขาพยายามยัดใบประกาศเกียรติคุณรางวัลชนะเลิศพร้อมเงินรางวัลห้าร้อยหยวนใส่มือชีชี แววตาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ว้าว คุณเก่งที่สุดเลยค่ะ สมกับที่เป็นผู้ชายของฉันจริงๆ”
ชีชีสวมวิญญาณเป็นแฟนคลับตัวยงทันที หญิงสาวเอ่ยปากชมลู่เหย่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่ข้างนอกลามไปถึงข้างในเสียยกใหญ่
ลู่เหย่เอาแต่ยิ้มซื่อๆ จนใบหน้าแทบจะแข็งค้างไปหมดแล้ว
“ไปกันเถอะค่ะ เราไปฉลองกันที่ภัตตาคารของรัฐกัน”
“ได้เลยครับ”
ทั้งสองคนเดินจูงมือกันตรงไปยังภัตตาคารของรัฐโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง
ชีชีสั่งปลาหลีฮื้อผัดต้นหอม ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลสื่อถึงการประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด
ตามด้วยเนื้อแพะตุ๋นน้ำแดง เพราะเธอตั้งใจจะบำรุงร่างกายให้ลู่เหย่เป็นพิเศษ
หลายวันที่ผ่านมาเขาไม่ได้ดื่มน้ำพุวิญญาณ ร่างกายต้องขาดสารอาหารไปบ้างแน่ๆ
โชคดีที่วันนี้มีเป็ดย่างพอดี พวกเขาจึงสั่งมาหนึ่งที่
นอกจากนี้ยังสั่งหมูเส้นผัดเต้าเจี้ยว ผัดผักกาดขาวกากหมู และแกงจืดมะเขือเทศใส่ไข่อีกอย่างละที่
ส่วนอาหารจานหลักคือ เกี๊ยวไส้ขึ้นฉ่ายอีกสองชั่ง
หลายวันที่ผ่านมานี้ลู่เหย่ใช้พละกำลังไปมาก เขาจึงกินอย่างมูมมามตะกละตะกลาม
“ค่อยๆ กินสิคะ ไม่มีใครแย่งคุณหรอก”
“อื้อๆ คุณก็กินด้วยกันสิ”
ลู่เหย่ใช้แผ่นแป้งห่อเป็ดย่างอย่างดีแล้วส่งมาจ่อที่ริมฝีปากชีชี หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที แต่ก็ยังยอมอ้าปากงับจากมือของเขา
ลู่เหย่ยิ้มกว้างจนดูเหมือนเจ้าสุนัขฮัสกี้จอมบื้อ แล้วรีบกุลีกุจอห่อให้เธออีกคำ
มื้อนี้ทั้งสองคนทานกันอย่างออกรสชาติและรวดเร็วราวกับพายุพัดถล่ม แทบจะกลืนจานลงท้องไปด้วยกันเลยทีเดียว
เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว ทั้งคู่ก็เดินทอดน่องไปตามท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย
แม้ท้องฟ้าจะเริ่มมืดมิดลงแล้ว แต่ลู่เหย่ก็ยังทำใจจากไปไม่ได้
ในยุคสมัยนี้ การพักที่เรือนพักรับรองต้องแยกชายหญิง ต่อให้เป็นสามีภรรยากันก็ห้ามนอนร่วมห้อง
ยิ่งไปกว่านั้น ในยามวิกาลห้ามลงกลอนประตูห้อง เพราะต้องเตรียมพร้อมรับการตรวจตราได้ตลอดเวลา
หากไม่ใช่ผู้นำจากหน่วยงานสำคัญก็ไม่มีสิทธิ์ได้พักห้องเดี่ยว ชีชีเองก็นอนห้องพักรวมสามคน จึงไม่สะดวกที่จะพาลู่เหย่ไปที่นั่น
ดังนั้นคืนนี้ลู่เหย่จึงต้องกลับไปที่เขตทหาร
“พรุ่งนี้ผมได้หยุดพักหนึ่งวัน คุณว่างไหม?”
“ว่างค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกศาสตราจารย์จ้าวไว้ก่อน พรุ่งนี้เราไปเที่ยวด้วยกันนะ”
“ตกลงครับ”
อากาศในเมืองจิงหนาวเหน็บมากแล้ว ลมที่พัดผ่านผิวหน้าทำให้รู้สึกแสบผิวอยู่บ้าง
ลู่เหย่กุมมือน้อยๆ ที่เย็นเฉียบของชีชีไว้ในฝ่ามือเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้เธอ และหัวใจของเขาก็พลอยอบอุ่นตามไปด้วย
อันที่จริงพวกเขาก็เพิ่งแยกกันไปเพียงไม่กี่วัน แต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้เจอกันมานานหลายปี มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะพรั่งพรูออกมาบอกเล่า
ชีชีเล่าเรื่องของชีเจี้ยนกั๋วให้เขาฟังด้วย
“เรื่องมันช่าง... เกินไปจริงๆ”
ลู่เหย่หาคำมาบรรยายไม่ถูกไปชั่วขณะ รู้เพียงว่ามันช่างน่าขันสิ้นดี
“เพราะฉะนั้น สวรรค์น่ะยุติธรรมเสมอ ใครทำชั่วไว้ก็ต้องชดใช้กรรม”
“ที่คุณพูดมาก็มีเหตุผลนะ แต่ตอนนี้เขามีลูกแค่คุณคนเดียวแล้ว ต่อไปต้องมาตามตอแยคุณอีกแน่”
“เราอยู่ที่ฮั่นเฉิง ปีหนึ่งแทบไม่ได้เจอหน้ากันด้วยซ้ำ จะมาตอแยอะไรได้ล่ะคะ? แต่อย่างน้อย ต่อไปเขาก็คงไม่มาขอเงินฉันเพื่อไปประเคนให้ชีหมิงเยว่อีก ก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้วล่ะ”
“นั่นสินะ ตัดภาระใหญ่ไปได้หนึ่งอย่าง”
ก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท ลู่เหย่ก็จำต้องกลับเข้าเขตทหารอย่างอาลัยอาวรณ์
ด้วยเขตทหารมีเวลาปิดประตู หากกลับไปช้าเขาคงเข้าไปข้างในไม่ได้
เมื่อเห็นลู่เหย่กลับมาด้วยใบหน้าเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล หม่าหลงก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องไปพบชีชีมาแน่ๆ ในใจจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
หม่าหลงอ้าปากจะพูดถ้อยคำระคายหู แต่แล้วก็เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย “ก่อนหน้านี้ นายซ่อนฝีมือไว้สินะ”
“ก็ไม่เชิงหรอกครับ การแข่งครั้งนี้ถือว่าทำได้เกินคาดไปหน่อย”
ลู่เหย่ตอบปัดๆ ไปพลางหยิบขันล้างหน้าออกไปชำระล้างร่างกาย เขาไม่มีความประทับใจที่ดีต่อหม่าหลงนัก จึงไม่อยากจะเสวนากับอีกฝ่าย
ไม่นึกเลยว่าหม่าหลงจะถือขันตามออกมา และยืนประจันหน้ากับเขาที่ริมอ่างน้ำ
ลู่เหย่มองอีกฝ่ายด้วยสายตาฉงนวูบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าแปรงฟันต่อ
หม่าหลงวักน้ำเย็นลูบหน้าสองสามครั้ง แล้วใช้มือยันขอบอ่างไว้ “ฉันรับปากชีชีแล้วว่า ต่อไปจะไม่ไปรบกวนชีวิตของพวกนายอีก”
“อ๋อ งั้นผมต้องขอบคุณนายด้วยไหมเนี่ย?”
ลู่เหย่พูดเสียงอู้อี้เพราะยังมีแปรงสีฟันคาอยู่ในปาก
หม่าหลงฟาดผ้าขนหนูลงในขันน้ำอย่างแรงจนน้ำกระเซ็นไปทั่ว
ลู่เหย่ก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ “นายนี่มันมีปัญหาประสาทหรือไง?”
หม่าหลงหันขวับมาจ้องหน้าเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด “เงื่อนไขที่ฉันยอมรับปากคือ นายต้องดูแลเธอให้ดี ถ้าวันไหนฉันรู้ว่านายรังแกเธอ ฉันไม่เอานายไว้แน่”
“ถุย” ลู่เหย่บ้วนยาสีฟันในปากทิ้ง “นายพูดด้วยฐานะอะไรไม่ทราบ?”
“นายไม่ต้องมายุ่งว่าฉันเป็นใคร เอาเป็นว่าถ้านายกล้ารังแกเธอเมื่อไร ฉันจะพาเธอไปจากนายทันที”
หม่าหลงไม่แปรงฟันต่อแล้ว เขาคว้าขันเดินสะบัดก้นกลับเข้าหอพักไป
ลู่เหย่จ้องมองตามหลังอีกฝ่ายอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน “นายจะไม่มีวันได้โอกาสนั้นหรอก”