104
104
“ถ้าอย่างนั้น คืนนี้เรามาลองกันดูว่าใครกันแน่ที่มีของจริง”
คำท้าของนักพรตเหอยังไม่ทันจางจากลำโพง คอมเมนต์ก็พุ่งขึ้นจนแทบอ่านไม่ทัน หลินเยว่ชิงกลับไม่ได้รีบรับคำ เธอเพียงเลื่อนแก้วน้ำออกจากหน้ากล้องอย่างที่ทำเมื่อครู่ แล้วนั่งรอฟังว่าอีกฝ่ายอุตส่าห์เตรียมตัวมาถึงขนาดนี้ จะเสนอการทดสอบแบบไหน
นักพรตเหอมองความนิ่งนั้นอยู่หลายวินาที ก่อนหยิบถ้วยกระเบื้องสีขาวขึ้นมาวางกลางโต๊ะ ในนั้นมีน้ำใสอยู่ครึ่งถ้วย ข้างกันเป็นกระดาษยันต์พับสามทบกับด้ายแดงเส้นหนึ่ง
“การดูดวงเป็นเรื่องหนึ่ง การเห็นสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากคุณรับงานเกี่ยวกับวิญญาณจริง ก็ควรรู้ว่าคนเป็นกับสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในร่างคนต่างกันอย่างไร”
“ผมจะถามคุณสามเรื่อง ถ้าตอบได้ เราค่อยคุยกันต่อ”
หลินเยว่ชิงเหลือบมองของบนโต๊ะเขา “เมื่อครู่คุณบอกไม่ได้มาดูดวง”
“นี่ไม่ใช่ดูดวง”
“งั้นถามมาค่ะ”
นักพรตเหอถามถึงลักษณะพลังที่ติดอยู่กับเหรียญทองแดงเป็นข้อแรก หลินเยว่ชิงตอบเพียงว่าเป็นของผ่านพิธี ไม่ใช่ของอาถรรพ์ และเจ้าของเดิมไม่ได้ตายผิดธรรมชาติ ข้อสองเขาให้เธอดูยันต์ผ่านกล้อง หลินเยว่ชิงบอกว่ามันเขียนไว้สำหรับกันสิ่งไม่ดีออกจากบ้าน แต่ขาดส่วนปิดยันต์ไปหนึ่งตำแหน่ง ต่อให้เอาไปใช้ก็ได้ผลไม่เต็มที่
พอถึงข้อสาม นักพรตเหอกลับไม่หยิบอะไรขึ้นมาอีก
“คุณตอบของที่เห็นได้เก่งจริง”
ขอกะละมังกับชาม: ชมใช่ไหม ทำไมฉันฟังแล้วไม่เหมือนชม
“แต่สิ่งที่ผมอยากรู้จริง ๆ ไม่ได้อยู่บนโต๊ะนี้”
หลินเยว่ชิงมองเขา “อะไรคะ”
นักพรตเหอยกสายตาขึ้น “สิ่งที่แปลกที่สุดอยู่ที่ตัวคุณต่างหาก”
“ผมอยู่ในสายนี้มาหลายสิบปี เคยเห็นคนมีพรสวรรค์ เห็นคนฝึกวิชาตั้งแต่เด็ก และเห็นคนที่จู่ ๆ เปิดสัมผัสหลังเฉียดตายมาแล้ว แต่คนที่เปลี่ยนจากคนธรรมดาเป็นคนทำสิ่งที่คุณกำลังทำได้ในเวลาไม่นาน ผมยังไม่เคยเห็น”
นักพรตเหอไม่ปล่อยให้พวกเขาเดานาน
“เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ อาจไม่ใช่หลินเยว่ชิงคนเดิม”
ขอกะละมังกับชาม: อ้าว บัญชีนี้ก็ของเขาอีก นั่งพูดอยู่แล้วยังพิมพ์ได้ยังไง
ไม่กี่วินาทีต่อมา ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้น
“ถ้าเป็นเพียงคนมีความสามารถ ผมไม่ยุ่ง แต่หากมีสิ่งอื่นเข้ามาครอบครองร่างมนุษย์แล้วใช้ชีวิตแทนเจ้าของเดิม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผมควรมองผ่าน”
หลินเยว่ชิงถามตรง ๆ “คุณกำลังบอกว่าฉันถูกผีสิง?”
“ผมกำลังบอกว่าเจ้าของร่างเดิมอาจไม่อยู่แล้ว”
ผู้ชายธรรมดาที่ผ่านมา: เห็นด้วยครับ คนเปลี่ยนแปลงได้ จะสรุปว่าไม่ใช่คนเดิมต้องมีอะไรมากกว่านี้
บ้านรั่วซินตลอดไป: ฉันรู้จักหลินเยว่ชิงตั้งแต่สมัยเรียน เมื่อก่อนไม่เคยเห็นเธอพูดเรื่องพวกนี้เลยจริง ๆ
ซินซินคือแสงแดด: แล้วอยู่ ๆ ก็ทั้งดูดวง เขียนยันต์ จัดการผีได้ ไม่แปลกหรือ
บ้านรั่วซินตลอดไป: แต่คนในบ้านต้องรู้สิ
พ่อบุญธรรมที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กจนถึงวันที่ความจริงเรื่องการสลับตัวถูกเปิดเผย
“ผมยืนยันได้”
“เยว่ชิงโตอยู่ในบ้านผมมาตั้งแต่เล็ก เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน งานอดิเรก หรือคนที่เธอไปมาหาสู่ ครอบครัวรู้แทบทั้งหมด เธอไม่เคยเรียนวิชาเหล่านี้ ไม่เคยมีอาจารย์ และก่อนย้ายออกจากบ้านก็ไม่เคยแสดงว่าทำอะไรแบบที่ทุกคนเห็นตอนนี้ได้”
หลินเจิ้งเหาจึงพูดต่อ “ช่วงแรกผมเองก็คิดว่าเด็กคนนี้คงมีเรื่องที่ปิดบังพวกเรา แต่หลังจากเกิดเรื่องหลายอย่าง ความเปลี่ยนแปลงมันมากเกินไป ผมถึงต้องหาคนที่รู้จริงมาช่วยดู”
บ้านรั่วซินตลอดไป: ต่อให้ทะเลาะกัน พ่อที่เลี้ยงมาจะไม่รู้จักลูกได้ยังไง
“ถ้าเป็นแค่เรื่องเก่งขึ้น ฉันก็คงดีใจด้วย แต่นี่ไม่เหมือนเดิมเลยค่ะ ตั้งแต่เยว่ชิงออกจากบ้าน เธอเหมือนกลายเป็นอีกคน พูดกับพวกเราเหมือนไม่เคยมีความผูกพันกันมาก่อน”
หญิงวัยกลางคนกลับยิ่งพูดเร็วขึ้น “ฉันเลี้ยงเด็กคนนี้มาตั้งกี่ปี จะดูไม่ออกได้อย่างไรว่าเธอเปลี่ยนไปแค่ไหน ต่อให้ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ฉันก็เคยอุ้ม เคยดูแลตอนป่วย เห็นตั้งแต่ยังเดินไม่เป็น ถ้ามีอะไรเข้ามาแย่งร่างของเธอไป ฉันจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง”
“ฉันไม่รู้เรื่องวิชาแบบนี้ค่ะ เลยไม่อยากพูดว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง แต่ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าพี่เยว่ชิงยังเป็นพี่คนเดิมหรือเปล่า”
นักพรตเหอเอ่ยแทรก “ไม่จำเป็นต้องเถียงกัน เดี๋ยวก็รู้”
เขาหยิบกระดาษยันต์ซึ่งวางอยู่ด้านข้างขึ้นมา
แต่หลินเยว่ชิงกลับถามก่อน “ยังมีอีกเรื่องไม่ใช่หรือคะ”
เรื่องนี้คนดูเก่าหลายคนจำได้ ก่อนหน้านี้หลังหลินเยว่ชิงออกจากบ้าน มีไฟล์เสียงการสนทนาของคนบ้านหลินถูกเผยแพร่ออกมา หลายประโยคในไฟล์ทำให้ท่าทีของครอบครัวต่อเธอถูกวิจารณ์หนัก และกลายเป็นหนึ่งในเหตุที่บ้านหลินพยายามแก้ภาพลักษณ์มาตลอดช่วงหลัง
“เรื่องเสียงบันทึก”
หลินเจิ้งเหาชะงักเล็กน้อย ขณะที่แม่บุญธรรมของหลินเยว่ชิงเป็นคนรับคำ
“นั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่พวกเรากลัว”
“กลัวอะไรคะ”
“กลัวว่าสิ่งที่อยู่กับเธอจะทำอะไรได้มากกว่าที่พวกเราคิด”
“เสียงบางช่วงที่ถูกเอาไปปล่อยไม่ตรงกับสิ่งที่ฉันจำได้ ฉันไม่เคยคิดจะพูดกับลูกแรงขนาดนั้น แต่หลังจากเกิดเรื่อง ฉันกลับนึกบางช่วงไม่ออกเลย นักพรตเหอบอกว่าคนที่ถูกอิทธิพลของสิ่งไม่ดีรบกวนอาจพูดหรือทำเรื่องที่ตัวเองไม่ตั้งใจได้”
ไม่เพียงกล่าวหาว่าเธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม แต่ยังคิดใช้ข้อกล่าวหาเดียวกันล้างเรื่องเก่าทั้งหมดไปพร้อมกัน หากทำให้คนดูเชื่อได้ว่าเธอมี “สิ่งชั่วร้าย” ติดอยู่ แม้แต่คำพูดที่คนบ้านหลินเคยพูดเองก็สามารถกลายเป็นผลจากการถูกควบคุมได้ทันที
หลินรั่วซินเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงเบากว่าแม่ “ฉันเองก็ไม่อยากกล่าวหาพี่นะคะ แต่ถ้าท่านเหอพิสูจน์ได้ อย่างน้อยเราก็จะรู้ว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
คอมเมนต์ในห้องไลฟ์แยกเป็นหลายฝั่ง คนที่ติดตามหลินเยว่ชิงมานานยังไม่เชื่อ ส่วนคนที่เพิ่งเข้ามาจากกระแสดาราช่วงหลังเริ่มลังเล และยังมีคนอีกกลุ่มที่เพียงอยากรอดูว่านักพรตเหอจะพิสูจน์ข้อกล่าวหาอย่างไร
หลินเยว่ชิงรอจนข้อความช้าลงจึงถามว่า “สรุปแล้วคุณจะพิสูจน์ยังไงคะ”
เขาดึงถ้วยน้ำที่เตรียมไว้เข้ามาใกล้ตัว ก่อนเอากระดาษยันต์อีกแผ่นเผาเหนือถ้วย เศษเถ้าสีดำร่วงลงบนผิวน้ำทีละน้อย จากนั้นเขาพันด้ายแดงรอบปากถ้วยสามรอบ
“หากเป็นเจ้าของร่างเดิม ยันต์เรียกจิตไม่มีผลกับคุณ แต่ถ้ามีสิ่งอื่นฝืนครอบครองร่างอยู่ ต่อให้เราอยู่คนละที่ มันก็จะตอบสนองกับของที่มีไอเดิมของเจ้าของร่าง”
คำว่า ของที่มีไอเดิม ทำให้หลินเยว่ชิงมองไปยังหลินรั่วซิน
ของที่เอามาส่งถึงหน้าห้องก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพียงของเก่าที่บ้านหลินเก็บได้ตอนรื้อห้อง ในถุงมีหนังสือ แก้วน้ำ และภาพถ่ายเก่าของเธอ รวมถึงร่องรอยอาคมที่ถูกซ่อนไว้กับสิ่งของเหล่านั้น
วันนั้นหลินเยว่ชิงเห็นตั้งแต่เปิดถุง
“เริ่มได้หรือยังคะ” เธอถาม
คืนนี้เมื่อยันต์เรียกจิตทำงาน สิ่งที่อยู่ในร่างหลินเยว่ชิงจะถูกรบกวนจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่ต้องถึงกับเห็นผีออกมาจากร่าง
นักพรตเหอไม่สนใจ เขาเปลี่ยนคาถาแล้วหยิบยันต์อีกแผ่นขึ้นมา คราวนี้เผาจนเหลือเพียงมุมเล็ก ๆ ก่อนกดลงในน้ำ
หลินเยว่ชิงหยิบแก้วของตัวเองขึ้นดื่ม
“คุณไม่รู้สึกอะไรเลย?”
หลินเยว่ชิงวางแก้ว “ควรรู้สึกอะไรคะ”
“แน่นหน้าอก เวียนหัว หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรมาดึงจิตออกจากร่าง”
“ไม่มีค่ะ”
หลินเยว่ชิงถามกลับอย่างสุภาพ “ต้องให้ฉันลองเวียนหัวเองไหมคะ จะได้ทำพิธีต่อสะดวกหน่อย”
สีหน้าของนักพรตเหอยิ่งไม่น่าดู เขาหยิบยันต์แผ่นสุดท้ายที่เตรียมไว้ขึ้นมา คราวนี้ไม่ได้สวดช้า ๆ เหมือนสองรอบแรก มือข้างหนึ่งจับลูกประคำ อีกข้างวาดอักขระกลางอากาศเหนือถ้วยหลายครั้ง ก่อนตบฝ่ามือลงบนโต๊ะ
หลินเจิ้งเหาอดถามไม่ได้ “ท่านเหอ?”
“อย่าเพิ่งพูด”
สุดท้ายเธอเป็นฝ่ายถาม “หมดหรือยังคะ”
“ถ้ายังมีอีกก็ทำต่อได้ค่ะ คนดูกำลังรออยู่”
หลินรั่วซินหันไปมองนักพรตเหอ ความมั่นใจที่มีตั้งแต่ก่อนเริ่มไลฟ์หายไปมากแล้ว
“ท่านบอกว่า...”
“บอกว่าอะไรคะ”
“ไม่มีอะไร”
“ถ้าไม่มีอะไร ก็คงถึงตาฉันถามแล้ว”
“คุณกล่าวหาว่าฉันไม่ใช่หลินเยว่ชิง บอกว่ามีวิญญาณอื่นยึดร่าง แล้วใช้เรื่องนั้นอธิบายต่อไปถึงเสียงบันทึกของคนบ้านหลิน ฉันยอมให้คุณทำพิธีตามที่ต้องการแล้ว”
“ผลอยู่ไหนคะ”
นักพรตเหอขบกราม “พิธีบางอย่างไม่ได้เห็นผลทันที”
“ก่อนเริ่มคุณไม่ได้พูดแบบนั้นนี่คะ”
“เมื่อครู่คุณยังบอกเองว่า ถ้ามีสิ่งอื่นอยู่ในร่าง พออาคมทำงานฉันจะต้องตอบสนอง ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ตรงนี้เหมือนเดิม แล้วคุณเปลี่ยนเป็น ‘อาจไม่ได้เห็นผลทันที’”
“ฉันให้โอกาสคุณอีกครั้งค่ะ”
“อะไร”
“ถ้าคุณยังยืนยันว่าฉันถูกสิ่งชั่วร้ายยึดร่าง ก็แสดงให้ทุกคนเห็น”
เธอเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ให้กล้องเห็นตัวเองชัดขึ้น ตั้งแต่ใบหน้า ลำคอ ไปจนถึงมือทั้งสองข้าง ไม่มียันต์ ไม่มีของป้องกัน ไม่มีสิ่งใดซ่อนอยู่ตรงหน้า
“ทำให้สิ่งที่อยู่ในตัวฉันออกมาสิคะ”
“หรือความจริงไม่ใช่ว่ามีอะไรอยู่ในตัวฉัน”
เธอมองผ่านเขาไปยังคนบ้านหลินซึ่งนั่งอยู่นอกมุมกล้อง
“แต่มีบางคนอยากให้คนอื่นเชื่อว่ามี”
“ถ้าเป็นห่วงฉันจริง คืนนี้สิ่งแรกที่ควรถามคือฉันเป็นอย่างไร ไม่ใช่เตรียมนักพรต เตรียมของ และเตรียมคำอธิบายเรื่องเสียงบันทึกไว้พร้อมกันค่ะ”
“จะลองอีกกี่ครั้งก็ได้ค่ะ แต่ก่อนทำรอบต่อไป ฉันอยากให้คุณตอบคนดูให้ชัดก่อนหนึ่งเรื่อง”
“เรื่องอะไร”
“ถ้าพิธีของคุณไม่ได้ผล เพราะฉันไม่มีสิ่งชั่วร้ายอยู่ในร่าง คุณจะยอมรับไหมว่าข้อกล่าวหาเมื่อครู่ของคุณผิด”
“หรือคุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาคำตอบตั้งแต่แรก?”
คราวนี้คอมเมนต์ที่ไหลเร็วชะลอลงจนแทบหยุด
เพราะไม่ว่านักพรตเหอจะตอบอย่างไร การทดสอบในคืนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในมือเขาเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว