LNCrawler

101

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

101

ของขวัญจาก ขนนกสีขาว ยังขึ้นต่อหลังข้อความสุดท้ายของเขา จนคนดูจากที่ช่วยกันนับในตอนแรกเริ่มยอมแพ้ เมื่อปราสาทสีเขียวลูกที่สามสิบหายไปจากหน้าจอ เจ้าของบัญชีถึงหยุดมือเสียที

ขอกะละมังกับชาม: ฉันเลิกนับแล้ว ใครยังไหวช่วยรับช่วงด้วย

หลินเยว่ชิงรอให้เอฟเฟกต์หายหมดจึงพูด “พอแล้วค่ะ ถ้ามีเรื่องอยากถามก็ไม่จำเป็นต้องส่งขนาดนี้”

ขนนกสีขาว: ผมไม่ได้จะซื้อคิวนะครับ

“ฉันรู้ค่ะ”

ขนนกสีขาว: ผมแค่อยากขอบคุณก่อน ถ้าไม่ได้สิทธิ์คืนนี้ วันหลังก็ได้ครับ

หลินเยว่ชิงยังใช้กติกาเดิม เธอเปิดสิทธิ์รอบแรกให้ระบบสุ่มเอง แล้วก็เกิดเรื่องที่ทำให้คนดูทั้งห้องสงสัยว่าคนคนนี้ควรเอาโชคที่เหลือไปซื้อสลากต่อหรือไม่ เพราะชื่อที่เด้งขึ้นมากลางจอคือ ขนนกสีขาว

หลินเยว่ชิงกดรับสาย ภาพฝั่งนั้นสั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนนิ่งลง ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่า ๆ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง เขาแต่งตัวธรรมดาจนไม่มีอะไรชวนให้นึกถึงคนที่เพิ่งส่งของขวัญมูลค่าสูงติดกันสามสิบชิ้น

“เมื่อกี้เธอส่งเงินให้เขาไปเท่าไร”

ชายหนุ่มหันขวับ “ย่าครับ เรามาคุยเรื่องของย่าก่อน”

“ถามว่ากี่บาท”

“ก็...ไม่ได้เยอะมากครับ”

หญิงชราหรี่ตา “เฉิงอี้”

เขายกมือยอมแพ้ทันที “เดี๋ยวผมบอกครับ แต่ไม่ใช่ตอนนี้”

เฉิงอี้เห็นข้อความเข้าพอดี “พวกคุณอย่าฟ้องสิครับ!”

หญิงชราขยับตัวเหมือนจะหยิบโทรศัพท์มาดูเอง “สามสิบอะไร”

“ไม่มีอะไรครับย่า”

“เมื่อกี้ยังบอกว่าจะบอก”

“ผมจะบอกหลังจบไลฟ์”

“ถ้าต้องรอให้จบ แปลว่าจำนวนไม่ปกติแน่”

คอมเมนต์หัวเราะกันจนแทบอ่านไม่ทัน หลินเยว่ชิงปล่อยให้สองย่าหลานเถียงกัน ก่อนเอ่ยถาม “คนที่คุณอยากให้ฉันดู ไม่ใช่คุณย่าใช่ไหมคะ”

เฉิงอี้รีบหันกลับมาทางจอ “ครับ ผมอยากถามถึงคนคนหนึ่งแทนท่าน”

“ฉันยังไม่ได้บอกว่าจะถามเสียหน่อย” หญิงชราพูด

“เมื่อคืนใครเป็นคนเอากล่องออกมาจากตู้ครับ”

“ฉันแค่เก็บของ”

“แล้วใครถามผมว่าถ้าต้องเดินทางไกลจะลางานได้ไหม”

“ถามเฉย ๆ ไม่ได้หรือ”

หลินเยว่ชิงมองหน้าเธอ “เป็นคนที่ขาดการติดต่อกันมานานมากแล้วใช่ไหมคะ”

เฉิงอี้ตอบเบา ๆ “เกินห้าสิบปีแล้วครับ”

หญิงชราถอนใจ “ไหน ๆ ก็เปิดกล้องมาแล้ว จะถามอะไรก็ถามเถอะ”

“สมัยนั้นเขาต้องไปทำงานต่างเมือง” หญิงชราเล่า “ก่อนแยกกันก็คุยกันว่าจะเขียนจดหมายหากัน พอเขาตั้งตัวได้จะกลับมา”

ช่วงแรกจดหมายยังมาเป็นระยะ บางเดือนมาหนึ่งฉบับ บางครั้งเว้นไปสองเดือนก็ยังมีข่าว แต่หลังจากนั้นระยะห่างกลับนานขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งไม่มีจดหมายมาอีก

เธอเคยส่งจดหมายกลับไปตามที่อยู่เดิม หลายฉบับถูกตีกลับ บางฉบับไม่มีข่าวเลย คนที่เคยรู้จักเขาก็ค่อย ๆ ย้ายที่อยู่หรือขาดการติดต่อไปตามเวลา

“สมัยนั้นจะตามหาคนไม่ได้ง่ายเหมือนตอนนี้ค่ะ ฉันเองก็ต้องทำงาน เลี้ยงพ่อแม่ คิดอยู่เรื่อยว่าเดี๋ยววันหนึ่งคงได้ข่าว พอรู้ตัวอีกที...” เธอก้มมองมือที่เหี่ยวย่นของตัวเองแล้วหัวเราะ “มือก็กลายเป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว”

“รอบนี้ฉันเล่าเอง”

“ครับ”

“คุณไม่เคยแต่งงานเลยหรือคะ” หลินเยว่ชิงถาม

“ฉันไม่แต่งเพราะไม่อยากแต่ง ไม่ได้หมายความว่านั่งเฝ้าประตูรอเขาทุกวันเสียหน่อย”

“แต่ก็ไม่เคยคบใครจริงจังเลยนะครับ”

“ยังจะพูดอีก”

“ผมเงียบแล้วครับ”

หลินเยว่ชิงอมยิ้มเล็กน้อย “ถ้าฉันดูให้ได้ คุณอยากรู้ถึงไหนคะ แค่ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า หรืออยากรู้ด้วยว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไรหลังจากนั้น”

“รู้แค่ว่าเขายังอยู่ไหมก็พอค่ะ”

หลินเยว่ชิงถามต่อ “ถ้ายังอยู่ คุณจะไปหาเขาหรือเปล่า”

หญิงชราหัวเราะ “อายุป่านนี้จะให้ฉันลากกระเป๋าไปเคาะประตูบ้านเขาหรือ”

เฉิงอี้รีบแทรก “เมื่อวานย่ายังถามผมอยู่เลยว่าลางานได้กี่วัน”

“ฉันถามเผื่อไว้”

“ครับ เผื่อไว้”

“หน้าตาแบบนั้นหมายความว่าอะไร”

“ไม่มีอะไรครับ”

ชะตาของชายในภาพยังต่อเนื่อง ไม่ได้ขาดลงเมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างที่หญิงชราเคยเดา เขาใช้ชีวิตอยู่ต่อหลังย้ายจากเมืองเดิมไม่นาน และแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนในวัยหนุ่ม มีลูกสามคน ต่อมาทำมาค้าขายจนชีวิตมั่นคง ปัจจุบันยังอยู่กับภรรยาคนเดิม มีทั้งลูกและหลานแวะเวียนอยู่รอบตัว

“เขาไม่อยู่แล้วค่ะ”

“อย่างนั้นเอง”

“ย่าครับ...”

“ทำหน้าแบบนั้นทำไม” เธอตบหลังมือหลาน “อายุฉันเท่าไรแล้ว คนที่อายุไล่กันจะจากไปก่อนก็ไม่แปลก”

“ผมไม่ได้คิดว่าย่าจะรับไม่ได้นะครับ”

“หน้าเธอคิดหมดแล้ว”

หญิงชราเก็บรูปกลับเข้าซองอย่างเดิม “ขอบคุณนะคะ อย่างน้อยต่อไปก็ไม่ต้องนึกว่าเขาหายไปอยู่ตรงไหนอีก”

“ค่ะ”

“ถ้ามีชาติหน้า ฉันคงไม่รอนานขนาดนี้แล้ว”

เฉิงอี้หัวเราะ “งั้นให้เขารอย่าบ้างครับ”

หญิงชราส่ายหน้า “ถ้าจะต้องเสียเวลาห้าสิบปีเหมือนกันอีก ชาติหน้าฉันไม่เอาเขาแล้วดีกว่า”

ก่อนวางสาย หญิงชรายังไม่ลืมเรื่องสำคัญกว่าเดิม

“ตกลงเมื่อกี้ส่งไปเท่าไร”

ภาพหายวับไป ทิ้งคอมเมนต์หัวเราะกันทั้งห้อง

ช่วยอย่าบอกยอดคุณย่านะครับ

เธอไม่ได้พูดเรื่องชายในรูปต่อ สิ่งที่เห็นจากชะตาไม่ได้มีความหมายกับหญิงชราเท่ากันทุกอย่าง และเมื่อเจ้าตัวขอรู้เพียงว่าเขายังอยู่ไหม หลินเยว่ชิงก็ไม่คิดลากครอบครัวที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาตลอดหลายสิบปีมาวางตรงหน้าเธอในช่วงเวลานี้

หลังดื่มน้ำพักหนึ่ง เธอเปิดสิทธิ์สำหรับคนที่สอง บัญชีชื่อ อยากนอนให้เต็มคืน ได้รับเลือก

“ขอโทษค่ะ ฉันเดินอยู่ตอนกดสิทธิ์ ไม่คิดว่าจะได้จริง ๆ”

หลินเยว่ชิงมองสภาพแวดล้อมด้านหลัง “ยังไม่กลับบ้านหรือคะ”

“ยังค่ะ ออกมาซื้อของ”

“ลูกหลับแล้ว?”

หญิงสาวชะงักเล็กน้อย “ค่ะ น่าจะหลับแล้ว สามีอยู่กับลูก”

คนดูเริ่มถามกันว่าหลินเยว่ชิงรู้เรื่องลูกได้อย่างไร แต่เจ้าตัวในสายไม่ได้สนใจคอมเมนต์พวกนั้นนัก

หลินเยว่ชิงถาม “วันนี้เกิดอะไรขึ้นคะ”

หญิงสาวหัวเราะออกมาเบา ๆ “ถ้าบอกว่าไม่มีอะไรเลย คุณจะเชื่อไหมคะ”

“เล่าได้ค่ะ”

“วันนี้ฉันกลับถึงบ้านประมาณหนึ่งทุ่ม ลูกนั่งทำการบ้านอยู่โต๊ะกินข้าว สามีอยู่โซฟา ฉันเพิ่งวางกระเป๋า เขาก็ถามว่าเย็นนี้กินอะไร”

เธอเปลี่ยนเสื้อแล้วเข้าไปทำอาหารตามปกติ ระหว่างที่น้ำในหม้อกำลังเดือด ลูกก็ถือสมุดแบบฝึกหัดเข้ามาถามโจทย์ที่ทำไม่ได้ เธอต้องลดไฟเตา นั่งอธิบายให้ลูกอยู่ตรงเคาน์เตอร์ครัว ส่วนสามียังดูโทรศัพท์อยู่ในห้องนั่งเล่น กระทั่งใกล้กินข้าวจึงนึกขึ้นได้ว่าเช้าวันรุ่งขึ้นต้องมีประชุม

“เขาตะโกนถามฉันจากโซฟาว่า เสื้อเชิ้ตสีฟ้าที่จะใส่พรุ่งนี้รีดหรือยัง”

“ฉันจำได้ด้วยนะคะว่าเสื้อตัวนั้นอยู่ตรงไหน ทั้งที่ไม่ใช่เสื้อของฉัน”

หลังอาหารเย็น เธอไม่ได้รีบเก็บทุกอย่างทันทีเพราะลูกยังทำการบ้านไม่เสร็จ จึงนั่งดูงานให้จนจบก่อน เมื่อกลับมาที่โต๊ะกินข้าว จานชามยังอยู่เหมือนเดิม สามีเข้าไปอาบน้ำแล้ว เธอจึงจัดการครัวต่อ พอเดินผ่านห้องลูกถึงเห็นชุดนักเรียนที่ต้องใช้พรุ่งนี้ยังไม่ได้เตรียม

“จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรค่ะ” หญิงสาวพูด “วันปกติเลยด้วยซ้ำ”

หญิงสาวอ่านแล้วเม้มปากเล็กน้อย “ฉันเปิดคอมจะทำงานต่อ สามีก็ออกมาจากห้องแล้วถามว่า พรุ่งนี้เช้าจะทำอะไรให้กิน”

“แล้วคุณออกมาเลย?” หลินเยว่ชิงถาม

“ค่ะ ฉันบอกว่าจะลงมาซื้อของ”

“เขาตามไหม”

เธอวางโทรศัพท์กลับลงบนโต๊ะ “ไม่ได้ตามค่ะ”

คอมเมนต์ที่ตอนแรกพากันเดาว่าสามีนอกใจหรือทำร้ายร่างกายเงียบลงไปมาก

หญิงสาวเองเป็นฝ่ายอธิบาย “เขาไม่เคยมีคนอื่นนะคะ ไม่เล่นการพนัน ไม่ดื่มจนกลับบ้านไม่ได้ ไม่เคยลงไม้ลงมือกับฉัน เงินเดือนก็ให้บ้านเกือบหมด”

หลินเยว่ชิงถาม “แต่คุณคิดเรื่องหย่าแล้ว”

อีกฝ่ายพยักหน้า “หลายเดือนแล้วค่ะ”

“สามีรู้หรือยังคะ”

“ยัง”

“ถ้าต้องหย่าจริง สิ่งที่คุณกลัวที่สุดคืออะไร”

“ลูกค่ะ แล้วก็พ่อแม่”

“ฉันแต่งงานเพราะพ่อแม่มีส่วนมากค่ะ” เธอพูดต่อ “ตอนนั้นฉันยังคิดว่าพวกเขาพูดถูก”

แม่เคยส่งรูปเด็กทารกของญาติมา พร้อมข้อความว่า บ้านเขามีคนที่สองแล้ว เมื่อไรแม่จะได้อุ้มหลานบ้าง

อีกช่วงหนึ่งหลังเธอปฏิเสธคนที่ไปดูตัว แม่ถามตรง ๆ ว่า

หญิงสาวเลื่อนผ่านข้อความเหล่านั้นช้า ๆ “ฉันเคยไปดูตัวหลายครั้งค่ะ ถ้าคุยแล้วไม่ชอบก็ปฏิเสธ แต่พอปฏิเสธบ่อยเข้า แม่ก็เริ่มโมโห บอกว่าฉันไม่ได้สวยมาก บ้านก็ไม่ได้รวย จะเลือกไปถึงไหน”

ตอนนั้นเธอโกรธ แต่พอเห็นพ่อแม่แก่ลงทุกปี ความมั่นใจก็ค่อย ๆ ลดลง เธอเริ่มถามตัวเองว่าบางทีสิ่งที่ต้องการอาจสูงเกินจริง

เขาไม่ได้มีข้อเสียให้จับชัด ๆ งานมั่นคง พ่อเป็นครู แม่เปิดร้านขายของ ครอบครัวมีบ้านของตัวเอง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มหนัก พูดไม่มาก และเข้ากับผู้ใหญ่ได้ดี

“ทุกคนบอกว่าเขาเหมาะค่ะ ฉันเองก็คิดว่า ถ้าอยู่ไปนาน ๆ คงรักกันได้”

หลังแต่งงานไม่นานทั้งคู่มีลูก ชีวิตเริ่มหมุนเร็วขึ้นจนแทบไม่มีเวลาถามตัวเองเรื่องความรู้สึก สามีเงินเดือนต่ำกว่าเธอมาก แต่ยอมเอาเงินส่วนใหญ่เข้าบ้านสม่ำเสมอ เรื่องเงินเธอไม่เคยมีปัญหากับเขา

“เขาก็ช่วยงานบ้านนะคะ ถ้าฉันบอก”

หลินเยว่ชิงจับประโยคนั้นทัน “ต้องบอกก่อนทุกครั้ง?”

หญิงสาวยิ้มอย่างคนที่ไม่รู้จะตอบอย่างอื่นอย่างไร “ค่ะ”

ถ้าบอกให้ล้างจาน เขาก็ล้าง ถ้าบอกให้พาลูกอาบน้ำ เขาก็พา ถ้าส่งรายการของที่ต้องซื้อ เขาก็ซื้อกลับมาครบ แต่ถ้าไม่มีใครบอก เขาจะไม่รู้เองว่าวันนี้ลูกต้องส่งงาน พรุ่งนี้ชุดนักเรียนยังไม่ได้ซัก หรือของใช้ในบ้านชิ้นไหนกำลังจะหมด

หญิงสาวเคยลองปรึกษาแม่ สิ่งแรกที่แม่ถามคือสามีมีผู้หญิงอื่นไหม เมื่อเธอตอบว่าไม่มี แม่ก็ถามต่อว่าเขาเอาเงินเข้าบ้านหรือเปล่า และเคยตีเธอไหม

“แม่เลยบอกว่า ผู้ชายขนาดนี้ยังไม่ดีพออีกเหรอ”

โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้นอีกครั้ง

ข้อความใหม่จากสามีปรากฏบนหน้าจอ

เธอยกมือเช็ดน้ำตาที่เพิ่งไหลลงมา

“แต่พักหลังแค่คิดว่าต้องกลับไปเปิดประตูบ้าน ฉันก็อยากนั่งอยู่ข้างนอกอีกสักหน่อย”