LNCrawler

บทที่ 95 ออกไปข้างนอกต้องดูแลตัวเองให้ดี

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 95 ออกไปข้างนอกต้องดูแลตัวเองให้ดี

        ชีชีลูบจมูกตัวเองแก้เก้อ “น้ำนี่มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงจริงๆ ค่ะ”

       “ผมก็ว่าแล้วเชียว ช่วงนี้รู้สึกเหมือนทั้งพละกำลังและความอดทนเพิ่มขึ้นเป็นกอง ที่แท้ก็นึกว่าเป็นเพราะทุ่มเทฝึกซ้อม แต่ความจริงต้นเหตุอยู่ที่นี่เอง ชีชี คุณนี่เก่งจริงๆ ผมยอมใจเลย”

       เมื่อเห็นว่าลู่เหย่ไม่ได้สงสัยที่มาของน้ำพุวิญญาณเลยสักนิด หัวใจที่เคยลุ้นระทึกของชีชีก็สงบลงเสียที

       เธอเตรียมน้ำพุวิญญาณไว้เต็มโอ่งมังกรใบใหญ่ เพื่อให้ลู่เหย่ขนไปที่สนามฝึก

       หน่วยปฏิบัติการพิเศษของลู่เหย่ได้รับชื่อว่า ‘หน่วยอสนีบาต’ (ซานเตี้ยน) สื่อความถึงการจู่โจมสายฟ้าแลบเพื่อเผด็จศึกศัตรูในหนึ่งกระบวนท่า

       เมื่อทุกคนเห็นลู่เหย่สั่งคนให้หามโอ่งน้ำใบมหึมามา ต่างก็พากันล้อมวงเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

       “หัวหน้าครับ น้ำนี่เอามาให้พวกเราใช้ฝึกหรือครับ?”

       “ใช่”

       “นี่ถ้าใครไม่ผ่านเกณฑ์ จะโดนทำโทษให้ดื่มน้ำเย็นงั้นหรือครับ?”

       ลู่เหย่ยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “นี่คือรางวัลต่างหาก ใครทำผลงานดีถึงจะได้ดื่ม”

       “โธ่...”

       “หัวหน้าขี้งกเกินไปแล้ว ไม่เลี้ยงซาลาเปาเนื้อก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังจะมาให้รางวัลเป็นน้ำเย็นอีก ไม่สมเหตุสมผลเลยนะครับ...”

       “นั่นสิ อย่างน้อยก็ต้องมีไก่ป่าให้พวกเราลองลิ้มชิมรสสักตัวหน่อยเป็นไง”

       ลู่เหย่หาได้สนใจเสียงเซ็งแซ่เหล่านั้น เขาตวงน้ำพุวิญญาณใส่กระบอกน้ำให้ทุกคนคนละขวดเพื่อให้ลองชิมก่อน

       แม้ในใจจะนึกดูแคลน แต่ด้วยความที่เมื่อเช้ากินเพียงโจ๊กผักป่ามาแค่ชามเดียว ทุกคนจึงพากันดื่มน้ำลงไปดัง ‘อึกๆ’

       อย่างไรเสียก็ขอให้ท้องอิ่มน้ำไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นอีกสักพักคงไม่มีแรงฝึกแน่ๆ

       หลังจากดื่มน้ำไปหมดกระบอก ทุกคนก็เรอออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร หมดสิ้นซึ่งกิริยาอันดี

       “หัวหน้าครับ น้ำนี่คุณใส่น้ำตาลหรือเปล่า? ทำไมมันรสชาติดีพิลึกแบบนี้ล่ะครับ”

       “ดื่มแล้วรู้สึกอุ่นไปทั้งตัว เหมือนมีพละกำลังพลุ่งพล่านออกมาไม่รู้จักหมดเลย”

       “หัวหน้าครับ นี่คงไม่ใช่พวกน้ำทิพย์วิญญาณอะไรนั่นหรอกนะ?”

       “อย่าพูดจาเลอะเทอะ น้ำนี่ภรรยาฉันใส่สมุนไพรจีนบำรุงร่างกายไว้ให้ สำหรับพวกเราใช้ในการฝึกโดยเฉพาะ”

       “สวรรค์! หรือว่าพี่สะใภ้จะเป็นเทพธิดาเก้าสวรรค์จุติลงมาครับเนี่ย?”

       “ผมขอถามหน่อยเถอะ มีอะไรที่พี่สะใภ้ทำไม่ได้บ้างไหมครับ?”

       “หัวหน้า วาสนาดีจริงๆ ที่ได้ภรรยาดีขนาดนี้”

       “พี่สะใภ้ยังมีน้องสาวเหลือบ้างไหมครับ? แนะนำให้ผมสักคนสิ”

       “เอาละ รวมพลเดี๋ยวนี้ เริ่มฝึกได้!”

       ลู่เหย่เตะก้นเจ้าพวกที่ทำตัวทะเล้นเหล่านั้นไปทีหนึ่ง พลางเร่งให้พวกเขารีบจัดแถว

       ปกติพวกนี้จะร่าเริงหยอกล้อกันจนดูไม่มีระเบียบ แต่พอเข้าสู่โหมดการฝึกเมื่อไร แต่ละคนก็ประดุจเสือร้ายที่ลงจากภูเขา มีความดุดันจนมิอาจต้านทานได้

       ชีชีกลับไปที่คณะศิลปกรรมทหารเพื่อช่วยเด็กๆ ซ้อมการแสดงอีกครั้ง

       ทว่าหญิงสาวกลับพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล ตำแหน่งของเด็กหญิงคนหนึ่งถูกแทนที่ด้วยหลี่ต้าเผิง

       หากเจ้าหนูนี่ตั้งใจซ้อม ไม่ลากคนอื่นให้ถ่วงลงไปด้วย ชีชีก็พอจะหลับตาลงข้างหนึ่งได้

       แต่หลี่ต้าเผิงไม่ได้มาเพื่อซ้อมเลยสักนิด เขาโยนขนมและของเล่นทิ้งกระจัดกระจายไปทั่ว ท่าเต้นก็ทำตามไม่ทัน แม้แต่เนื้อร้องจนถึงตอนนี้ก็ยังจำได้ไม่ครบ

       “สหายชี ในที่สุดคุณก็กลับมาเสียที” ครูที่มาสอนแทนเห็นชีชีราวกับเห็นพระมาโปรด แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา

       ชีชีตรงดิ่งไปหาหัวหน้าคณะทันที “คุณเป็นคนอนุญาตให้หลี่ต้าเผิงเข้าร่วมงั้นหรือ?”

       “เสี่ยวชีเอ๋ย นั่นมันหลานชายแท้ๆ ของผู้บัญชาการหลี่เชียวนะ เราจะไปล่วงเกินไม่ได้หรอก อย่าไปจริงจังนักเลย”

       “ฉันไม่จริงจังงั้นหรือ? หัวหน้าคณะเคยไปดูสภาพการซ้อมบ้างไหมคะ? คุณคิดว่าด้วยสภาพแบบนั้น จะสามารถไปแสดงที่เมืองจิงได้จริงๆ หรือ?”

       ใบหน้าของหัวหน้าคณะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด “เสี่ยวชี แม้หลี่ต้าเผิงจะซนไปบ้าง แต่คุณเป็นครู ผมเชื่อว่าคุณต้องสอนเขาได้แน่ ผมมั่นใจในตัวคุณนะ”

       ชีชีถึงกับพูดไม่ออกด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ นี่มันชัดเจนว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบมาที่เธอ

       ถ้าการแสดงสำเร็จก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ชีชีในฐานะครูฝึกก็จะต้องกลายเป็นแพะรับบาปว่าสอนไม่ดี

       “หัวหน้าคณะคะ ช่วงนี้ฉันต้องไปที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อแนะนำการปลูกพืชในโรงเรือน งานซ้อมทางนี้คุณมอบหมายให้คนอื่นดูแลเถอะค่ะ”

       “จะทำแบบนั้นได้ยังไง? การแสดงชุดนี้คุณเป็นคนออกแบบตั้งแต่ต้นจนจบ ทำงานก็ต้องมีจุดเริ่มและจุดจบสิ จะมาทิ้งขว้างกลางคันได้ยังไง?”

       “หัวหน้าคณะคิดว่าการซ้อมการแสดงสำคัญกว่าการทำให้ประชาชนอิ่มท้องงั้นหรือคะ? ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณก็ไปประสานงานกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรเอาเองเถอะค่ะ ฉันจะได้ยกเลิกกำหนดการไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือเสีย”

       หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารหน้าถอดสี เขาจะกล้าไปคุยกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรได้อย่างไร? นั่นมันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ เผลอๆ จะถูกตีตราว่าเป็นพวกบ่อนทำลายการผลิตเสียด้วยซ้ำ

       หากเป็นเช่นนั้น ตำแหน่งหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารของเขาคงถึงกาลอวสานแน่

       เขาจึงได้แต่ทำตาปริบๆ มองดูชีชีเดินจากไปโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย

       เมื่อเดินออกมาจากห้องทำงานของหัวหน้าคณะ ชีชีก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก

       ในที่สุดก็วางภาระหนักอึ้งลงได้เสียที เรื่องบางเรื่องก็ใช่ว่าจะเอาตัวเข้าไปยุ่งได้ทุกเรื่อง

       หญิงสาวบอกกับตัวเองในใจว่า ต่อไปนี้จะต้องไม่ใจดีพร่ำเพรื่ออีก

       ที่ชีชีบอกว่าจะไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือนั้นไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อถอนตัวจากการซ้อม แต่เป็นแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองจิงแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน

       ในเมื่อตอนนี้ไม่ต้องซ้อมการแสดงแล้ว ชีชีจึงหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการได้ทันที

       อีกทั้งหน่วยอสนีบาตของลู่เหย่เพิ่งก่อตั้ง เขาแทบจะไม่กลับบ้านทุกวัน เธอเองก็ไม่อยากครองตัวอยู่บ้านเพียงลำพัง สู้หาอะไรทำจะดีกว่า

       ก่อนเดินทาง ชีชีทิ้งน้ำพุวิญญาณไว้ให้ลู่เหย่หลายโอ่ง หากดื่มอย่างประหยัดก็น่าจะพอจนกว่าเธอจะกลับมา

       “อยู่ข้างนอกต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ อย่าไปเชื่อใจใครง่ายๆ พยายามอย่าออกจากฐานทดลอง ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ต้องหาคนไปเป็นเพื่อนด้วย...”

       ตลอดทาง ลู่เหย่พร่ำบ่นไม่หยุดหย่อน

       นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานกันมาที่ชีชีต้องเดินทางไกลเพียงลำพัง

       หากเขาไม่เพิ่งจะรับผิดชอบหน่วยอสนีบาต ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรเขาก็จะตามไปด้วยให้ได้

       ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ชีชีก็ได้แต่พยักหน้าตกลง เพราะไม่อยากให้เขากังวล

       ลู่เหย่ส่งชีชีขึ้นรถไฟด้วยความอาลัยอาวรณ์ รถไฟแล่นออกไปไกลลับตาแล้ว เขายังคงยืนเหม่อลอยอยู่ที่เดิม หัวใจรู้สึกวูบโหวงเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป

       ครั้งนี้ชีชีเดินทางคนเดียว เรื่องการกินการอยู่จึงสะดวกสบายขึ้นมาก

       อยากกินอะไรก็อาศัยกระเป๋าสะพายบังตาแล้วหยิบออกมาจากพื้นที่มิติ

       แต่เธอก็ไม่กล้าทำตัวเด่นเกินไปนัก เพราะอย่างไรเสียผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว หากเจอคนชั่วเข้าจะลำบากเอาได้

       แม้ชีชีจะไม่เกรงกลัว แต่การเลี่ยงเรื่องวุ่นวายได้ย่อมดีกว่า

       ทว่าบางครั้ง แม้คุณไม่หาเรื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจะไม่มาหาคุณ

       ครั้งนี้ชีชีเดินทางอย่างเร่งรีบ ที่นั่งที่ซื้อได้จึงไม่ได้ติดหน้าต่าง แต่เป็นที่นั่งติดทางเดิน

       ในขณะที่หญิงสาวกำลังแสร้งหลับ แต่ความจริงคือการเข้าไปตรวจงานพวกแม่หลินในมิติอยู่นั้น ก็มีหญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กเดินตรงมาหา

       เมื่อมาหยุดตรงหน้าเธอ หญิงคนนั้นก็ยัดเด็กใส่อ้อมแขนเธอทันที “สหาย รบกวนช่วยอุ้มหน่อยนะคะ ฉันรีบไปเข้าห้องน้ำค่ะ”

       เนื่องจากเป็นทารกในผ้าอ้อม ชีชีจึงรับไว้ตามสัญชาตญาณ

       ในช่วงจังหวะที่ชีชียังไม่ทันตั้งตัว หญิงคนนั้นก็หันหลังแล้ววิ่งแน่บไปราวกับมีสุนัขไล่กวด

       ชีชีสังหรณ์ใจว่ามีอะไรผิดปกติทันที เธอเหลือบมองเด็กในอ้อมแขน ก็พบว่าใบหน้าของเด็กเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ชัดเจนว่าไม่มีลมหายใจแล้ว

       “บ้าเอ๊ย!”

       ชีชีสบถคำหยาบออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งตามหญิงคนนั้นไปทันที

       ทว่าคนผู้นั้นกลับก้าวข้ามรอยต่อระหว่างโบกี้รถไฟไปแล้ว และพยายามจะลงกลอนประตูโบกี้อีกฝั่ง

       ชีชีกระโจนเพียงครั้งเดียว ก็คว้ามือจับประตูไว้ได้ในจังหวะที่มันกำลังจะปิดลง เธอออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว ประตูก็เปิดออก

       หญิงคนนั้นไม่คาดคิดว่าชีชีจะมีพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ จึงเสียหลักเซถลาไปจนเกือบจะล้มลง

       แต่เธอก็มีการตอบโต้ที่รวดเร็ว ทรงตัวได้ปุ๊บก็สับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิตทันที