LNCrawler

บทที่ 94 ฉันใช้เงินตัวเอง แล้วมันไปหนักหัวใคร?

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 94 ฉันใช้เงินตัวเอง แล้วมันไปหนักหัวใคร?

        เมื่อได้รับการสนับสนุนจากชีชี ลู่เหย่ก็กลับไปพบผู้บัญชาการด้วยความเบิกบานใจ

       “รายงานตัวครับ”

       ผู้บัญชาการเห็นเขากลับมาเร็วขนาดนี้ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

       “เรียนผู้บัญชาการ ผมขอสมัครเข้าร่วมหน่วยปฏิบัติการพิเศษครับ”

       “อ้าว? ไม่ถามภรรยาแล้วหรือ?”

       “ถามแล้วครับ เธอแจ้งว่าสนับสนุนเต็มที่”

       “ภรรยานายอยู่ที่เมืองจิงงั้นหรือ?”

       “ครับ ช่วงนี้เธอมาให้คำแนะนำเรื่องการปลูกพืชในโรงเรือนที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรครับ”

       “ภรรยานายคือสหายชีชีงั้นหรือ?”

       “ครับ” ลู่เหย่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ภรรยาตัวน้อยของเขาไปมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร “ท่านผู้บัญชาการรู้จักชีชีของผมด้วยหรือครับ?”

       “เห็นในหนังสือน่ะ เธอเก่งกาจมากทีเดียว ถ้าการปลูกพืชในโรงเรือนขยายผลออกไปได้ พวกทหารอย่างเราคงไม่ต้องหิ้วท้องกิ่วออกไปออกรบอีกแล้ว”

       “แหะๆ นั่นสิครับ”

       ลู่เหย่แสดงสีหน้าภาคภูมิใจจนออกนอกหน้า

       เมื่อเห็นลู่เหย่ทำท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง ผู้บัญชาการก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มที่มุมปาก

       “ผมจะมอบหมายหน่วยปฏิบัติการพิเศษนี้ให้ขึ้นตรงต่อตัวนาย นายมีความมั่นใจไหม?”

       “หา? มอบให้ผมหรือครับ?”

       “ทำไม? ทำไม่ได้หรือ?”

       “ทำได้ครับ!” ลู่เหย่รีบยืนตัวตรงทำความเคารพ ก่อนจะเกาหัวแก้เก้อ “เพียงแต่ประหลาดใจนิดหน่อยครับ ผมเพิ่งจะไต่เต้ามาถึงระดับกองพันเอง”

       “ผมให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่า”

       “ผมจะทุ่มเทสุดความสามารถ จะไม่ทำให้กองทัพต้องผิดหวังในความไว้วางใจแน่นอนครับ”

       “ดี สมาชิกในหน่วยนายเลือกเอง จำนวนคนก็นายกำหนดเองเถอะ”

       “เอ๋?”

       “มีปัญหาอะไรไหม?”

       “ท่านผู้บัญชาการครับ ท่านให้อำนาจผมมากเกินไปหรือเปล่าครับ?”

       “ไม่มากหรอก คนที่นายเลือกไม่ใช่แค่สมาชิกในหน่วย แต่คือคนที่จะร่วมเป็นร่วมตายและฝากชีวิตไว้ได้ในภารกิจต่อจากนี้”

       “รับทราบครับ!”

       ตามกำหนดเดิมเมื่อการประชันฝีมือสิ้นสุดลง ทุกคนจะต้องเดินทางกลับเข้ากรมกอง

       แต่เนื่องจากการประชันฝีมือปีนี้จบลงก่อนกำหนด หลังพิธีมอบรางวัล กองบัญชาการส่วนกลางจึงอนุญาตให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนลาพักผ่อนได้สองวัน เพื่อเดินเที่ยวชมเมืองจิงตามอัธยาศัย

       เรื่องนี้ทำให้ทุกคนดีใจกันยกใหญ่ เพราะการจะมาเมืองจิงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยก็ต้องเที่ยวชมความศิวิไลซ์ของเมืองหลวง และหาซื้อของฝากกลับไปบ้าง

       ทว่าลู่เหย่กลับไม่มีแก่ใจจะไปเที่ยวเล่น เขาหมกตัวอยู่ในห้องเก็บเอกสาร ตรวจสอบประวัติของเหล่าทหารที่เข้าร่วมการประชันฝีมือครั้งนี้อย่างละเอียด จนในที่สุดก็คัดเลือกคนออกมาได้สิบห้าคน

       ในนั้นมีพลซุ่มยิงหนึ่งคน หน่วยสอดแนมหนึ่งคน แพทย์ทหารหนึ่งคน และพ่อครัวอีกหนึ่งคน

       นอกจากนี้ ทุกคนในหน่วยต้องขับรถและซ่อมเครื่องยนต์เป็น รวมถึงมีฝีมือการยิงปืนและสมรรถภาพทางกายที่ยอดเยี่ยม

       เมื่อเลือกคนได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเกลี้ยกล่อมทางความคิด

       ลู่เหย่หวังว่าทุกคนจะเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เพียงเพราะทำตามคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง

       คนแรกที่เขาไปหาก็คือหม่าหลง

       หากละทิ้งความบาดหมางส่วนตัวออกไป แล้ววิเคราะห์จากข้อมูลโดยรวม หม่าหลงเป็นคนที่มีฝีมือฉกาจและเป็นคนที่น่าดึงมาร่วมงานด้วยอย่างยิ่ง

       ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือ หม่าหลงมียศสูงกว่าเขาครึ่งขั้น ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยอมมาทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของเขาหรือไม่

       “ขอโทษที ผมรับปากไม่ได้”

       ลู่เหย่ชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าหม่าหลงจะปฏิเสธได้รวบรัดและเด็ดขาดขนาดนี้

       “อย่าคิดมากไปเลย ผมไม่ได้ปฏิเสธเพราะตัวนาย แต่เป็นเพราะเส้นทางที่เราเลือกมันต่างกัน

       เข้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษไป ชีวิตนี้ก็คงหยุดอยู่แค่นั้น ไม่มีโอกาสเติบโตในสายงานบริหาร

       แถมทุกครั้งที่ออกภารกิจต้องเขียนจดหมายลาตาย ตั้งแต่วันที่ก้าวเท้าเข้าไป ชีวิตก็ไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไปแล้ว

       ผมไม่อยากใช้ชีวิตแบบนั้น”

       “เข้าใจแล้ว”

       ลู่เหย่ขีดฆ่าชื่อของหม่าหลงออกจากบัญชีรายชื่อ แล้วมุ่งหน้าไปหาคนถัดไป

       ต่างคนต่างมีความทะเยอทะยานที่ต่างกัน หม่าหลงคือคนที่ต้องการไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดสูงสุด

       ส่วนลู่เหย่นั้นไม่ได้โหยหาในอำนาจวาสนา เขาชอบที่จะลงมือปฏิบัติจริงมากกว่า

       ภายในเวลาสองวัน ลู่เหย่ตามหาคนในรายชื่อจนครบทุกคน จากสิบห้าคน มีเพียงห้าคนที่ยินดีจะเข้าร่วม

       ลู่เหย่รู้ดีแก่ใจ บางคนไม่ใช่ไม่อยากเข้าหน่วย แต่เป็นเพราะหัวหน้าหน่วยคือเขาจึงได้ปฏิเสธไป

       พูดให้ถูกก็คือ ยศของเขายังต่ำเกินไป มีอย่างที่ไหนที่คนระดับผู้บังคับการกรมจะต้องมาฟังคำสั่งของผู้พันตัวเล็กๆ อย่างเขา?

       ทุกอย่างล้วนอยู่ในความคาดหมาย ในใจของลู่เหย่จึงไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไรมากนัก

       คนที่เหลือลู่เหย่ตั้งใจจะกลับไปเลือกที่ฮั่นเฉิง เพราะอย่างไรเสียก็เป็นถิ่นของเขาเอง ขอเพียงอีกฝ่ายมีใจอยากทำ เรื่องยศตำแหน่งก็พอจะคุยกันได้ไม่ยาก

       ในวันที่ต้องเดินทางกลับ งานทางด้านของชีชีก็เสร็จสิ้นพอดี ทั้งสองคนจึงเดินทางกลับฮั่นเฉิงพร้อมกัน

       ครั้งนี้ลู่เหย่คว้าชัยชนะมาได้ถึงสองรางวัล แค่เงินรางวัลอย่างเดียวก็ปาเข้าไปหนึ่งพันหยวนแล้ว

       ทั้งคู่จึงไม่ได้เตรียมเสบียงมาล่วงหน้า และตัดสินใจฝากท้องไว้ที่ห้องอาหารบนรถไฟแทน

       หม่าหลงยังคงนั่งฝั่งตรงข้ามกับพวกเขาเช่นเดิม อาหารที่เขาหยิบมากินมีเพียงหมั่นโถวกับแผ่นแป้งทอดที่ซื้อมาเตรียมไว้

       อันที่จริงเสบียงของเขาก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แต่ถ้าเทียบกับคู่สามีภรรยาอย่างชีชีแล้วละก็ ถือว่าเทียบกันไม่ได้เลย

       “นี่พวกคุณไม่คิดจะเก็บออมไว้ใช้ในอนาคตเลยหรือไง?”

       หม่าหลงไม่ได้อยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านนักหรอก เพียงแต่เห็นวิธีการใช้เงินของสองคนนี้แล้วมันรู้สึกปวดใจแทน

       เงินตั้งมากมายขนาดนั้น ถ้าให้เขาคงดีไม่น้อย เผลอๆ อาจจะใช้เบิกทางให้เลื่อนยศได้อีกครึ่งขั้น

       แต่ชีชีไม่ใช่คนที่จะยอมคนง่ายๆ หญิงสาวสวนกลับไปทันที “ฉันใช้เงินตัวเอง แล้วมันไปหนักหัวใครล่ะคะ?”

       หม่าหลงถึงกับน้ำท่วมปาก พูดอะไรไม่ออก

       อาหารบนรถไฟในยุคสมัยนี้รสชาติดีมาก เพราะพ่อครัวที่จ้างมาล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ

       ชีชีและลู่เหย่ต่างรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข

       สี่วันต่อมา ในที่สุดก็เดินทางกลับถึงฮั่นเฉิง ลู่เหย่เดินทางไปรายงานตัวที่เขตทหาร ส่วนชีชีรั้งอยู่บ้านเพื่อปัดกวาดเช็ดถูและแวะไปดูสถานการณ์ที่โรงเรือนเพาะปลูก

       แม้จะมีพี่สะใภ้หลี่และคนอื่นๆ คอยช่วยดูแล แต่ชีชีต้องเห็นด้วยตาตัวเองถึงจะเบาใจ

       พี่สะใภ้หลี่เป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก ผักในโรงเรือนได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และดูออกว่ามีการทำความสะอาดทุกวัน

       เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ชีชีจึงนำอาหารกระป๋องตราเหมยหลินสองกระป๋อง ช็อกโกแลตหนึ่งกล่อง และจัดแจงขนมจากร้านคีสลิงก์ไปมอบให้พี่สะใภ้หลี่

       ของพวกนี้หาซื้อได้เพียงที่สหกรณ์มิตรภาพเท่านั้น คนในบ้านพักทหารบางคนยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ

       แม้พี่สะใภ้หลี่จะตาโตด้วยความตกตะลึง แต่เธอกลับยืนกรานหนักแน่นว่าไม่ขอรับไว้

       “ของแพงขนาดนี้พี่รับไว้ไม่ได้หรอก เธอรีบเอากลับไปเถอะ”

       “พี่สะใภ้หลี่รับไว้เถอะค่ะ ของพวกนี้พี่เอาไปแบ่งกับพวกพี่สะใภ้คนอื่นๆ ที่มาช่วยงานเถอะนะคะ อย่ารังเกียจว่ามันน้อยเลย”

       “ใครจะกล้าบ่นว่าน้อยกันล่ะ? พวกบ้านนอกอย่างเราบางคนยังไม่เคยเห็นของพวกนี้ด้วยซ้ำ”

       “พอดีฉันซื้อมาได้ไม่เยอะน่ะค่ะ ไม่อย่างนั้นคงหิ้วมาฝากทุกคนคนละชุดแล้ว”

       “หนทางตั้งไกล หิ้วมาเยอะขนาดนี้เหนื่อยแย่ อีกอย่างพวกพี่ก็แค่ช่วยดูสวนผักนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร จะรับของกำนัลล้ำค่าขนาดนี้ได้ยังไงกัน?”

       ไม่ว่าจะหว่านล้อมอย่างไร พี่สะใภ้หลี่ก็ไม่ยอมรับไว้ท่าเดียว

       เมื่อจนปัญญา ชีชีจึงทำได้เพียงเอ่ยชวนให้พวกเธอมาทานข้าวที่บ้านในวันพรุ่งนี้แทน

       พวกชาวบ้านต่างก็หมายปองผักในโรงเรือนมานานแล้ว พอชีชีบอกว่าจะเลี้ยงข้าว มีหรือที่ใครจะปฏิเสธ

       คืนนั้นเมื่อลู่เหย่กลับมา ชีชีก็ทำมื้อค่ำเสร็จพอดี และวางของขวัญที่จะมอบให้พี่สะใภ้หลี่ไว้บนโต๊ะอาหาร

       “ชีชี คุณไปสหกรณ์มิตรภาพมาตอนไหนเนี่ย?”

       “ศาสตราจารย์จ้าวมีตั๋วเงินตราต่างประเทศน่ะค่ะ ฉันเลยวานให้เขาช่วยซื้อของมาให้หน่อย”

       “อ๋อ” ลู่เหย่ไม่ได้สงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย “อาหารกระป๋องนี่ เราเปิดมาลองชิมกันหน่อยไหม?”

       “เปิดสิคะ”

       “ได้เลยครับ!” ลู่เหย่เปิดกระป๋องอาหารด้วยความกระตือรือร้น กลิ่นหอมของเนื้อโชยเตะจมูกทันที “ชีชี หอมมากเลย อร่อยสุดๆ”

       “อร่อยก็กินเยอะๆ นะคะ”

       “อื้มๆ ภรรยาก็กินด้วยกันนะ”

       ทั้งคู่รับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข หลังจากอาบน้ำเสร็จจึงล้มตัวลงนอนเคียงข้างกันบนเตียง

       ความเหนื่อยล้าสะสมมาหลายวันไม่ได้ทำให้พวกเขาหลับลงในทันที ชีชีเอ่ยถามถึงความคืบหน้าของหน่วยปฏิบัติการพิเศษด้วยความเป็นห่วง

       “เลือกสมาชิกในหน่วยได้ครบหรือยังคะ?”

       “เบื้องต้นลงตัวแล้วครับ ชุดแรกจะเลือกมาก่อนสิบห้าคน”

       “จะเริ่มฝึกเมื่อไรคะ?”

       “พรุ่งนี้ครับ”

       “เร็วขนาดนี้เชียว?”

       “ทางเบื้องบนเร่งมาน่ะครับ เห็นว่าน่าจะมีภารกิจสำคัญรอให้เราไปจัดการอยู่”

       หัวใจของชีชีพลันกระตุกวูบด้วยความกังวล “พรุ่งนี้ฉันจะเตรียมน้ำไปให้คุณเยอะหน่อยนะคะ คุณเอาไปแบ่งให้คนในหน่วยดื่มด้วย”

       ลู่เหย่หันมามองเธอทันที “ชีชี ถามจริงเถอะ ในน้ำนั่นคุณแอบใส่ยาวิเศษอะไรลงไปหรือเปล่า?”