LNCrawler

109

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

109

หลินเยว่ชิงเพิ่งเก็บอุปกรณ์เขียนยันต์บนโต๊ะเสร็จ โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างแก้วน้ำก็ดังขึ้น ชื่อบนหน้าจอทำให้เธอชะงักไปนิดหนึ่งก่อนกดรับ

“มีอะไรคะ”

“ตื่นแล้วหรือครับ”

“ถ้ายังไม่ตื่น ใครรับสายคุณอยู่ล่ะคะ”

ปลายสายเงียบไป ก่อนสือเยี่ยนโจวจะหัวเราะเบา ๆ “ผมนึกว่าคุณเพิ่งตื่น”

“ตื่นมาสักพักแล้วค่ะ คุณล่ะ โทรมาแต่เช้ามีอะไรหรือเปล่า”

“ผมกำลังจะไปหาพ่อ แม่ยังอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อคืน คุณว่างไหมครับ แม่อยากเจอคุณด้วย”

เมื่อคืนหลังได้พบสามีที่จากกันไปนาน แม่ของสือเยี่ยนโจวแทบไม่ยอมกลับไปพัก แม้หมอจะบอกหลายครั้งว่าสือหมิงเซวียนยังต้องรักษาตัวต่อและคืนนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง เธอก็ยังเลือกอยู่เป็นเพื่อนสามีจนดึก

หลินเยว่ชิงลดโทรศัพท์ลงจากหู “นี่เรียกว่าอยู่แถวบ้านฉัน?”

“ก็ใกล้ครับ”

“ยืนถึงหน้าประตูแล้วยังโทรอีก”

“ผมกลัวคุณยังไม่ตื่น”

“ถ้าฉันไม่รับ คุณจะยืนรอ?”

“ก็คงรอสักพัก”

คำตอบของเขาธรรมดาเสียจนเธอไม่รู้จะว่าอะไรต่อ สายตาจึงเลื่อนไปที่ถุงในมือแทน “นั่นอะไรคะ”

“อาหารเช้า”

หลินเยว่ชิงหันกลับไปมองโต๊ะในห้อง บนนั้นมีเพียงแก้วน้ำกับกองกระดาษยันต์ที่เพิ่งเก็บเสร็จ สือเยี่ยนโจวเห็นเหมือนกันจึงถาม

“คุณกินอะไรหรือยัง”

“กำลังจะกิน”

“อะไรครับ”

“ยังไม่ได้คิด”

“คุณออกจากบ้านกี่โมงคะ”

“ไม่นาน”

“ถ้าบอกว่าไม่นานอีก ฉันจะไม่ถามแล้วนะ”

สือเยี่ยนโจวยิ้ม “ประมาณเจ็ดโมง”

“แล้วมาถึงนี่ตั้งแต่เมื่อไร”

“ก่อนโทรไม่กี่นาที”

“คุณไม่มีงานหรือคะ”

“มีครับ แต่ยังไม่ถึงเวลา”

“เมื่อคืนเซี่ยจิ่งหาวส่งการบ้านมาอีกหรือครับ”

“ไม่ใช่เมื่อคืนค่ะ เช้านี้”

“กี่โมง”

“หกโมงครึ่ง”

สือเยี่ยนโจวหัวเราะ “ตั้งใจดีนี่ครับ”

“ถ้าส่งรอบเดียวก็ดีอยู่หรอกค่ะ” เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดให้ดู “เขาส่งมาตั้งแต่หกโมงครึ่งจนถึงเมื่อกี้รวมเจ็ดรูป แล้วถามทุกภาพว่าดีขึ้นหรือยัง”

สือเยี่ยนโจวมองยันต์ที่เส้นยังเอียงจนแทบจำแบบเดิมไม่ได้ “คุณตอบว่าอย่างไร”

“ให้หยุดก่อนค่ะ”

เมื่อมาถึงสถานพักฟื้น สือหมิงเซวียนกำลังนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง แพทย์เพิ่งตรวจช่วงเช้าเสร็จและกำชับว่ายังต้องอยู่ดูอาการอีกระยะ ขณะที่ภรรยานั่งคุยกับเขาอยู่ข้างเตียง

พอเห็นหลินเยว่ชิงเดินเข้ามา คนที่เมื่อคืนแทบไม่ยอมพักก็ลุกขึ้นทันที

“เยว่ชิง มาแล้วหรือจ๊ะ กินอะไรมาหรือยัง”

“กินแล้วค่ะ”

เธอเหลือบไปทางสือเยี่ยนโจว “ลูกชายคุณซื้อไปให้ถึงหน้าห้อง”

แม่ของเขาหันไปมองลูกชายทันที สีหน้าพอใจจนปิดไม่มิด “รู้จักทำเรื่องเข้าท่าขึ้นมาบ้างแล้ว”

สือเยี่ยนโจววางของบนโต๊ะ “แม่ครับ ผมแค่ซื้ออาหารเช้า”

“แม่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรนี่”

“สีหน้าแม่พูดหมดแล้วครับ”

สือหมิงเซวียนซึ่งนั่งฟังอยู่หัวเราะ “อย่าไปขัดแม่แกเลย ยิ่งขัดก็ยิ่งโดน”

“พ่อดูเหมือนมีประสบการณ์นะครับ”

“มาก”

ภรรยาหันขวับ “ว่าอะไรนะคะ”

“ผมบอกว่าประสบการณ์ชีวิตมากครับ”

เมื่อคุยเล่นกันพอสมควร เธอจึงเข้าไปตรวจสือหมิงเซวียน อาการโดยรวมดีขึ้นชัดเจน ร่องรอยอาคมที่เคยกดทับร่างกายไม่กลับมากำเริบอีก เพียงแต่ร่างกายอ่อนแอจากการทรมานและการขาดการดูแลมาเป็นเวลานาน ยังต้องพักฟื้นต่อไป

ภรรยาของเขาหัวเราะ “ได้ยินไหมคะ คราวนี้ไม่มีช่องให้เถียงแล้ว”

“ผมก็ยังไม่ได้เถียง”

“เมื่อคืนเปิดดูเส้นทางจากที่นี่กลับบ้านตั้งสามรอบ”

“ผมแค่ดู”

“แล้วถามพยาบาลว่าถ้าจ้างหมอประจำบ้านจะกลับเร็วขึ้นไหม”

สือหมิงเซวียนกระแอม “ก็แค่ถาม”

สือเยี่ยนโจวหันไปทางหน้าต่างเหมือนไม่ได้ยินอะไร ส่วนหลินเยว่ชิงเลือกตรวจชีพจรต่อโดยไม่เข้าไปช่วยคนป่วย

“นี่อะไรคะ”

“ของที่แม่—”

หญิงวัยกลางคนหยุดคำตัวเองเสียก่อน แล้วเปลี่ยนใหม่ “ของที่ฉันเตรียมไว้ให้เธอ”

หลินเยว่ชิงมองกล่องนั้น “ให้ฉัน?”

สือหมิงเซวียนก็หันมองภรรยา “เมื่อคืนคุณบอกว่าจะให้ไม่ใช่หรือ”

“เมื่อคืนก็เมื่อคืนสิคะ วันนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

“เร็วดีนะ”

“คุณเลือกของตั้งครึ่งคืนยังเลือกไม่ได้เลย ไม่ต้องพูด”

เมื่อคืนสองสามีภรรยาคุยกันเรื่องของรับขวัญอยู่นาน สือหมิงเซวียนเสนอของหลายอย่าง ตั้งแต่เครื่องประดับไปจนถึงทรัพย์สินอื่น แต่ภรรยาไม่พอใจสักอย่าง เพราะรู้สึกว่าการหยิบของราคาแพงมาวางตรงหน้าแล้วบอกว่าเป็นของลูกสะใภ้ทันที ดูเหมือนใช้เงินแก้ปัญหามากกว่าต้อนรับคนในครอบครัว

“พวกเธอจดทะเบียนกันแล้วก็จริง แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้จัดให้เรียบร้อยเลย ฉันไม่อยากถือสิทธิ์ว่าเป็นแม่ของเยี่ยนโจว แล้วบังคับให้เธอต้องเรียกพ่อเรียกแม่ตามไปด้วย”

คนพูดลูบฝากล่องในมือแล้วกล่าวต่อ “คำเรียกแบบนั้น ถ้าเธออยากเรียกเมื่อไรก็ค่อยเรียก วันไหนถึงเวลาที่เหมาะสม ของรับขวัญที่ควรได้ก็ต้องได้ครบ ไม่เกี่ยวกัน”

สือหมิงเซวียนพยักหน้าเห็นด้วย “เรื่องนี้ฉันเห็นด้วย”

“เมื่อคืนใครเป็นคนบอกว่าให้บ้านไปเลยจะได้จบ”

“ผมเสนอทางเลือก”

สือหมิงเซวียนพูด “จะมากจะน้อยเป็นอีกเรื่อง แต่ผู้ใหญ่ไม่ทำอะไรเลยไม่ได้”

ภรรยาพยักหน้า “ใช่จ้ะ เธอไม่ต้องรีบรับตอนนี้ แต่ห้ามปฏิเสธล่วงหน้า”

ชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างโต๊ะเข้าใจทันที “เรื่องนี้ผมช่วยคุณไม่ได้ครับ”

“ฉันยังไม่ได้ขอให้ช่วยเลย”

“ผมบอกไว้ก่อน”

“คุณนี่รู้ทันเกินไปแล้วนะคะ”

สือหมิงเซวียนมองลูกชายแล้วหัวเราะ “มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำเหมือนตัวเองเป็นกลาง สุดท้ายเลือกทางที่ตัวเองเสียประโยชน์น้อยที่สุด”

“พ่อครับ”

“พ่อพูดผิดตรงไหน”

ภรรยาของเขาปิดกล่องแล้ววางกลับ “ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ได้ภรรยาดีขนาดนี้ยังทำเหมือนตัวเองไม่ได้อะไร”

หลินเยว่ชิงก้มดูรายการยาบนโต๊ะทั้งที่เพิ่งอ่านจบไปเมื่อครู่ ส่วนสือเยี่ยนโจวกลับตอบแม่ด้วยน้ำเสียงปกติ

“ห้องนี้ใช่ไหมคะคุณย่า”

“เยี่ยนโจวบอกชั้นนี้นี่แหละ”

สืออันหนิงมองพ่อก่อนเลื่อนไปหาแม่ ดวงตาแดงขึ้นแทบจะทันที “แม่...”

แม่ของเธอลุกเข้าไปหา “อันหนิง”

“กลับมาแล้วทำไมไม่บอกหนูเองคะ”

“แม่เพิ่งตั้งสติได้ไม่นาน อีกอย่างพี่ชายลูกก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ”

“พี่เพิ่งบอกเมื่อเช้า!”

“แม่ไม่อยากให้ลูกตกใจ”

“หนูตกใจกว่าเดิมอีกค่ะ”

คนเป็นแม่ลูบหลังลูกสาวเบา ๆ “เอาละ แม่ผิดเอง”

สืออันหนิงยังไม่ยอมทันที แต่พอเห็นแม่อยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัย ความโกรธที่พยายามตั้งไว้ก็เหลือไม่มาก เธอปล่อยมือแล้วหันไปหาพ่อ

“พ่อก็เหมือนกันนะคะ”

สือหมิงเซวียนหัวเราะ “พ่อยังไม่มีโทรศัพท์ใช้จนเมื่อไม่นานนี้เอง”

“ทุกคนมีเหตุผลหมดเลย”

“งั้นพ่อไม่แก้ตัว”

สืออันหนิงเม้มปาก ก่อนเดินเข้าไปกอดเขาอีกคน “ถ้าหายแล้วกลับบ้านก่อนค่อยคิดบัญชีนะคะ”

“ได้”

“กลับมากันก็ดีแล้ว”

สือหมิงเซวียนเรียก “แม่”

หญิงชราหันหน้าหนีเล็กน้อย “อายุขนาดนี้แล้วยังจะเรียกแม่เสียงแบบนั้นอีก”

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

สือเยี่ยนโจวส่งกระดาษทิชชูให้น้องสาว เจ้าตัวรับไปแต่ยังไม่ลืมหันมาหาเรื่องพี่ชาย

“แล้วพี่รู้เรื่องก่อนหนูตั้งนานใช่ไหม”

“แม่ยังต้องพัก”

“เมื่อคืนพี่ถึงค่อยโทร?”

“อย่างน้อยก็โทร”

“ถ้าหนูไม่เห็นแก่พ่อกับแม่ หนูจะตีพี่จริง ๆ”

“ผมยืนอยู่ตรงนี้ครับ”

“พี่เยี่ยนโจว!”

“สวัสดีค่ะ”

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนดังมาจากปลายสาย “ขอเรียนสายคุณหลินเยว่ชิงค่ะ”

“พูดอยู่ค่ะ”

“คุณหลินคะ ฉันเป็นผู้อำนวยการบ้านเด็กสายรุ้ง ที่นี่เคยได้รับเงินบริจาคจากคุณเมื่อไม่นานมานี้”

หลินเยว่ชิงจำชื่อสถานสงเคราะห์แห่งนั้นได้ “มีปัญหาเรื่องเงินหรือคะ”

“ไม่ใช่ค่ะ เงินเรียบร้อยดีทุกอย่าง ที่โทรมาเพราะพวกเรามีเรื่องหนึ่งอยากขอให้คุณช่วยดูให้หน่อย”

“เกิดอะไรขึ้นคะ”

“คืนก่อน เจ้าหน้าที่เวรของเราได้ยินเสียงเด็กร้องแถวห้องเก็บของด้านหลังอาคารค่ะ”

“เปิดดูหรือยังคะ”

“เปิดแล้วค่ะ ไม่มีใครอยู่ข้างใน”

ห้องนั้นมีพื้นที่ไม่มาก เก็บเพียงผ้าห่ม ของบริจาคกับอุปกรณ์เก่าบางส่วน ต่อให้มีเด็กเข้าไปหลบก็คงหาเจอได้ไม่ยาก แต่เจ้าหน้าที่ค้นแล้วไม่พบอะไร

หลินเยว่ชิงถาม “เกิดแค่คืนเดียวหรือคะ”

“ถ้าแค่คืนเดียวฉันก็คงไม่กล้าโทรรบกวนคุณค่ะ เมื่อคืนเปลี่ยนคนเข้าเวร อีกคนก็ได้ยินเหมือนกัน”

พอเดินเข้าไปใกล้ เสียงกลับดังออกมาจากหลังประตูห้องเก็บของแทน

“มีเด็กคนไหนได้ยินหรือเปล่าคะ”

ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่ง “มีค่ะ”

เมื่อคืนเด็กหญิงวัยหกขวบคนหนึ่งตื่นขึ้นมาร้อง ผู้ดูแลเข้าไปปลอบเพราะคิดว่าฝันร้าย แต่เด็กกลับถามว่า

“ทำไมไม่มีใครเปิดประตูให้น้องคะ น้องร้องอยู่นานแล้ว”

เช้าวันนี้พอถาม เด็กกลับจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดอะไรเมื่อคืน

หลินเยว่ชิงนิ่งคิด เสียงร้องเกิดซ้ำโดยคนฟังคนละคน และเด็กที่ไม่ได้รับรู้เรื่องจากผู้ใหญ่ก็ยังพูดถึงมันเหมือนกัน ถ้าจะบอกว่าเป็นเพียงความเหนื่อยจนหูฝาดก็คงยากแล้ว

“คืนนี้อย่าให้เด็กไปแถวห้องเก็บของตามลำพังค่ะ แต่ก็ไม่ต้องปิดพื้นที่หรือทำอะไรผิดปกติจนพวกเขาสงสัย ส่วนของข้างในยังไม่ต้องย้าย”

“คุณหลินจะมาดูให้หรือคะ”

“ค่ะ ส่งที่อยู่กับตำแหน่งอาคารมาให้ฉัน เดี๋ยวฉันเข้าไป”

ปลายสายรีบรับคำ “ได้ค่ะ ขอบคุณมากจริง ๆ”

“มีงานหรือครับ”

“บ้านเด็กที่ฉันเคยบริจาคเงินให้เกิดเรื่องค่ะ มีคนได้ยินเสียงเด็กร้องกลางคืนทั้งที่หาเจ้าของเสียงไม่เจอ”

“จะไปวันนี้?”

“ค่ะ”

เขาหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา “ที่ไหนครับ”

หลินเยว่ชิงบอกชื่อสถานที่ สือเยี่ยนโจวเปิดแผนที่ดูอยู่ครู่หนึ่ง “จากนี่ประมาณสี่สิบนาที”

เธอหันมองเขา “ฉันไปเองได้นะคะ”

“ผมยังไม่ได้พูดว่าจะไปด้วย”

“เมื่อเช้าคุณเพิ่งใช้คำนี้กับฉันหรือเปล่า”

“ผมจำไม่เห็นได้”

“ความจำคุณแย่เร็วไปหน่อยนะคะ”

เสียงคุณย่าสือดังออกมาอีกครั้ง “เยว่ชิง ถ้ายังไม่รีบไปไหน เข้ามาหาย่าก่อนลูก!”

หลินเยว่ชิงไม่เถียงกับคนข้างตัวต่อ เธอเปิดประตูกลับเข้าไป ส่วนสือเยี่ยนโจวก็เดินตามเข้ามาโดยไม่ต้องเรียก

เรื่องบ้านเด็กสายรุ้งยังรออยู่ แต่ก่อนออกจากที่นี่ เห็นทีเธอคงต้องนั่งคุยกับครอบครัวสืออีกพักใหญ่.