LNCrawler

บทที่ 96 ท้ายที่สุดแล้วใครเป็นคนช่วยเด็ก

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 96 ท้ายที่สุดแล้วใครเป็นคนช่วยเด็ก

        ชีชีจะปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นหนีไปไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นหากต้องอุ้มร่างทารกที่ไร้วิญญาณไว้เอง ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำเหลืองก็มิอาจล้างมลทินได้หมดสิ้น

       เมื่อคิดได้ดังนั้น ชีชีจึงหยิบเอาแผ่นอิฐก้อนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายแล้วขว้างออกไปสุดแรง เล็งเป้าเข้ากลางแผ่นหลังของหญิงวัยกลางคนผู้นั้นอย่างแม่นยำ

       ร่างกายของชีชีที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำพุวิญญาณมาอย่างต่อเนื่องนั้นมีพละกำลังมหาศาลเกินกว่าจะคาดเดา

       หญิงผู้นั้นรู้สึกราวกับกระดูกสันหลังหักสะบั้น ร่างทั้งร่างล้มคว่ำหน้าคะมำไปกับพื้นอย่างแรงจนแทบจะคลานลุกไม่ขึ้น

       ในใจของเธอเหลือเพียงความคิดเดียวคือ... จบสิ้นแล้ว!

       ชีชีปราดเข้าไปใช้เท้าเหยียบลงบนแผ่นหลังของอีกฝ่ายไว้แน่น พร้อมกับตะโกนบอกคนรอบข้างเสียงดัง "รบกวนทุกคนช่วยตามตำรวจรถไฟมาทีค่ะ ผู้หญิงคนนี้เป็นฆาตกร!"

       ผู้คนในยุคสมัยนี้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจอันล้นเหลือ เพียงไม่นานก็มีคนวิ่งหน้าตั้งไปแจ้งตำรวจรถไฟทันที

       เมื่อเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นสายตาของพนักงานประจำรถไฟ ซึ่งรีบเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ในทันที

       “สหาย เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”

       “อยู่ดีๆ ผู้หญิงคนนี้ก็เอาศพเด็กมายัดใส่มือฉัน แล้วก็วิ่งหนีไปค่ะ”

       พนักงานหญิงประจำรถไฟเพิ่งจะสังเกตเห็นทารกในมือของชีชี ก็ผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ

       หากไม่ใช่เพราะมีจรรยาบรรณในอาชีพที่หยั่งรากลึกละก็ เธอคงจะกรีดร้องออกมาเสียงดังไปแล้ว

       ในขณะที่กำลังพูดคุยกัน ตำรวจรถไฟก็มาถึงพอดี

       ชีชีเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง พร้อมกับส่งร่างทารกที่ดูไร้ลมหายใจให้แก่ตำรวจ

       ตำรวจรถไฟรับทารกมาด้วยความรู้สึกจนปัญญา ทำได้เพียงวางร่างเล็กลงบนพื้นก่อนชั่วคราว แล้วเรียกสหายร่วมงานมาควบคุมตัวหญิงที่นอนขดตัวไปมาเหมือนหนอนอยู่บนพื้นเอาไว้

       ในขณะเดียวกัน ก็มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ไปสอบพยานในตู้โดยสารที่ชีชีนั่งอยู่ เพื่อยืนยันว่าคำให้การของเธอเป็นความจริงหรือไม่

       ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมแว่นตากรอบบางเดินตรงเข้ามาหยุดข้างร่างทารก เขาใช้นิ้วมือคลำชีพจรที่ลำคอเบาๆ

       “สหาย อย่าขยับสุ่มสี่สุ่มห้า นั่นเป็นหลักฐานนะ”

       ตำรวจรถไฟเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

       ชายหนุ่มขยับแว่นตามความเคยชิน “เด็กยังไม่ตายครับ ผมเป็นหมอ ขอลองช่วยกู้ชีพหน่อย”

       ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึง ตำรวจรถไฟเป็นคนแรกที่ได้สติ เขารีบช้อนอุ้มทารกขึ้นมาส่งให้คุณหมอทันที “สหาย รบกวนคุณด้วยครับ”

       “ยินดีครับ” เขาขยับแว่นอีกครั้ง “เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีตัวยาเลย ผมทำได้แค่ลองทำการกู้ชีพขั้นพื้นฐานดูเท่านั้น ส่วนจะรอดหรือไม่นั้นผมเองก็ยังไม่รับปาก”

       “พยายามให้ถึงที่สุดเถอะครับ อย่างไรเสียก็นับเป็นหนึ่งชีวิต”

       เมื่อได้ยินว่าจะมีการช่วยชีวิตคน ผู้โดยสารรอบข้างต่างก็รีบหลีกทางให้ทันที

       คุณหมอวางร่างทารกราบลงบนโต๊ะตัวเล็กอย่างระมัดระวัง แล้วลงมือกู้สัญญาณชีพให้เด็กหญิงอย่างทะนุถนอมและตั้งใจ

       ห้านาทีผ่านไป ทารกยังคงแน่นิ่งไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ

       ชีชีมองดูด้วยความร้อนใจ เธอจึงหยิบกระติกน้ำออกมาจากกระเป๋า แล้วรินน้ำพุวิญญาณลงบนฝากระติกเล็กน้อย

       ก่อนจะค่อยๆ ป้อนเข้าปากเด็กอย่างระมัดระวัง

       เมื่อเห็นว่าทารกยังมีปฏิกิริยาการกลืน คุณหมอก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขารีบเชิดหัวเด็กให้สูงขึ้นแล้วเผยอปากเล็กๆ ออกเบาๆ พร้อมส่งสัญญาณให้ชีชีป้อนน้ำต่อ

       ชีชีไม่รอช้า รินน้ำพุวิญญาณจนเต็มฝาแล้วป้อนให้เด็กจนหมด

       เพียงชั่วครู่ ผิวแก้มของทารกก็กลับมามีเลือดฝาดจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า ปากเล็กๆ ขยับขยุกขยิกอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะแผดเสียงร้อง ‘แว๊’ ออกมาดังสนั่น

       คุณหมอหันไปมองชีชีด้วยความตื่นเต้น “รอดแล้ว! ช่วยไว้ได้แล้วจริงๆ ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!”

       ชีชีระบายยิ้มหวานตอบกลับ สำหรับเธอแล้วนั่นคือน้ำพุวิญญาณ ตราบใดที่ยังเหลือลมหายใจเพียงเฮือกเดียวก็ย่อมฉุดกระชากวิญญาณกลับมาได้แน่นอน

       ดังนั้น หญิงสาวจึงไม่ได้ดูตื่นเต้นออกนอกหน้าเหมือนอย่างคุณหมอ

       เขาอุ้มร่างเด็กขึ้นมาโยกเบาๆ ในอ้อมแขน เจ้าตัวน้อยจึงหยุดร้องไห้อย่างรวดเร็ว

       “น่ารักจังเลยค่ะ” ชีชีอดใจไม่ไหวที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าตัวเล็ก

       คุณหมอแย้มยิ้มจนตาหยี “สหาย ต้องขอบคุณน้ำของคุณจริงๆ ผมชื่อเฉินเยี่ยน กำลังเดินทางไปสนับสนุนด้านการแพทย์ที่ตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ทราบว่าคุณนามสกุลอะไรหรือครับ?”

       “สมแล้วที่เป็นคุณหมอเฉิน นี่มันคือการชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพชัดๆ ท่านช่างเป็นหมอเทวดาโดยแท้เลยนะคะ”

       ทันใดนั้น มีหญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มคนหนึ่งเบียดฝูงชนเข้ามา หล่อนดูน่ารักอ่อนหวาน ทว่าการเชิดคางขึ้นเล็กน้อยกลับดูจองหองและเอาแต่ใจ

       ดวงตากลมโตคู่หนึ่งของหล่อนแทบจะสลักติดอยู่บนตัวของเฉินเยี่ยน แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมระคนเทิดทูน

       ชีชีมองปราดเดียวก็เข้าใจทันที นี่คงจะกลัวว่าเธอจะไปแย่งผู้ชายของหล่อนล่ะสิ

       หญิงสาวจึงส่งยิ้มบางๆ ให้เฉินเยี่ยน “ฉันไม่ได้ทำอะไรมากหรอกค่ะ ถ้าไม่มีคุณละก็ เด็กคนนี้คงไม่มีทางรอดกลับมาได้”

       “ผมเป็นหมอ การรักษาเยียวยาชีวิตคนคือสิ่งที่พึงกระทำอยู่แล้ว แต่คุณไม่เหมือนกัน นอกจากจะจับคนร้ายได้แล้วยังช่วยชีวิตเด็กไว้อีก พวกเราทุกคนควรเอาคุณเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ”

       “ไม่หรอกค่ะ ไม่ถึงขนาดนั้น” ชีชีรีบโบกมือปฏิเสธ เตรียมตัวจะเดินกลับไปยังที่นั่งของตน

       “คุณหมอเฉินคะ คุณนี่ก็ซื่อเกินไปจริงๆ ทำไมต้องยกความดีความชอบให้คนอื่นด้วยล่ะคะ?

       คนตั้งมากมายเห็นกันเต็มตา ว่าเป็นคุณที่ช่วยทำซีพีอาร์จนเด็กฟื้นขึ้นมา

       เธอก็แค่เอาน้ำมาให้จิบหน่อยเดียว มีอะไรน่าทึ่งนักหนาเชียว? น้ำน่ะใครเขาก็มีกันทั้งนั้นแหละค่ะ”

       หญิงสาวหน้ากลมผู้นั้นแทรกตัวเข้ามาระหว่างคนทั้งสอง จงใจแยกพวกเขาออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด

       ชีชีรู้สึกจนปัญญาจะกล่าวต่อ หญิงสาวจึงเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะร่ำลา

       เธอไม่อยากเอาตัวไปพัวพันกับเรื่องส่วนตัวของใคร ในเมื่อตนเองก็มีครอบครัวและภาระหน้าที่อยู่แล้ว การหาเรื่องใส่ตัวจึงไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ

       เฉินเยี่ยนมองตามแผ่นหลังของชีชีที่ค่อยๆ ไกลออกไป เขาอ้าปากคล้ายจะเรียกอีกฝ่ายไว้แต่ก็หาเหตุผลไม่ได้ จึงทำได้เพียงตัดใจ

       ทว่าเขาก็ยังหันไปตำหนิหญิงสาวข้างกาย “สหายจ้าวเหมย สหายท่านนั้นช่วยงานเราไว้มาก คุณไม่ควรพูดถึงเธอแบบนั้น”

       รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเหมยพลันเลือนหายไป “คุณหมอเฉินคะ ฉันก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของคุณทั้งนั้น การที่เราไปตะวันตกเฉียงเหนือครั้งนี้ก็เพื่อสร้างผลงานปูทางสู่อนาคต โอกาสดีๆ แบบนี้ทำไมคุณถึงไม่คว้าไว้ล่ะคะ?”

       “ผมไปที่นั่นเพราะอยากอุทิศตนให้กับการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล อยากรักษาคนไข้ที่ขาดโอกาส ไม่ใช่เพื่อไป ‘ชุบตัว’ อย่างที่คุณว่า”

       จ้าวเหมยเบะปาก “ด้วยฐานะทางบ้านของคุณ ไม่เห็นต้องไปลำบากขนาดนั้นเลย แค่อยู่จิงซื่อสักไม่กี่ปีก็ได้เป็นหัวหน้าแพทย์แล้ว...”

       “สหายจ้าวเหมย คุณไม่มีสิทธิ์มาวางแผนอนาคตให้ผม ผมจะทำอะไรหรือไปที่ไหน มันคือการตัดสินใจของผมเอง

       หากผมอยากเลื่อนตำแหน่ง ผมก็จะไขว่คว้ามันมาด้วยความสามารถของตนเอง ไม่ใช่พึ่งพาบารมีทางบ้าน”

       “เอาละๆ ฉันก็แค่พูดไปตามประสา ทำไมคุณต้องโกรธขนาดนี้ด้วยล่ะ?”

       “สหายจ้าวเหมย ความสัมพันธ์ของเราเป็นเพียงสหายร่วมงานธรรมดา กรุณาอย่าล้ำเส้น”

       “ฉันล้ำเส้นตรงไหนกัน? ก่อนออกเดินทางฉันรับปากคุณป้าไว้แล้วว่าจะดูแลคุณให้ดี ไม่ยอมให้พวกนางจิ้งจอกหน้าไหนมาหลอกคุณได้หรอก”

       “ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะไปใหญ่แล้ว ต่อไปนี้กรุณาอยู่ห่างๆ ผมไว้เถอะ”

       เฉินเยี่ยนโอบอุ้มเด็กเดินไปหาตำรวจรถไฟทันที เขาไม่อยากจะอยู่ร่วมกับเธอแม้แต่นาทีเดียว

       จ้าวเหมยยังคงวิ่งตามไป “ไม่เอาหรอก ฉันรับปากคุณป้าไว้...”

       “คุณรับปากแม่ผม ก็ไปหาแม่ผมสิ อย่ามาตามผม ผมรำคาญคุณ เข้าใจไหม?”

       เฉินเยี่ยนเดิมทีไม่อยากกล่าวถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้ แต่จ้าวเหมยคอยอ้างคำสั่งแม่ของเขาเหมือนถืออาญาสิทธิ์ คอยตามติดเป็นเงาตามตัวแถมยังก้าวก่ายชีวิตเขาไปเสียทุกเรื่อง ผู้ชายคนไหนเจอแบบนี้ย่อมสุดจะทน

       ถูกตวาดใส่เช่นนั้น จ้าวเหมยถึงกับขอบตาร้อนผ่าว “ฉันอุตส่าห์ดั้นด้นข้ามภูเขาข้ามทะเลมาลำบากที่ตะวันตกเฉียงเหนือเป็นเพื่อนคุณ แต่คุณกลับทำกับฉันแบบนี้หรือ? คุณยังมีหัวใจอยู่บ้างไหม?”

       “ผมไม่เคยขอให้คุณมาด้วย คุณรนหาที่เองทั้งนั้น

       ต่อให้คุณจะตามผมไปถึงสุดขอบฟ้า ชาตินี้ผมกับคุณก็จะเป็นได้แค่สหายร่วมงานกันเท่านั้น ไม่มีวันเป็นอย่างอื่นไปได้!”

       “เฉินเยี่ยน! ฉันจะฟ้องคุณป้าว่าคุณรังแกฉัน ฮือๆๆ”

       เฉินเยี่ยนไม่สนใจจ้าวเหมยที่ทรุดตัวลงร้องไห้กระซิกๆ อยู่กับพื้น เขาเร่งฝีเท้าอุ้มเด็กเดินหนีไปให้พ้นทางหล่อนโดยเร็ว

       ทางด้านตำรวจรถไฟ การสอบสวนก็ได้ผลลัพธ์ออกมาแล้ว หญิงคนนั้นคือแก๊งค้ามนุษย์จริงๆ ครั้งนี้ลักพาตัวเด็กมาทั้งหมดห้าคน เด็กคนนี้เล็กที่สุดและกำลังป่วยหนัก

       หญิงคนนั้นตั้งใจจะรีบขายเด็กคนนี้แล้วลงรถไฟไป ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าชีชีจะใจเด็ดถึงเพียงนั้น ถึงขั้นคว้าตัวเธอไว้ได้อยู่หมัด

       ทว่าน่าเสียดายที่เพื่อนร่วมขบวนการคนอื่นๆ ลงรถไฟไปตั้งแต่สถานีก่อนหน้าแล้ว ในมือของพวกมันยังมีเด็กอีกสี่คน คนโตสุดอายุห้าขวบ และคนเล็กสุดเพียงสองขวบเท่านั้น

       เมื่อเห็นเฉินเยี่ยนอุ้มเด็กเดินเข้ามา ตำรวจรถไฟก็กล่าวด้วยความยินดี “ขอบคุณคุณหมอมากจริงๆ ครับ ที่ช่วยชีวิตเด็กคนนี้ไว้”

       “ไม่หรอกครับ คนที่ช่วยเด็กไว้จริงๆ คือสหายผู้หญิงท่านนั้นต่างหาก”