110
110
กว่าหลินเยว่ชิงจะได้ออกจากห้องพักของสือหมิงเซวียน เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบเที่ยง เดิมเธอตั้งใจเพียงมาตรวจอาการแล้วตรงไปบ้านเด็กสายรุ้งทันที แต่คุณย่าสือกับสืออันหนิงเพิ่งได้พบคนในครอบครัวที่หายไปนาน จะให้เธอเอ่ยลาตั้งแต่ยังไม่ทันนั่งคุยกันดี ๆ ก็ดูใจร้ายเกินไป
สืออันหนิงยังตามมาส่งถึงหน้าลิฟต์ พอเห็นพี่ชายถือกุญแจรถอยู่ในมือก็หันไปกำชับเขาแทนหลินเยว่ชิงเสียเอง
“พี่ขับรถดี ๆ นะ แล้วถ้ากลับดึกก็อย่าปล่อยให้พี่สะใภ้กลับคนเดียว”
“พี่ไปด้วย”
“ก็เพราะพี่ไปด้วยนี่แหละฉันถึงเตือน”
สือเยี่ยนโจวมองน้องสาว “เธอกำลังหมายความว่าอะไร”
ประตูลิฟต์เปิด เธอจึงแตะแขนสือเยี่ยนโจวเบา ๆ “ไปเถอะ ไม่อย่างนั้นคงได้ยืนเถียงกันอีกครึ่งชั่วโมง”
สืออันหนิงหัวเราะ “เห็นไหม พี่สะใภ้ยังรู้เลย”
“กลับเข้าไปหาแม่เถอะ”
“ค่า คุณพี่ชาย”
“คุณสองคนสนิทกันดีนะคะ” หลินเยว่ชิงว่า
“ตอนเด็กเธอตามผมทุกที่ พอโตแล้วก็เปลี่ยนมาเถียงทุกเรื่อง”
“ฟังดูไม่ต่างกันเท่าไร ยังตามอยู่ดี”
ชายหนุ่มหันมามองเธอ “คุณเข้าข้างเธอเร็วเกินไปหรือเปล่าครับ”
เมื่อลิฟต์ลงถึงชั้นล่าง ทั้งคู่ยังไม่ทันเดินพ้นโถงกลาง พยาบาลคนหนึ่งก็รีบตามมาจากด้านหลังพร้อมแฟ้มในมือ
“คุณสือคะ รอสักครู่ค่ะ”
สือเยี่ยนโจวหยุด พยาบาลยื่นเอกสารให้เขาดู “ผลตรวจของคุณสือหมิงเซวียนที่ส่งเพิ่มเมื่อเช้าออกแล้วค่ะ หมอจ้าวฝากบอกว่าไม่มีค่าตัวไหนน่าห่วง แต่ยังอยากให้พักดูอาการต่ออีกสองสามวัน”
“ผลเลือดดีขึ้นกว่าคราวก่อนเยอะค่ะ” พยาบาลบอก “ถ้าไม่มีไข้หรืออาการอื่นเพิ่มก็น่าจะได้กลับเร็ว ๆ นี้”
ระหว่างที่กำลังคุยกัน หมอจ้าวก็เดินออกมาจากห้องตรวจฝั่งตรงข้าม มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟ อีกข้างมีโทรศัพท์อยู่ในมือ พยาบาลเห็นจึงเรียกไว้
“หมอจ้าวคะ คุณสือยังอยู่พอดีค่ะ”
หมอจ้าวเปลี่ยนทางเดินมาหา “กำลังคิดว่าถ้ากลับไปแล้วต้องโทรตามเสียอีก”
เขาหันมาทางหลินเยว่ชิง “คุณหลินดูผลแล้วหรือยังครับ”
“กำลังดูค่ะ”
“ส่วนของคุณสือหมิงเซวียนไม่มีอะไรน่ากังวลแล้ว ที่ต้องให้อยู่ต่อเพราะร่างกายทรุดมานาน อย่าให้เจ้าตัวรู้สึกดีขึ้นหน่อยแล้วกลับไปทำโน่นทำนี่ทันที”
สือเยี่ยนโจวตอบ “เดี๋ยวผมบอกแม่ไว้ครับ พ่อน่าจะไม่กล้าฝืนถ้าแม่คอยดู”
หมอจ้าวหัวเราะ “อย่างนั้นผมก็เบาแรง”
“หมอเซี่ย วันนี้คุณเลิกงานกี่โมงคะ”
คนถูกถามแปลกใจเล็กน้อย “น่าจะดึกครับ มีเคสต่อช่วงบ่าย แล้วเย็นยังต้องเข้าไปดูคนไข้อีกตึกหนึ่ง”
พยาบาลที่ยืนข้างกันนึกขึ้นได้ “เคสห้าโมงของญาติคนไข้ห้องสิบสองใช่ไหมคะ”
“ครับ เขาขอนัดคุยเรื่องเปลี่ยนแนวทางรักษา”
หลินเยว่ชิงจึงถามต่อ “ญาติคนนั้นเคยมีเรื่องกับคุณมาก่อนหรือเปล่า”
หมอเซี่ยนิ่งไปนิดหนึ่ง “ไม่ถึงกับมีเรื่อง แค่ไม่พอใจผลการรักษาอยู่บ้าง ทำไมหรือครับ”
“ถ้าเลื่อนได้ อย่าไปเจอเขาคนเดียวค่ะ”
“คุณเห็นอะไรหรือครับ”
“วันนี้คุณมีเคราะห์เลือดตกยางออก”
พยาบาลรีบถาม “ร้ายแรงไหมคะ”
หลินเยว่ชิงยังมองหมอเซี่ย “ไม่ถึงชีวิต แต่ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยน คงเจ็บหนักพอให้หยุดงานหลายเดือน”
“เกิดจากอุบัติเหตุ?”
“ไม่ใช่ค่ะ มีคนทำ”
สีหน้าหมอเซี่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย “คนไข้หรือญาติ?”
“ฉันดูได้ไม่ละเอียดขนาดนั้น รู้เพียงว่าเกี่ยวกับของมีคม และจะเกิดภายในวันนี้”
พยาบาลเผลอหันไปทางห้องตรวจ หลินเยว่ชิงจึงพูดดัก “ไม่ต้องระแวงทุกคนที่เดินเข้ามานะคะ ฉันพูดถึงเคราะห์ของหมอเซี่ย ไม่ได้หมายความว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้จะเป็นคนทำ”
หมอเซี่ยนิ่งคิดก่อนตอบ “เคสเย็นยกเลิกไม่ได้ครับ ญาติคนไข้เดินทางมาจากต่างเมือง ถ้าผมไม่เข้าไปคุยเอง คนอื่นก็อธิบายต่อยาก”
หลินเยว่ชิงเปิดกระเป๋าหยิบยันต์คุ้มภัยที่พกติดตัวออกมาหนึ่งแผ่น หมอเซี่ยเห็นกระดาษสีเหลืองก็ถอนใจทันที
“ผมเดาได้แล้วว่าต่อไปจะเกิดอะไร”
“เดาอะไรคะ”
“คุณจะบอกให้ผมพกนี่ไว้”
“เก่งนี่คะ”
สือเยี่ยนโจวหันหน้าหนีเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นชัดเจนเสียจนหมอเซี่ยจับได้
“คุณสือ ถ้าจะขำก็ขำเถอะครับ”
“ผมยังไม่ได้ขำ”
“มุมปากคุณไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับคำพูดเท่าไร”
หลินเยว่ชิงยื่นยันต์ไปให้ “เอาไว้กันเคราะห์ค่ะ แผ่นนี้ฉันให้คุณ ไม่ต้องจ่ายเงิน”
“คุณเก็บไว้เถอะครับ ผมไม่เชื่อว่ากระดาษแผ่นเดียวจะกันคนที่ตั้งใจทำร้ายผมได้”
“ถ้าไม่เกิดอะไรขึ้นก็ดีแล้วค่ะ”
หลินเยว่ชิงเก็บยันต์กลับลงกระเป๋าแล้วบอกลาพยาบาล สือเยี่ยนโจวมองเซี่ยเหวินเฉิงก่อนตามเธอออกจากอาคาร
ออกจากอาคารได้ไม่นาน สือเยี่ยนโจวก็โทรหาหลัวเฉิง สั่งให้ส่งคนมาดูบริเวณอาคารตรวจพิเศษตั้งแต่ตอนนี้ โดยไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายกับการทำงานของเซี่ยเหวินเฉิง เว้นแต่เห็นคนพกอาวุธหรือมีท่าทีจะก่อเหตุจริง ๆ
รอจนเขาวางสาย หลินเยว่ชิงจึงถาม “หมอเซี่ยรู้คงไม่พอใจนะคะ”
“เขาไม่รับยันต์คุณ ผมก็ไม่อยากปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพัง”
“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนของคุณเสียเวลาฟรี”
“เสียเวลาสองสามชั่วโมงแลกกับไม่ต้องเสี่ยงให้เหวินเฉิงนอนโรงพยาบาลครึ่งปี ผมว่าไม่แพง”
“อีกเรื่องครับ”
หลินเยว่ชิงมองซองแล้วเริ่มระแวง “บ้านคุณยังเหลืออะไรให้ฉันอีกคะ”
“ค่าตอบแทน”
“เราเคยตกลงกันแล้วนี่คะ”
“ครับ”
“คนละสิบล้าน สองคนยี่สิบล้าน”
“ผมจำได้”
“ห้าสิบล้าน?”
“ครับ”
หลินเยว่ชิงเงยหน้าทันที “สือเยี่ยนโจว”
“ส่วนที่เพิ่มพ่อกับแม่ให้ครับ”
“ฉันช่วยเพราะรับงาน ไม่ได้ประมูลชีวิตพวกเขาเสียหน่อย”
“ผมพูดแบบเดียวกัน”
“แล้ว?”
“พ่อถามว่าถ้าไม่มีคุณ ตอนนี้เขากับแม่จะเป็นอย่างไร”
คำตอบไม่ต้องคิดให้ยาก หากเธอไม่ได้เข้าไปแทรก เรื่องบนเขาคงจบต่างออกไปมาก สือหมิงเซวียนอาจไม่มีโอกาสกลับมา ส่วนภรรยาของเขาก็อาจยังถูกอาคมกดไว้ต่อไป
สือเยี่ยนโจวพูดต่อ “พ่อบอกว่ายี่สิบล้านเป็นราคาที่คุณคิด ส่วนเงินเพิ่มเป็นเรื่องที่เขาอยากให้เอง เขาไม่อยากติดค้าง”
“เพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วันก็เริ่มเรื่องเงินแล้วหรือคะ”
“เรื่องอื่นความจำยังค่อย ๆ กลับมา แต่เรื่องเงินกับบัญชีเขาจำแม่นกว่าผมเสียอีก”
เธอเลื่อนสายตาไปยังยอดเล็กด้านล่าง “แล้วสามหมื่นนี่?”
“ค่ายันต์ของหลัวเฉิงกับคนที่บ้าน”
“พวกเขาฝากคุณจ่าย?”
“หลัวเฉิงบอกว่าถ้ารอคุณทวง อาจต้องรอถึงปีหน้า”
“ฉันไม่ได้ลืม”
“ผมไม่ได้ว่าอะไรครับ”
หลินเยว่ชิงมองเขานิ่ง “แต่สีหน้าคุณว่า”
เธอพับเอกสารกลับใส่ซอง “ฉันรับครั้งนี้ แต่คราวหน้าห้ามเพิ่มเงินเองแล้วนะคะ”
“เรื่องค่าตอบแทนหรือเรื่องอื่น”
“ทุกเรื่อง”
“ผมรับปากไม่ได้ครับ”
“ทำไม”
“ถ้าคราวหน้าคุณคิดถูกเกินไป พ่อผมคงเพิ่มเองอีก”
ระหว่างทางไปบ้านเด็กสายรุ้ง ผู้อำนวยการลี่ส่งข้อความมาบอกว่าไม่มีเสียงเด็กร้องอีกตั้งแต่เช้า หลินเยว่ชิงจึงกำชับเพียงให้ทุกอย่างดำเนินตามปกติ ไม่ต้องปิดอาคาร ไม่ต้องเรียกเด็กมาถาม และอย่าให้ข่าวเรื่องเมื่อคืนแพร่ไปจนพวกเด็กกลัวกันเอง
บ้านเด็กอยู่ห่างจากสถานพักฟื้นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง พอรถเลี้ยวเข้าถนนสายเล็ก อาคารสูงสองข้างทางก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นร้านค้า โรงเรียนกับบ้านเก่า กระทั่งเห็นรั้วสีขาวและป้าย “บ้านเด็กสายรุ้ง” อยู่ท้ายถนน
“คุณหลิน ขอโทษนะคะ ฉันไม่อยากออกมายืนรอจนเด็กสงสัย”
“ทำถูกแล้วค่ะ เด็ก ๆ ยังปกติดีใช่ไหม”
“ค่ะ ไม่มีใครรู้อะไร คนที่ได้ยินเสียงเมื่อคืนก็ไม่ได้พูดต่อ”
เธอเหลือบมองสือเยี่ยนโจวเล็กน้อย หลินเยว่ชิงจึงแนะนำสั้น ๆ ว่าเขามาด้วย ก่อนถามถึงห้องเกิดเหตุทันที
ผู้อำนวยการลี่เลือกพาเดินอ้อมด้านข้าง ไม่ผ่านห้องเรียน ระหว่างทางมีเด็กสองสามคนช่วยครูย้ายกระถางต้นไม้ พอเห็นคนแปลกหน้าก็มองตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่มีใครมีท่าทีหวาดกลัว
เด็กหญิงคนหนึ่งจำหลินเยว่ชิงได้จากคลิปในโทรศัพท์ เธอกระซิบกับเพื่อนเสียงดังพอให้ได้ยินว่า “พี่คนนั้นไง คนที่ครูเคยเปิดให้ดู”
หลินเยว่ชิงหันไปยิ้มให้ เด็กสองคนรีบยกมือไหว้ก่อนวิ่งกลับไปหาครู
ผู้อำนวยการลี่พูดอย่างเกรงใจ “หลังมีข่าวเรื่องเงินบริจาค เด็กโตบางคนไปค้นชื่อคุณเองค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอแค่เรื่องเมื่อคืนอย่าเพิ่งเล่า”
“ฉันกำชับทุกคนแล้วค่ะ”
ผู้อำนวยการลี่หยุดหน้าประตู หลินเยว่ชิงรับกุญแจมา แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลูกบิด ความเย็นผิดธรรมชาติก็แล่นขึ้นมาตามมือ เธอลองแตะซ้ำ คราวนี้แน่ใจว่าไม่ได้มาจากอุณหภูมิของโลหะ
“เมื่อคืนคนที่สองได้ยินเสียงจากตรงไหนก่อนคะ”
“ตรงบันไดค่ะ แล้วพอเดินเข้ามาใกล้ เหมือนเสียงย้ายมาอยู่หลังประตู”
“เด็กพักใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน”
“ชั้นสองค่ะ ไม่มีห้องเด็กอยู่ชั้นล่าง”
สือเยี่ยนโจวมองทางเดินรอบหนึ่ง “กลางคืนมีคนผ่านตรงนี้บ่อยหรือครับ”
“เจ้าหน้าที่เวรต้องผ่านค่ะ แต่หลังเกิดเรื่องเราให้เดินกันสองคน”
กุญแจหมุนในแม่กุญแจ ประตูเปิดออกพร้อมกลิ่นผ้าเก่าและไม้ชื้น ห้องด้านในไม่ได้รก มีชั้นเหล็กวางผ้าห่ม กล่องเสื้อผ้าบริจาค อุปกรณ์การเรียนกับเก้าอี้เด็กที่ซ้อนกันไว้เป็นระเบียบ หน้าต่างบานเล็กปิดสนิทจึงค่อนข้างมืดแม้เป็นเวลากลางวัน
หลินเยว่ชิงยืนอยู่ตรงประตูครู่หนึ่ง
เธอเดินเข้าไป ผู้อำนวยการลี่ขยับจะตาม สือเยี่ยนโจวจึงบอกให้อีกฝ่ายรอตรงประตูก่อน ส่วนตัวเขาไม่ได้ขวางหลินเยว่ชิง เพียงเว้นระยะตามหลังอยู่สองสามก้าว
ตรงพื้นไม่มีใคร มีเพียงกล่องผ้าห่มวางชิดกำแพงกับพื้นที่ว่างแคบ ๆ ซึ่งเด็กตัวเล็กคนหนึ่งพอนั่งได้
เธอย่อตัวลง ไม่รีบถามว่าเป็นใคร เพียงพูดกับพื้นที่ว่างตรงหน้าเหมือนกำลังปลอบเด็กที่หลบซ่อนอยู่
มุมห้องยังว่างเปล่าอยู่ชั่วครู่ ก่อนเงาสีเทาจาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏตรงกำแพง ร่างเล็กมากจนหากยืนขึ้นก็คงสูงไม่ถึงเอวเธอ เด็กหญิงกอดเข่าตัวเอง เสื้อบางแนบกับร่าง ผมยุ่งปิดใบหน้าไปเกือบครึ่ง
หลินเยว่ชิงขยับเข้าไปใกล้อีกเพียงนิดเดียว “ได้ยินพี่ไหม”
หลินเยว่ชิงไม่ได้เร่งถามอะไร
เด็กหญิงกอดแขนตัวเองแน่นขึ้น
“หนูหนาว...หนูหนาวมาก...”