103
103
ข้อความจากบัญชี อยากนอนให้เต็มคืน เด้งขึ้นมาอีกครั้งหลังจากสายถูกตัดไปได้ไม่นาน เจ้าของบัญชีไม่ได้ขอเชื่อมกลับเข้ามา เพียงส่งของขวัญชิ้นเล็กพร้อมคำถามสั้น ๆ ที่เห็นได้ชัดว่าเธอยังวางไม่ลง
อยากนอนให้เต็มคืน: ถ้าฉันหย่าจริง ๆ ชีวิตหลังจากนั้นจะดีขึ้นไหมคะ
หลินเยว่ชิงอ่านก่อนตอบ เธอไม่ได้เลือกใช้คำปลอบง่าย ๆ อย่าง “ทุกอย่างจะดีขึ้น” เพราะต่อให้การตัดสินใจครั้งนั้นเหมาะกับหญิงสาวจริง ช่วงเวลาหลังหย่าก็ไม่ได้หมายความว่าความยุ่งยากทุกอย่างจะหายไปในวันเดียว
“ช่วงแรกอาจเหนื่อยกว่าตอนนี้ด้วยซ้ำค่ะ คุณต้องคุยเรื่องลูก แบ่งค่าใช้จ่าย จัดการเรื่องที่อยู่ แล้วก็รับมือกับคนในครอบครัวที่ไม่เห็นด้วย แม่ของคุณน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่พยายามห้าม เพราะในสายตาท่าน สามีคุณยังไม่ได้ทำเรื่องร้ายแรงถึงขั้นที่ต้องเลิกกัน”
“หลังจากผ่านช่วงแรกไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ”
“งานของคุณจะเริ่มดีขึ้น เพราะแรงที่เคยหมดไปกับเรื่องในบ้านจะกลับมาอยู่กับคุณมากขึ้น ประมาณสองปีหลังจากนี้จะมีโอกาสขยับตำแหน่ง แล้วคุณจะเริ่มทำงานอีกอย่างควบคู่กันไป เป็นสิ่งที่คุณทำเป็นอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ ช่วงแรกอาจมีลูกค้าไม่มาก แต่ต่อไปจะกลายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง”
คอมเมนต์เริ่มมีเสียงหัวเราะกลับมา หลินเยว่ชิงปล่อยให้พวกเขาแซวกัน ก่อนพูดถึงเรื่องที่เจ้าของเคสน่าจะกังวลที่สุด
“ส่วนลูก พ่อแม่แยกกันไม่ได้แปลว่าเด็กจะต้องมีปัญหาค่ะ ถ้าหลังจากหย่าแล้วพวกคุณยังแยกความขัดแย้งของผู้ใหญ่ออกจากหน้าที่พ่อแม่ได้ ไม่ใช้ลูกเป็นคนส่งข่าว ไม่ดึงเขามาเลือกข้าง และยังแบ่งเวลาให้เขาเหมาะสม เด็กก็จะค่อย ๆ ปรับตัวได้”
อยากนอนให้เต็มคืน: แล้วถ้าฉันไม่หย่าล่ะคะ
หลินเยว่ชิงมองชื่อบัญชีนั้นก่อนตอบว่า “ถ้าไม่หย่า และทุกอย่างในบ้านยังเหมือนที่คุณเล่ามา ช่วงสองสามปีแรกจะไม่มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นค่ะ”
คนดูเงียบ ๆ: ทำไมประโยคนี้ฟังแล้วน่ากลัวกว่าบอกว่าจะมีเรื่องอีก
“เพราะสิ่งที่ทำให้คุณหมดแรงไม่ใช่เหตุใหญ่เพียงครั้งเดียวค่ะ มันคือเรื่องเดิมที่เกิดซ้ำทุกวัน”
สามีของหญิงสาวจะยังคงไปทำงาน กลับบ้านตามเวลาเดิม ส่งลูกตอนเช้า เอาเงินส่วนหนึ่งเข้าบ้าน และไม่ได้มีผู้หญิงอื่น ชีวิตของครอบครัวในสายตาคนนอกจึงแทบไม่มีอะไรผิดปกติ แต่รายละเอียดเล็ก ๆ ในบ้านยังคงตกอยู่บนบ่าของเธอเหมือนเดิม ตั้งแต่เรื่องลูก ของใช้ ค่าใช้จ่าย ไปจนถึงสิ่งที่ไม่มีใครนึกถึงหากเธอไม่เป็นคนจัดการ
พอความเหนื่อยสะสมมากขึ้น น้ำเสียงของเธอก็จะเริ่มห้วนขึ้น ส่วนสามีก็ยิ่งรู้สึกว่าภรรยาขี้บ่น จากที่เคยไม่คุยกันคืนเดียวจะกลายเป็นสองคืน สามคืน หรือหลายวัน ต่างคนต่างกินข้าว ทำงาน และนอนอยู่ในบ้านเดียวกันโดยแทบไม่ถามกันเลยว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร
แม่ลูกหนึ่งขอนอนก่อน: คนที่ไม่เคยใช้ชีวิตแบบนี้จะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กจริง ๆ แต่เจอทุกวันมันกินแรงมากนะ
“ลูกเองก็ไม่ได้มีปัญหาเพราะเห็นพ่อแม่เถียงกันครั้งสองครั้ง สิ่งที่จะติดตัวเขาคือการต้องคอยดูอารมณ์ผู้ใหญ่ค่ะ พอเห็นพ่อกับแม่ไม่คุยกันก็จะรู้เองว่าตอนไหนต้องเงียบ ตอนไหนไม่ควรถามอะไร เมื่อโตขึ้น เขามีโอกาสใช้วิธีแบบเดียวกันกับปัญหาของตัวเอง เพราะนั่นคือสิ่งที่เห็นจนชิน”
หลังจากนั้นไม่นาน ข้อความจากบัญชีเดิมก็ขึ้นมาอีกครั้ง
อยากนอนให้เต็มคืน: ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
หลินเยว่ชิงไม่ได้บอกอีกเรื่องที่มองเห็น หลังจากหญิงสาวจัดการชีวิตตัวเองลงตัว ลูกโตขึ้น และงานเริ่มมั่นคง เธอจะได้รู้จักผู้ชายคนหนึ่งจากเรื่องงาน ทั้งสองไม่ได้พบหน้ากันแล้วตกหลุมรักทันที แต่ใช้เวลาคุยกันอยู่นานกว่าจะยอมเปิดพื้นที่ในชีวิตให้อีกฝ่าย
เรื่องนั้นไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้เธอหย่าในคืนนี้ หากจะออกจากชีวิตคู่ ก็ควรออกเพราะรู้แล้วว่าชีวิตแบบเดิมไม่เหมาะกับตัวเอง ไม่ใช่เพราะรู้ล่วงหน้าว่าอนาคตจะมีใครอีกคนรออยู่
ผู้ชายธรรมดาที่ผ่านมา: ผมว่าไม่ว่าจะหย่าหรือไม่ สิ่งแรกที่ต้องคุยกันให้ชัดคือเรื่องลูกครับ อย่าเอาเด็กมาเป็นเครื่องต่อรองกัน
หลินเยว่ชิงอ่านคอมเมนต์ต่อไปเรื่อย ๆ คนดูยังแบ่งออกเป็นหลายฝั่ง บางคนเล่าว่าอยู่กับคู่ชีวิตเหมือนเพื่อนร่วมบ้านมาสิบกว่าปีก็ไม่ได้รู้สึกว่าขาดอะไร ขณะที่บางคนเพียงนึกภาพว่าต้องกลับบ้านไปเจอความเงียบแบบนั้นทุกคืนก็รับไม่ไหวแล้ว
เธอจึงพูดเพียงว่า “เรื่องแบบนี้ไม่มีคำตอบเดียวค่ะ บางคนไม่ได้ต้องการคำหวานหรือความโรแมนติกมาก อยู่กันแบบเรียบ ๆ ก็สบายใจ แต่บางคนต้องการการพูดคุยและความใกล้ชิดมากกว่านั้น ชีวิตของคนหนึ่งใช้ตัดสินอีกคนไม่ได้”
ข้อความนั้นดึงความสนใจของคนในห้องกลับมาอีกครั้ง เพราะบัญชี นักพรตภูผาคราม ซึ่งเข้ามาทิ้งข้อความไว้ตั้งแต่ช่วงท้ายของเคสก่อนยังคงอยู่ และดูเหมือนเจ้าของบัญชีจะไม่คิดรอเงียบ ๆ
หลินเยว่ชิงไม่ได้ตอบโต้ เธอเปิดสิทธิ์สำหรับผู้ขอดูดวงคนสุดท้ายตามเวลาปกติ ตัวเลขผู้เข้าร่วมพุ่งขึ้นรวดเร็วจนในไม่ถึงครึ่งนาทีแทบไม่มีใครสนใจจะนับต่อ
ในเวลาเดียวกัน ภายในบ้านตระกูลหลิน โทรศัพท์สามเครื่องถูกวางเรียงบนโต๊ะกลางห้องรับแขก
หลินเจิ้งเหา พ่อบุญธรรมของหลินเยว่ชิงกดเข้าร่วมตั้งแต่ระบบเปิด ส่วนคุณนายหลิน ผู้เป็นแม่บุญธรรมยืนอยู่ข้าง ๆ คอยมองหน้าจอด้วยความกังวล คนที่ถือโทรศัพท์แน่นที่สุดกลับเป็น หลินรั่วซิน ลูกสาวแท้ของบ้านหลินและน้องสาวบุญธรรมของหลินเยว่ชิง เพราะบัญชีที่เตรียมไว้สำหรับคืนนี้เป็นบัญชีของเธอเอง
หลินเยว่ชิงเติบโตอยู่ในบ้านหลังนี้มาเกือบยี่สิบปี ก่อนทุกคนจะรู้ว่าเด็กสองคนถูกสลับตัวตั้งแต่โรงพยาบาล และหลินรั่วซินต่างหากที่เป็นลูกสาวแท้ของตระกูลหลิน หลังรั่วซินกลับเข้าบ้าน ความสัมพันธ์ระหว่างหลินเยว่ชิงกับคนในครอบครัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จนท้ายที่สุดเธอย้ายออกมาใช้ชีวิตข้างนอก
“คนเยอะขนาดนี้ ถ้ารอบนี้ยังไม่ได้อีกจะทำอย่างไรคะ”
นักพรตเหอไม่รีบตอบ เขาจิบชาไปคำหนึ่งแล้วจึงวางถ้วยลง “กดของเธอไป”
“แต่สองครั้งก่อนพวกเราก็พลาดหมดเลยนะคะ”
“ครั้งนี้ไม่พลาด”
หลินเจิ้งเหารีบรับคำแทน “ในเมื่อท่านเหอบอกอย่างนั้นก็ต้องไม่มีปัญหา”
คุณนายหลินกลับไม่สบายใจนัก “ช่วงนี้คนดูไลฟ์ของเยว่ชิงเพิ่มเร็วเหลือเกิน เมื่อก่อนไม่เห็นมีใครสนใจมากขนาดนี้”
นักพรตเหอปรายตามองภาพหญิงสาวบนหน้าจอ “ดังแค่ไหนก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่ง”
หลินเจิ้งเหาเห็นด้วยทันที “ผมก็คิดอย่างนั้น เพียงแต่ช่วงนี้เธอไม่ยอมฟังใครแล้ว ทั้งยังทำให้เรื่องในบ้านกลายเป็นเรื่องให้คนนอกพูดกันไปทั่ว ถ้าปล่อยต่อไปคงยิ่งควบคุมไม่ได้”
หลินรั่วซินไม่ได้พูดเสริม นึกถึงวันที่ตนไปยืนรอหน้าห้องของหลินเยว่ชิงอยู่นาน แต่พอเจ้าของห้องกลับมากลับไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดตามที่เตรียมไว้สักเท่าไร ของที่เอาไปส่งถูกอีกฝ่ายรับไว้ ก่อนประตูจะปิดต่อหน้าเสียเฉย ๆ
หากคืนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามที่นักพรตเหอบอก คนที่กำลังเรียกหลินเยว่ชิงว่าแม่หมอเก่งกาจอยู่เต็มห้องก็คงได้เห็นกันเสียทีว่า ความสามารถที่พากันยกย่องนั้นเป็นของจริงหรือเพียงเรื่องที่สร้างขึ้นมาให้คนเชื่อ
“เตรียมเชื่อมสาย”
หลินรั่วซินนำโทรศัพท์ไปวางบนขาตั้งเล็กที่เตรียมไว้ ก่อนจะกดรับ เธอยังไม่ลืมหันมาถาม “แล้วพวกเราล่ะคะ”
“อย่าออกกล้อง”
“ให้ท่านคุยคนเดียวหรือ”
“คืนนี้เธอไม่ต้องทำอะไร นอกจากเปิดสายให้ฉัน”
หลินเจิ้งเหากับคุณนายหลินจึงขยับออกจากมุมที่กล้องจับภาพได้ ส่วนหลินรั่วซินตรวจหน้าจออีกครั้งแล้วกดอนุญาตการเชื่อมต่อ
ทางฝั่งไลฟ์ ชื่อผู้ได้รับสิทธิ์ปรากฏขึ้นกลางหน้าจอ
ดอกไม้หลังฝน ได้รับสิทธิ์เคสที่สาม
เมื่อภาพจากอีกฝั่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น คนดูถึงได้เข้าใจว่าทำไมบัญชีที่คุยอยู่ในคอมเมนต์จึงมั่นใจนัก
คนที่นั่งตรงกลางกล้องไม่ใช่หญิงสาวเจ้าของบัญชี แต่เป็นชายวัยกลางคนในชุดนักพรตสีเทา ผมถูกรวบขึ้นด้วยปิ่นไม้เรียบ ๆ ข้อมือมีลูกประคำสีเข้ม บนโต๊ะตรงหน้ายังวางถ้วยชากับเข็มทิศฮวงจุ้ยขนาดเล็กเอาไว้
คอมเมนต์เงียบไปเพียงอึดใจ ก่อนจะไหลพรั่งพรูขึ้นพร้อมกัน
ผู้ชายธรรมดาที่ผ่านมา: ผมสงสัยจริง ๆ ครับ นักพรตมาดูดวงกับแม่หมอด้วยหรือ
นักพรตเหอเห็นข้อความแล้วสีหน้าตึงขึ้นเล็กน้อย “คนสมัยนี้เห็นอะไรไม่เข้าใจก็เอามาล้อกันหมดหรือ”
นักพรตเหอเลิกสนใจคนดู เขามองตรงมายังหลินเยว่ชิงแทน
“คุณคือหลินเยว่ชิง?”
“ค่ะ”
“ช่วงนี้ชื่อคุณดังไม่น้อย”
“ก็นิดหน่อยค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ชายตรงหน้าหยุดไปเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ “ผมได้ยินว่าคุณดูดวงแม่น เรื่องภูตผีหรือของพวกนี้ก็พอมีความรู้”
หลินเยว่ชิงไม่สนใจคอมเมนต์พวกนั้น “คุณอยากถามเรื่องอะไรคะ”
นักพรตเหอใช้นิ้วแตะลูกประคำตรงข้อมือ “ผมไม่ได้มีเรื่องจะถาม”
“ถ้าอย่างนั้นมาทำอะไรคะ”
“มาดู”
“ดูอะไร”
“ดูว่าคนที่คนในห้องนี้เรียกอาจารย์ มีความสามารถสมกับชื่อหรือเปล่า”
คอมเมนต์ที่วิ่งอยู่ช้าลงทันที
หลินเยว่ชิงมองชายในจอ ต่อให้อีกฝ่ายทำเหมือนเพียงเข้ามาทดสอบฝีมือ เธอก็รู้ตั้งแต่สายเชื่อมเข้ามาแล้วว่าเรื่องคืนนี้ไม่ธรรมดา เพียงแต่ในเมื่อเขายังไม่เปิดไพ่ เธอก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดของตัวเองก่อน
“ได้ค่ะ”
นักพรตเหอเลิกคิ้ว “ได้?”
“ในเมื่อคุณไม่ได้มาดูดวง แต่อยากดูฝีมือฉัน ก็พูดมาค่ะว่าจะให้ทำอะไร”
คำตอบตรงเกินกว่าที่เขาคาดไปเล็กน้อย นักพรตเหอจ้องเธอผ่านหน้าจอ ขณะที่นอกมุมกล้อง หลินเจิ้งเหา คุณนายหลิน และหลินรั่วซินต่างเงียบสนิท รอฟังว่าเขาจะเดินต่ออย่างไร
“ดี”
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ เรามาลองกันดูว่าใครกันแน่ที่มีของจริง”
หลินเยว่ชิงไม่รับคำท้า เพียงเลื่อนแก้วน้ำออกจากหน้ากล้องเพื่อไม่ให้บังมือ แล้วนั่งรอฟังต่ออย่างสงบ
นักพรตเหอมองเธออยู่อีกหลายวินาที ก่อนเริ่มพูดถึงกติกาที่เขาเตรียมไว้สำหรับคืนนี้