บทที่ 97 ถึงเวลาลงมือ
บทที่ 97 ถึงเวลาลงมือ
เจ้าหน้าที่ตำรวจบนรถไฟรีบรุดมาหาชีชีทันที “สหายท่านนี้ ต้องขอบคุณคุณมากที่ช่วยชีวิตเด็กทารกคนนี้เอาไว้ แถมยังช่วยพวกเราจับกุมพวกค้ามนุษย์ได้อีกด้วย พวกเราจะรายงานเรื่องนี้ต่อผู้บังคับบัญชาแน่นอน รบกวนคุณช่วยแจ้งหน่วยงานที่สังกัดและช่องทางการติดต่อไว้ด้วยนะครับ เพื่อรอรับการประกาศเกียรติคุณ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เด็กคนนั้นคุณหมอเฉินเป็นคนช่วยไว้ ส่วนเรื่องคนค้ามนุษย์นั่น เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นมาหาเรื่องฉันก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงช่วยอะไรไม่ได้มากหรอกค่ะ”
ชีชีรู้ดีว่าการที่ตนเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวอยู่ข้างนอก หากไม่ใช่เพราะปัญหาเดินมาหาถึงที่ เธอก็คงไม่ขยับตัวสอดมือยุ่งเรื่องของคนอื่น
พวกค้ามนุษย์คือพวกไหนกันล่ะ นั่นมันทำงานกันเป็นขบวนการเชียวนะ
ในยุคที่ความปลอดภัยยังห่างไกลจากยุคหลังมากเช่นนี้ หากถูกตามแก้แค้นขึ้นมาจะทำอย่างไร?
แม้หญิงสาวจะมีพื้นที่มิติไว้คอยคุ้มครองชีวิต แต่ขนาดเสือก็ยังมีช่วงเวลาที่เผลอหลับ นับประสาอะไรกับคนธรรมดาอย่างเธอ
“สหายครับ ไม่ว่าเรื่องจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เป็นเพราะความกล้าหาญและสติปัญญาของคุณแท้ๆ ถึงได้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นนี้ เพราะฉะนั้นการเสนอชื่อรับเกียรติคุณจึงเป็นสิ่งที่ควรทำครับ รบกวนแจ้งชื่อหน่วยงานและช่องทางติดต่อไว้เถอะครับ”
ชีชีขัดไม่ได้ จึงจำต้องแจ้งสถานะของตนว่าเป็นนักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร
“ส่วนช่องทางการติดต่อตอนนี้ฉันยังไม่ทราบค่ะ ต้องเดินทางไปถึงแถบตะวันตกเฉียงเหนือเสียก่อนถึงจะชัดเจน”
“ถ้าอย่างนั้นดีเลยครับ พวกเราจะติดต่อไปทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรที่เมืองจิง สหายชี ครั้งนี้คุณทำความดีความชอบครั้งใหญ่เลยนะ”
ชีชียิ้มจนใบหน้าเริ่มแข็งค้าง กว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระตือรือร้นเกินเหตุคนนั้นไปได้
ทว่าเฉินเยี่ยนกลับยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้มีท่าทีว่าจะจากไปไหน
ชีชีมองเขาด้วยความสงสัย “คุณหมอเฉิน มีธุระอะไรอีกหรือเปล่าคะ?”
“คือเรื่องนั้น...” เฉินเยี่ยนดูมีท่าทางประหม่าเล็กน้อย “จ้าวเหมยพูดจาไม่ค่อยน่าฟัง ผมมาขอโทษแทนเธอด้วยนะครับ”
ชีชียกยิ้มมุมปากอย่างไม่ถือสา “มีคนรักหล่อเหลาขนาดนี้ เธอจะรู้สึกระแวงบ้างก็เป็นเรื่องปกติค่ะ ฉันไม่โกรธเธอหรอก คุณสองคนอย่ามาผิดใจกันเพราะฉันเลย”
“ไม่ใช่ๆ ครับ” เฉินเยี่ยนโบกมือไปมาด้วยความลนลาน “เธอไม่ใช่คนรักของผม ครอบครัวเราสองคนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน พ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่สำหรับผมกับเธอ เราเป็นแค่สหายร่วมงานกันจริงๆ นะครับ”
แม้แต่เฉินเยี่ยนเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงต้องอธิบายละเอียดยิบขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าหากปล่อยให้ชีชีเข้าใจผิด หัวใจของเขาก็คงอยู่ไม่สุข
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ ก็แค่เด็กสาวที่ไม่ค่อยรู้ความคนหนึ่ง ฉันไม่เก็บมาใส่ใจหรอก”
ชีชียังคงยิ้มอย่างไม่แยแส เธอไม่อยากมีความผูกพันกับเฉินเยี่ยนมากเกินไปนัก เพราะอย่างไรเธอก็เป็นผู้หญิงที่มีสามีแล้ว
เมื่อเห็นว่าอายุของชีชีดูเหมือนจะยังไม่เท่าจ้าวเหมยด้วยซ้ำ แต่กลับพูดจาวางตัวเหมือนผู้ใหญ่ขนาดนี้ เฉินเยี่ยนก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“พอดีกลุ่มของพวกเราก็จะไปที่ตะวันตกเฉียงเหนือเหมือนกัน ตลอดการเดินทางนี้ หากมีปัญหาอะไรก็บอกกันได้ทันที ถือซะว่าเป็นคนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจนะครับ”
“ตกลงค่ะ”
ตอนที่เฉินเยี่ยนเดินกลับไปที่นั่ง หัวใจของเขายังคงเต้นแรง ‘ตึกตัก’ ไม่หยุด
เขาเป็นทายาทรุ่นที่สองของคณะปฏิวัติตัวจริงเสียงจริง เพียงแต่ปกติมักจะวางตัวถ่อมตัวจนเกินไป คนที่รู้ฐานะที่แท้จริงของเขาจึงมีไม่มากนัก
ประกอบกับเขามีความสามารถในตัวเอง ไม่อยากพึ่งพาบารมีของครอบครัว และต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน
ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับการที่ผู้ใหญ่ทั้งสองครอบครัวพยายามจับคู่ให้เขากับจ้าวเหมย ชายหนุ่มจึงรู้สึกต่อต้านมาโดยตลอด
เมื่อเห็นว่าเฉินเยี่ยนกลับมาเสียที จ้าวเหมยที่นัยน์ตาแดงก่ำจากการร้องไห้ก็พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า “พี่เยี่ยนคะ ฉันรู้ว่าที่คุณพูดไปเมื่อกี้เป็นแค่คำพูดประชดประชัน ฉันจะไม่ถือสาคุณหรอก...”
“ไม่จำเป็นเลยครับ” เฉินเยี่ยนขัดจังหวะเธอทันควัน “สหายจ้าวเหมย ผมบอกคุณได้ชัดเจนเลยนะว่า ไม่ว่าทางบ้านจะตัดสินใจอย่างไร ผมจะไม่มีวันยอมรับการแต่งงานทางการเมืองเด็ดขาด”
ทว่าจ้าวเหมยกลับไม่เก็บเอาคำพูดนั้นมาใส่ใจเลยสักนิด “แม่ฉันบอกว่า ผู้ชายตอนยังหนุ่มก็อยากพิสูจน์ตัวเองทั้งนั้น คิดว่าตัวเองเก่งกาจเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า ฟันฝ่าอุปสรรคได้ทุกอย่าง แต่พอผ่านการขัดเกลาอย่างหนักหน่วงจากสังคม ความคิดไร้เดียงสาเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไป และจะรู้ว่าการพึ่งพาตระกูลนั้นมั่นคงที่สุด ฉันจะรอจนกว่าคุณจะเปลี่ยนใจค่ะ ฉันชอบคุณจากใจจริง ที่อยากแต่งงานด้วยไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเท่านั้น”
เฉินเยี่ยนเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที เขารู้ดีว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไร จ้าวเหมยก็คงไม่เชื่อ ถ้าอย่างนั้นก็ให้ความจริงเป็นตัวตอกหน้าเธอไปเสียเถอะ
ชีชีต้องทนโยกเยกอยู่บนรถไฟถึงเจ็ดวันเต็ม กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง
แม้ว่าระหว่างทางหญิงสาวจะอาศัยจังหวะไปเข้าห้องน้ำ แอบเข้าไปอาบน้ำในพื้นที่มิติมาบ้าง แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ยังไม่ได้เปลี่ยน
โชคดีที่เป็นฤดูหนาว มิเช่นนั้นคงได้มีกลิ่นตัวหมักหมมจนแสบจมูกเป็นแน่
ทันทีที่ประตูรถไฟเปิดออก ชีชีก็ถูกลมเหนือที่หวีดหวิวเข้าปะทะจนต้องหดคอหนีความหนาวเย็น
ยังดีที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ประจำเขตตะวันตกเฉียงเหนือมารอรับอยู่ที่ประตูทางออกนานแล้ว และโชคดีที่พวกเขามีรถจี๊ปคันหนึ่ง
“สวัสดีครับสหายชี ผมชื่อจ้าวต้าจ้วง ตั้งใจเดินทางมารับพวกคุณโดยเฉพาะเลยครับ”
“งั้นออกเดินทางได้เลยไหมคะ?” ทันทีที่ชีชีอ้าปากลมก็พัดเข้าเต็มคำ จนฟังไม่ถนัดว่าจ้าวต้าจ้วงใช้คำว่า ‘พวกคุณ’
“ต้องรออีกสักครู่นะครับ คนจากหน่วยการแพทย์ยังมาไม่ถึง”
“อ้อ”
ครั้งนี้ชีชีได้ยินชัดเจนแล้ว นอกจากเธอแล้วยังมีคนอื่นอีก
หญิงสาวนึกถึงเฉินเยี่ยนขึ้นมาทันที คงจะไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกมั้ง?
แล้วมันก็ช่างบังเอิญจริงๆ เพียงครู่เดียว เฉินเยี่ยนกับสหายร่วมงานอีกสองคนก็วิ่งตรงมาทางนี้
จ้าวต้าจ้วงรีบเดินเข้าไปต้อนรับ “ผมชื่อจ้าวต้าจ้วง พวกคุณคือสหายจากหน่วยการแพทย์ใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ” เฉินเยี่ยนจับมือกับเขา พร้อมกับแนะนำสหายร่วมงานให้รู้จัก “นี่คือหลี่เฟิงและจ้าวเหมยครับ”
“ขอบคุณมากครับ ขอบคุณพวกคุณที่มาช่วยสนับสนุนการพัฒนาชายแดน เชิญขึ้นรถเถอะครับ”
ชีชี่ยิ้มและพยักหน้าให้พวกเขา ก่อนจะเดินไปนั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับโดยตรง
จ้าวเหมยดึงดันจะนั่งติดกับเฉินเยี่ยนให้ได้ หล่อนออกแรงดึงให้เขานั่งลงตรงกลางที่เบาะหลัง
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เฉินเยี่ยนจึงสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้และไม่ระเบิดออกมา
ความประทับใจแรกที่ชัดเจนที่สุดที่ชีชีมีต่อดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือก็คือลมที่พัดแรงจัด จนทำเอาไม่กล้าขยับปากพูดจาท้าทายกระแสลม ไม่อย่างนั้นทรายคงจะพัดกรอกเข้าเต็มปากอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากนั่งหัวโยกหัวคลอนอยู่ในรถจี๊ปเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงที่พักของกองกำลังทหารตะวันตกเฉียงเหนือ
ที่นี่ไม่มีบ้านพักในเขตทหารอย่างที่ควรจะเป็น แต่มองไปทางไหนก็เห็นแต่เหยาต้ง [1] ที่ขุดเข้าไปตามไหล่เขาเรียงเป็นตับ
สรุปสั้นๆ คือทุกอย่างที่เห็นเป็นสีน้ำตาลเหลืองของดิน ตลอดทางที่ผ่านมา ชีชีไม่เห็นสีสันที่สดใสเลยแม้แต่นิดเดียว
เนื่องจากพวกเขามาด้วยกัน จ้าวต้าจ้วงจึงจัดให้ชีชีกับจ้าวเหมยพักอยู่ในเหยาต้งห้องเดียวกัน
“ฉันไม่พักกับเธอหรอก ฉันจะพักคนเดียว”
ชีชียังไม่ทันได้เอ่ยปาก จ้าวเหมยก็โพล่งคัดค้านออกมาเสียก่อน
ซึ่งมันตรงกับใจของชีชีพอดี หญิงสาวจึงไม่พูดมากและรอให้จ้าวต้าจ้วงจัดการ
จ้าวต้าจ้วงถูมือไปมาอย่างลำบากใจ ทางเบื้องบนสั่งกำชับมาอย่างเฉียบขาดว่าต้องดูแลสหายกลุ่มนี้ให้ดีที่สุด
แต่พอมาถึงก็เกิดความขัดแย้งขึ้นเสียแล้ว เขาจึงทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
“สหายจ้าวครับ ตอนนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว ถ้าจะขุดเหยาต้งใหม่ต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิ ลองดูหน่อยเถอะ พอจะฝืนทนอยู่ไปก่อนได้หรือเปล่า ผู้หญิงสองคนอยู่ด้วยกันจะได้คอยดูแลกันและกันได้”
“ฉันไม่สน ยังไงฉันก็ไม่พักกับเธอแน่” จ้าวเหมยยืนกรานค้านหัวชนฝา
เฉินเยี่ยนดึงตัวอีกฝ่ายไว้ “พอได้แล้ว อย่าสร้างความลำบากใจให้สหายจ้าวเลย”
“ฉันสร้างความลำบากตรงไหน? ฉันกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้สนิทกัน จะมาอยู่ด้วยกันได้ยังไง? เผื่อเธอขโมยของฉันไปจะทำยังไงล่ะ?”
“จ้าวเหมย พูดจาให้มันดีๆ หน่อย ถ้าไม่อยากอยู่ก็ไสหัวกลับไป อย่ามาทำตัวเป็นคุณหนูเจ้าอารมณ์แถวนี้ ไม่มีใครตามใจคุณหรอก”
จ้าวเหมยอดทนมาตลอดทาง ตั้งแต่ขึ้นรถมา สายตาของเฉินเยี่ยนไม่เคยละไปจากชีชีเลย การที่เธอทนมาได้ถึงตอนนี้ก็นับว่าถึงขีดสุดแล้ว
“เฉินเยี่ยน คุณชอบเธอใช่ไหม คุณคิดจะทิ้งขว้างฉันใช่ไหม? คุณคนไม่มีหัวใจ เห็นผู้หญิงสวยหน่อยก็ใจง่าย...”
‘เพียะ!’
เฉินเยี่ยนตบหน้าอีกฝ่ายไปฉาดหนึ่ง ตัวเขาเองก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตั้งสติได้ “จ้าวเหมย ผมกับสหายชีเพิ่งจะเคยพบกันแค่ครั้งเดียว อย่ามาพูดจาเลอะเทอะทำลายชื่อเสียงคนอื่นเขานะ แล้วอีกอย่าง ผมกับคุณไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันทั้งนั้น กรุณาอย่ามาดึงผมเข้าไปพัวพันมั่วซั่วด้วย”
จ้าวเหมยถูกตบจนหน้าหันและนิ่งอึ้งไป พักใหญ่ถึงจะร้องไห้โฮออกมา “เฉินเยี่ยน คุณมันคนไม่มีหัวใจ ตบฉันเพราะนังจิ้งจอกนี่เหรอ ฉันจะคิดบัญชีกับคุณให้ตายกันไปข้างหนึ่ง!”
เชิงอรรถ
[1] เหยาต้งหรือบ้านถ้ำ คือ บ้านที่ขุดเข้าไปในดินหรือภูเขา เป็นสถาปัตยกรรมพื้นเมืองแถบที่ราบสูงดินเหลืองของจีน