LNCrawler

10

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

10

“ได้ ฉันพาเธอกลับไป”

เฉียวลู่เหยาเลิกทวงน้ำเต้าจากหานจื่ออันทันที เมื่อครู่ยังอยากให้เขาหามาชดใช้ แต่ตอนนี้ต่อให้ได้ลูกใหม่ก็ไม่อยากกลับไปอยู่ข้างในอีก เธอลอยเข้าใกล้หลินเยว่ชิงจนแทบชนหน้า “ไปตอนนี้เลยนะ ฉันไม่อยากอยู่แบบนี้แล้ว”

“ถ้าร่างยังมีชีวิตก็มีทางกลับค่ะ แต่ต้องรีบ วิญญาณคุณอ่อนลงเรื่อย ๆ”

หานจื่ออันซึ่งยืนชิดประตูมาตลอดได้ยินคำว่า “กลับ” ก็โล่งใจ แต่ก่อนหลินเยว่ชิงจะพาออกไป เฉียวลู่เหยายังไม่วายลอยไปโผล่ตรงหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย ใบหน้าซีด ดวงตาดำ และลิ้นยาวทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งจนไหล่กระแทกกรอบประตู

“เฮ้ย!”

“แค่ลาค่ะ”

หลินเยว่ชิงมองเธอนิ่ง ๆ เฉียวลู่เหยารีบกลับมาเป็นหน้าปกติ “ไปแล้ว ๆ ไม่เล่นแล้วจริง ๆ” ประตูลิฟต์ปิดลง หานจื่ออันยังยืนอยู่หน้าห้องตัวเองเหมือนต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะกล้ากลับเข้าไป เขาส่งของขวัญในไลฟ์ติดกันหลายครั้ง ก่อนพิมพ์ถามหายันต์กันผีสิบแผ่น

เฉียวลู่เหยาชะโงกมองหน้าจอ “ฉันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เมื่อคืนทำอะไรไว้บ้างคะ”

ผีสาวนับนิ้ว “นั่งข้างเตียง เปิดตู้ เล่นกับไฟ แล้วก็หัวเราะในห้องน้ำไม่กี่ครั้ง”

“กี่ครั้ง”

“ห้าครั้งมั้ง” เฉียวลู่เหยาหยุดนับแล้วลดมือลง ข้อความแซวยังไหลผ่านหน้าจอ แต่เธอกลับมองเงาตัวเองในประตูลิฟต์ที่เลื่อนปิด ภาพร่างบนเตียงเมื่อครู่ทำให้จำห้องนอนของตนได้แล้ว พอนึกถึงโทรศัพท์ที่เปิดซีรีส์ค้างไว้ ความทรงจำก่อนออกจากร่างก็ค่อย ๆ ต่อกัน หลินเยว่ชิงรอให้เธอตั้งสติ ไม่ซักแทรกจนกระทั่งลงถึงชั้นล่าง

รถที่เรียกผ่านแอปมาถึงด้านล่าง ก่อนขึ้นรถ หลินเยว่ชิงหันกล้องเข้าหาตัว ไม่ให้ถ่ายติดคนขับ แล้วขยับกระเป๋าที่ใส่กระจกไว้บนตัก เฉียวลู่เหยาลอยตามเข้ามาโดยไม่ต้องเปิดประตู คนขับมองกระจกหลังแวบเดียว เห็นผู้โดยสารสาวนั่งอยู่คนเดียวก็ไม่ได้สนใจ ระหว่างทาง เฉียวลู่เหยามองทั้งร้านค้าที่ปิดแล้ว ไฟตามถนน และรถที่วิ่งสวนกัน จนหลินเยว่ชิงถามว่า ตอนวิญญาณหลุดจากร่างครั้งแรก เธอไม่กลัวหรือ

“ตอนแรกคิดว่าฝันค่ะ”

คืนนั้นเฉียวลู่เหยาทำงานดึก กลับถึงบ้านก็ยังดูซีรีส์ต่อจนหลับคาโทรศัพท์ พอลืมตาอีกครั้งกลับพบตัวเองยืนอยู่ข้างเตียง ส่วนร่างจริงยังนอนอยู่บนที่นอน เธอลองเดินชนกำแพง ทะลุ จากนั้นแทนที่จะร้องไห้หรือขอความช่วยเหลือ เธอกลับออกไปลองลอยเที่ยวข้างนอก เพราะปกติต้องรอลิฟต์ แต่คืนนั้นสามารถผ่านระเบียงกับกำแพงได้โดยไม่ต้องเปิดประตู

“ฉันขึ้นดาดฟ้าตึกข้าง ๆ ด้วยนะคะ”

หลินเยว่ชิงนวดหว่างคิ้ว “แล้วเริ่มกลัวตอนไหน”

“ตอนกลับค่ะ”

หลังเที่ยวจนพอใจ เฉียวลู่เหยาจึงกลับมาที่ห้องและพบว่าตนเข้าไปในร่างไม่ได้ ยิ่งฟ้าสว่าง วิญญาณยิ่งจาง พอญาติมาพบว่าร่างไม่ยอมตื่นและเรียกรถพยาบาล เธอพยายามตามไปแต่ทนแสงกลางวันไม่ไหว

เฉียวลู่เหยาเล่าว่า หลังรู้ว่าตัวเองกลับเข้าร่างไม่ได้ เธอเคยพยายามตะโกนใส่คนในบ้านและยืนขวางหน้าประตู แต่ไม่มีใครได้ยินหรือมองเห็น พอรถพยาบาลพาร่างจริงออกไป เธอถึงเริ่มตามอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ทุกครั้งที่โดนแดด วิญญาณจะบางลงจนเกือบหาย เธอจึงต้องหลบเงาอาคารสลับกับวิ่งตามรถอยู่หลายช่วง สุดท้ายก็หลงทางและไปเจอน้ำเต้าเข้าโดยบังเอิญ

ระหว่างหลบตามชายคา เฉียวลู่เหยาพบน้ำเต้าเก่าอยู่ใกล้ร่องระบายน้ำ พลังเย็นจากของชิ้นนั้นช่วยประคองวิญญาณไม่ให้สลาย เธอจึงเกาะอยู่กับมันมาตลอด

“กลิ่นตรงนั้นแย่มากค่ะ ถ้าฉันยังมีร่างคงเป็นลมไปแล้ว”

คนดูในไลฟ์พากันหัวเราะ เฉียวลู่เหยาชี้หน้าจอทั้งที่ไม่มีใครเห็นเธอ หลังจากนั้นเธอพบโดยบังเอิญว่า ความกลัวของคนเป็นช่วยให้วิญญาณของตนชัดขึ้น คืนหนึ่งชายเมาเห็นเธอเข้าแล้ววิ่งหนีจนรองเท้าหลุด เธอจึงลองใช้วิธีเดียวกันกับคนอื่นอีกสองสามครั้ง

“ฉันไม่ได้ทำร้ายใคร แค่ทำให้ตกใจ”

“แบบหานจื่ออัน?”

“เขาตกใจง่ายเองค่ะ”

ไม่นานน้ำเต้าถูกคนงานเขี่ยออกมาไว้ข้างพุ่มไม้ และหานจื่ออันก็เป็นคนเก็บกลับบ้าน เฉียวลู่เหยาจำเป็นต้องอยู่ใกล้ของชิ้นนั้น จึงถูกพากลับไปด้วย

“สรุปเขาเก็บฉันกลับบ้านเอง”

“เขาเก็บน้ำเต้าค่ะ”

“สำหรับฉันก็เหมือนกัน”

หลินเยว่ชิงไม่เสียเวลาเถียง รถมาถึงโรงพยาบาลประชาชนไห่เฉิงเกือบเที่ยงคืน เฉียวลู่เหยาซึ่งคุยมาตลอดทางกลับเงียบลงทันทีที่เห็นอาคารผู้ป่วย

“พ่อกับแม่ฉันคงอยู่ที่นี่”

เธอเคยมาครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นพลังอ่อนจนขึ้นไปไม่ถึงชั้นพักพิเศษก็ต้องกลับไปหาน้ำเต้า จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง หลินเยว่ชิงพาเธอขึ้นลิฟต์ เมื่อประตูเปิด เฉียวลู่เหยาจำทางได้ทันที แต่หลินเยว่ชิงถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขวางไว้ก่อน เพราะชั้นนี้ต้องแจ้งชื่อผู้ป่วยและตรวจรายชื่อผู้เข้าเยี่ยม

“เฉียวลู่เหยาค่ะ”

เจ้าหน้าที่ค้นข้อมูลแล้วถามชื่อผู้มาเยี่ยมต่อ

“หลินเยว่ชิง”

รายชื่อไม่มีชื่อนี้ จึงขอให้รอด้านนอก เฉียวลู่เหยาร้อนใจจนจะลอยเข้าไปเอง แต่ประตูลิฟต์ด้านหลังก็เปิดขึ้นพอดี ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งเดินออกมาพร้อมชายในชุดจีนร่วมสมัยซึ่งถือกระเป๋าไม้ยาว

“พ่อ! แม่!”

เฉียวลู่เหยาพุ่งไปหา แต่สวี่เยี่ยนเดินผ่านร่างลูกสาวไปโดยไม่รู้ตัว ส่วนเฉียวหมิงเต๋อพยุงภรรยาไว้ สีหน้าของทั้งคู่บอกชัดว่าหลายวันที่ลูกหมดสติแทบไม่ได้นอน เจ้าหน้าที่รีบแจ้งว่าหลินเยว่ชิงบอกว่ามาเยี่ยมคุณหนูเฉียว เฉียวหมิงเต๋อหันมาถาม “คุณเป็นเพื่อนลู่เหยาหรือครับ”

“ไม่ใช่ค่ะ ฉันมาช่วยให้เธอฟื้น”

สวี่เยี่ยนมีสีหน้าตื่นขึ้นทันที แต่ชายอีกคนกลับพูดแทรก

“คุณเฉียว ถ้ามีคนอื่นมาจัดการแล้วจะเชิญผมมาทำไม”

เขาแนะนำตัวในนามอาจารย์เกาเจิ้นไห่ คนรู้จักของครอบครัวเป็นผู้แนะนำมา หลังแพทย์หาสาเหตุไม่ได้ สองสามีภรรยาจึงต้องลองทุกทาง เกาเจิ้นไห่มองหลินเยว่ชิงตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดว่า เดี๋ยวนี้คนดูคลิปไม่กี่คลิปก็กล้าเรียกตัวเองว่าอาจารย์

เฉียวลู่เหยาโมโหแทนทันที เธอลอยไปโบกมือตรงหน้าเขาหลายครั้ง อีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย

“เขามองไม่เห็นฉันจริง ๆ เหรอ”

หลินเยว่ชิงมองกระเป๋าไม้ในมือชายคนนั้น ยันต์ที่โผล่ออกมามีลายซับซ้อนแต่ไม่มีพลัง ลูกประคำและเครื่องรางหลายชิ้นก็เป็นเพียงของทำให้ดูเก่า คนทั่วไปอาจแยกไม่ออก แต่สำหรับเธอเห็นเพียงแวบเดียวก็พอ

ตอนเกาเจิ้นไห่เดินเข้ามาใกล้ หลินเยว่ชิงยังเห็นเข็มทิศ กระดิ่ง และด้ายแดงอยู่ในกระเป๋าไม้ เครื่องมือแต่ละชิ้นถูกจัดวางอย่างดีจนดูน่าเชื่อถือ แต่พลังที่ควรเกาะอยู่บนของกลับว่างเปล่า เฉียวลู่เหยาลองเอาหน้าไปจ่อใกล้เขาแล้วแลบลิ้นใส่ อีกฝ่ายก็ยังไม่มีปฏิกิริยา ทำให้เธอหันกลับมาถามอย่างจริงจังว่า คนที่มองไม่เห็นผีจะเรียกผีกลับเข้าร่างได้อย่างไร

ถึงอย่างนั้น หลินเยว่ชิงไม่ได้เปิดโปงตรงโถง เฉียวหมิงเต๋อคงเลือกคนที่มีผู้แนะนำมากกว่าหญิงสาวแปลกหน้าซึ่งเพิ่งพบกัน เขาจึงขอโทษและบอกให้หลินเยว่ชิงค่อยมาเยี่ยมวันอื่น สวี่เยี่ยนยังลังเล “แต่เมื่อกี้เธอบอกว่าช่วยลู่เหยาได้...”

“ให้คนที่เราเชิญมาลองก่อน” สามีพูดเบา ๆ “ลูกอยู่ตรงนี้ เราเสี่ยงมั่วไม่ได้”

หลินเยว่ชิงไม่ได้ถือสา เกาเจิ้นไห่เดินผ่านไปพร้อมทิ้งท้ายว่า เรื่องแบบนี้ไม่ใช่พูดเก่งแล้วจะทำได้ เฉียวลู่เหยาตามหลังไปด่าอยู่หลายคำ ก่อนนึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม ประตูทางเดินด้านในปิดลง เหลือเพียงหลินเยว่ชิงกับเจ้าหน้าที่สองคน

“ทำยังไงดี” เฉียวลู่เหยาถาม “หรือฉันทำให้พวกเขาวิ่งหนี”

“ไม่ต้องค่ะ”

“เบา ๆ ก็ได้”

หลินเยว่ชิงมองเธอ ผีสาวหุบปากทันที เจ้าหน้าที่เริ่มมองมาแปลก ๆ เพราะหลินเยว่ชิงยืนพูดอยู่คนเดียวมาหลายประโยค เธอจึงหยิบยันต์ใบเล็กออกมาแตะด้วยปลายนิ้ว ยันต์นี้ไม่ได้ทำให้ล่องหน เพียงรบกวนความสนใจชั่วครู่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกำลังจะเดินเข้ามา แต่สายตากลับถูกจอมอนิเตอร์ด้านข้างดึงไป อีกคนได้ยินวิทยุสื่อสารดังพอดีจึงก้มลงเช็ก

หลินเยว่ชิงเดินผ่านตรงกลางไปอย่างสบาย ๆ เฉียวลู่เหยาตามหลังติด ๆ คนดูในไลฟ์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด บางคนถามหายันต์แบบเดียวกัน บางคนบอกว่าจะเอาไว้กลับบ้านดึก ส่วนคนหนึ่งเสนอว่าจะใช้เข้าธนาคารจนถูกทนายในห้องเตือนให้เตรียมเสื้อผ้าสำหรับอยู่ยาวไปด้วย

ไม่กี่วินาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ทั้งสองเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน พื้นที่ตรงหน้าว่างเปล่า คนหนึ่งหันไปมองเลขชั้นบนลิฟต์ซึ่งยังค้างอยู่ที่เดิม ก่อนค่อย ๆ ถามเพื่อน

“ผู้หญิงเมื่อกี้ไปไหน”

อีกฝ่ายไม่ตอบทันที ทางเดินคืนนี้ดูยาวกว่าปกติขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล พอเดินพ้นมุม หลินเยว่ชิงจึงได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ด้านหลังคุยกัน คนหนึ่งยืนยันว่าหญิงสาวเมื่อครู่ยืนอยู่ตรงหน้าแน่ ๆ อีกคนกลับชี้ว่าลิฟต์ไม่เคยลงและประตูหนีไฟอยู่ในสายตาตลอด ทั้งคู่เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนคนแรกจะขอให้เพื่อนไปตรวจปลายทางเดินด้วยกันในรอบต่อไป ไม่มีใครยอมพูดคำว่า “ผี” แต่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าคิดเหมือนกัน