112
112
จี้หยกในกระเป๋าของหลินเยว่ชิงเย็นลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่รถเลี้ยวผ่านโรงเรียนประถมท้ายชุมชน เธอวางมือลงบนตำแหน่งที่เก็บจี้ไว้แล้วถามเบา ๆ
“อันอัน จำแถวนี้ได้ไหม”
“จำได้ค่ะ”
สือเยี่ยนโจวเหลือบมองแผนที่บนหน้าจอรถ “อีกไม่ถึงห้านาที”
อันอันเงียบไปก่อนถามเสียงเบา “เราจะไปบ้านนั้นจริง ๆ เหรอคะ”
“อืม”
“หนูไม่อยากออกไปได้ไหม”
“ไม่ต้องออกจนกว่าหนูจะอยากออก”
ความเย็นจากจี้ค่อย ๆ ลดลงนิดหนึ่ง หลินเยว่ชิงจึงปล่อยมือ ก่อนออกจากบ้านเด็กสายรุ้ง ผู้อำนวยการลี่ส่งข้อมูลที่อยู่กับเอกสารรับเลี้ยงมาให้ทั้งหมด แต่ไม่ได้ตามมาด้วย หลินเยว่ชิงตั้งใจให้เธออยู่ดูแลเด็กคนอื่น ส่วนเรื่องของอันอัน หลังจากรับปากแล้ว เธอจะจัดการเอง
รถจอดหน้าชุมชนเก่าแห่งหนึ่ง อาคารพักอาศัยสี่หลังตั้งล้อมลานตรงกลาง ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยอะไรนอกจากป้อมยามเล็ก ๆ จักรยานเด็กกับรถเข็นของผู้สูงอายุจอดปะปนกันใต้ตึก
หลินเยว่ชิงดูหมายเลขอาคารจากโทรศัพท์ “ตึกสาม ชั้นสาม ห้องสามศูนย์เจ็ด”
ทั้งสองเดินเข้าไปด้านใน ยิ่งขึ้นบันได จี้หยกยิ่งเย็น พอถึงชั้นสาม อันอันก็พูดขึ้นอีกครั้ง
สือเยี่ยนโจวเคาะประตูสองครั้ง ไม่มีใครตอบ เขารอก่อนเคาะอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงฝีเท้าจากข้างใน แต่คนหลังประตูไม่ได้เปิดทันที เหมือนยืนฟังอยู่ด้านในพักหนึ่งแล้วจึงแง้มออกเพียงเล็กน้อย
หญิงวัยสามสิบต้น ๆ มองผ่านช่องประตูมา ผมยาวรวบไว้หลวม ๆ ใบหน้าค่อนข้างซีด และสวมเสื้อแขนยาวทั้งที่วันนี้อากาศร้อน
“มาหาใครคะ”
หลินเยว่ชิงถาม “ที่นี่บ้านครูเหอจวิ้นเหวินใช่ไหมคะ”
หญิงคนนั้นชะงัก “เขาไปโรงเรียนค่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่า”
“คุณหวังซูอิง?”
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบทันที มือที่จับขอบประตูกลับแน่นขึ้น “พวกคุณเป็นใครคะ”
หลินเยว่ชิงไม่อ้อมค้อม “เรามาเรื่องอันอัน”
“อันอัน...ทำไม”
“คุณอยากคุยตรงทางเดิน หรือให้เราเข้าไปคุยข้างในคะ”
“ฉันไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร”
เธอขยับจะปิดประตู หลินเยว่ชิงจึงพูดขึ้นก่อน
“เด็กไม่ได้หนีออกจากบ้าน และคุณก็ไม่เคยเชื่อว่าเธอหนี”
“คุณเป็นตำรวจหรือคะ”
“ไม่ใช่”
“แล้วคุณรู้ได้ยังไง”
“ถ้าอยากรู้จริง ๆ เปิดประตูก่อนค่ะ”
“เข้ามาค่ะ”
หวังซูอิงกำลังจะขยับแก้วให้แขก แล้วเหมือนนึกอะไรได้จึงรีบวางกลับตรงรอยเดิม
“นั่งก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันเอาน้ำให้”
“ไม่ต้องค่ะ เราคุยกันไม่นาน”
หลินเยว่ชิงนั่งลง สือเยี่ยนโจวเลือกเก้าอี้ฝั่งที่มองเห็นประตูห้องทั้งบาน ส่วนหวังซูอิงนั่งอีกด้าน หญิงสาวยังไม่ยอมปล่อยมือจากชายแขนเสื้อ ทุกครั้งที่ด้านนอกมีเสียงฝีเท้า เธอจะหยุดฟังโดยอัตโนมัติ
“วันสุดท้ายที่คุณเห็นอันอันยังมีชีวิตอยู่คือเมื่อไร”
“คืนวันที่สิบสอง เดือนก่อนค่ะ”
“หลังจากคืนนั้น คุณไม่เห็นอันอันอีก?”
หวังซูอิงกำมือแน่น “ค่ะ”
“เหอจวิ้นเหวินบอกอะไรคุณ”
“เขาบอกว่าอันอันทำของในห้องหนังสือพัง เขาเลยดุ เด็กกลัวแล้วหนีออกจากบ้านตอนกลางคืน”
“คุณเชื่อ?”
“ไม่ค่ะ” คำตอบออกมาทันที
หลินเยว่ชิงจึงถามต่อ “แล้วทำไมไม่แจ้งตำรวจ”
“คุณคงคิดว่าฉันใจดำ อันอันหายไปทั้งคนแต่ฉันกลับไม่ทำอะไร”
“ฉันยังไม่ได้พูดอย่างนั้น”
“แต่ฉันเป็นแบบนั้นจริง ๆ” เสียงของหวังซูอิงเริ่มสั่น “ฉันรู้อยู่แล้วว่าเด็กไม่ได้หนี อันอันกลัวความมืด เธอไม่กล้าลงบันไดคนเดียวตอนกลางคืนด้วยซ้ำ จะหนีออกจากบ้านได้ยังไง”
“คุณแม่รู้...”
หลินเยว่ชิงไม่ได้เรียกเด็กออกมา เธอถามเพียง “แล้วทำไมคุณยังปล่อยให้เรื่องจบแบบนั้น”
หวังซูอิงยกมือกุมข้อมือตัวเอง “เพราะครั้งหนึ่งฉันเคยลองหนีค่ะ”
คราวนี้เรื่องที่ถูกเก็บมานานไม่ได้เริ่มจากวันที่แต่งงาน แต่เริ่มจากวันที่เธอคิดว่าจะพาตัวเองออกไปจากบ้านหลังนี้ ตอนนั้นหวังซูอิงเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน เธอรอจนเหอจวิ้นเหวินไปโรงเรียนแล้วเก็บของกลับบ้านพ่อแม่ ตั้งใจจะบอกความจริงทั้งหมดและพาทั้งคู่ไปพักกับญาติอีกเมืองหนึ่ง
“เขาไม่ได้โวยวายเลยค่ะ ซื้อผลไม้มาเต็มถุง เรียกพ่อแม่ฉันอย่างดี ถามว่ายากินครบไหม แล้วก็นั่งปอกแอปเปิลให้พ่อฉัน”
“พ่อถามว่าฉันจะพักอยู่บ้านกี่วัน ฉันกำลังจะตอบ เขาก็วางมีดปอกผลไม้ลงบนโต๊ะ แล้วบอกว่า ‘คืนนี้ผมพาซูอิงกลับเองครับ พรุ่งนี้เธอมีธุระ’”
สือเยี่ยนโจวถาม “คุณเลยกลับกับเขา?”
“ฉันไม่กล้าเสี่ยงกับพ่อแม่ค่ะ”
“เขาตามคุณไปถึงบ้านได้ยังไง”
“ทีหลังถึงรู้ว่าโทรศัพท์ฉันเปิดแชร์ตำแหน่งไว้ตลอด ฉันไม่เคยตั้งเอง”
หลินเยว่ชิงถาม “เขาเริ่มทำร้ายคุณตั้งแต่เมื่อไร”
หวังซูอิงเงียบไปก่อนตอบ “หลังแต่งงานไม่นานค่ะ ครั้งแรกเกิดจากอาหารบนโต๊ะ แกงเค็มเกินไปเพียงนิดเดียว เขาตบฉัน หลังจากนั้นก็ขอโทษ บอกว่าเครียดจากงาน แล้วสัญญาว่าจะไม่ทำอีก”
หวังซูอิงเคยเชื่อสัญญานั้น แต่หลังจากนั้นก็มีครั้งต่อมา ของวางไม่ตรงที่ เธอกลับบ้านช้า เสื้อเชิ้ตที่รีดมีรอยย่น หรือเพียงตอบคำถามด้วยน้ำเสียงที่เขาไม่ชอบ ก็กลายเป็นเหตุให้ถูกลงมือ
หลินเยว่ชิงเหลือบมองโต๊ะที่ทุกอย่างถูกวางตรงแนวเดิม
“แล้วเรื่องลูกล่ะ”
หวังซูอิงสะดุ้งเล็กน้อย “คุณรู้?”
“คุณพูดถึงโรงพยาบาลเมื่อกี้”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งจึงพยักหน้า “ฉันเคยตั้งครรภ์สองครั้งค่ะ”
เด็กคนแรกไม่รอด วันนั้นเองที่หวังซูอิงพูดเรื่องหย่าเป็นครั้งแรก และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เหอจวิ้นเหวินเอาพ่อแม่ของเธอมาขู่
คืนนั้นเธอต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง
หวังซูอิงไม่ได้เล่ารายละเอียดต่อ หลินเยว่ชิงก็ไม่ถาม เพียงพอแล้วที่จะรู้ว่าเด็กคนที่สองไม่รอด และหลังจากนั้นแพทย์บอกว่าโอกาสตั้งครรภ์อีกแทบไม่มี
สือเยี่ยนโจวมองหญิงสาวตรงหน้า “แล้วอันอันเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
หวังซูอิงหัวเราะแผ่ว ๆ ทั้งที่ตายังแดง “เป็นความคิดของเขาค่ะ หลังเหตุการณ์ครั้งที่สอง เขาเงียบไปนาน หลายเดือนต่อมากลับมาพูดเรื่องรับเด็กมาเลี้ยง โดยให้เหตุผลว่าในเมื่อทั้งคู่ไม่มีลูก บ้านก็ควรมีเด็กสักคน”
“คุณตกลงทันที?”
หวังซูอิงส่ายหน้า “ไม่ค่ะ ฉันไม่อยากพาเด็กมาอยู่ด้วย”
“เพราะรู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน”
“ค่ะ แต่เขาบอกว่าจะเปลี่ยน เขาบอกว่าถ้ามีเด็กในบ้าน เขาจะมีครอบครัวจริง ๆ สักที แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”
หลินเยว่ชิงถาม “คุณเชื่อ?”
หวังซูอิงก้มหน้าอยู่พักหนึ่ง “ฉันอยากเชื่อค่ะ”
จากนั้นทั้งคู่จึงไปบ้านเด็กสายรุ้ง เหอจวิ้นเหวินเป็นคนสนใจอันอันก่อน เขาบอกว่าเด็กเรียบร้อย พูดน้อย ไม่ดื้อ และรู้จักดูสีหน้าผู้ใหญ่
วันแรกที่พาอันอันกลับบ้าน เด็กนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟา ไม่กล้าแตะอะไรเองจนกว่าจะได้รับอนุญาต พอกินมื้อเย็นเสร็จก็ยกชามไปที่อ่างแล้วถามว่าต้องล้างเองไหม หวังซูอิงยังจำได้ว่าตอนนั้นตัวเองเอ็นดูเด็กมาก
“อันอันเรียกฉันว่าแม่ลี่ก่อนค่ะ เพราะติดคำเรียกจากบ้านเด็กอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นถึงเริ่มเรียกแม่”
“คุณแม่...”
หวังซูอิงชะงักแล้วมองไปรอบห้องทันที “เมื่อกี้...”
หลินเยว่ชิงหยิบจี้หยกออกจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะตรงหน้า
“อันอันอยู่กับฉันค่ะ”
หวังซูอิงมองจี้นิ่ง ๆ ไม่กล้าแตะ “อันอัน?”
“คุณแม่”
“แม่ขอโทษ อันอัน แม่ขอโทษที่ไม่พาหนูออกมา แม่ขอโทษที่—”
“หนูเคยเรียกคุณแม่ค่ะ”
“ตอนไหน”
“วันที่หนูโดนขัง”
หวังซูอิงหน้าซีด “หนูเรียกแม่เหรอ”
“หนูเรียกหลายครั้ง แต่คุณแม่ไม่อยู่”
หลินเยว่ชิงไม่ได้พูดแทนอันอันและไม่บอกเด็กให้ยกโทษ เธอหันกลับมาถามหวังซูอิง
“หลังรับอันอันมา เหอจวิ้นเหวินเริ่มทำร้ายเด็กเมื่อไร”
“ฉันไม่รู้แน่ค่ะ” พอเห็นหลินเยว่ชิงมองมา หวังซูอิงก็รีบอธิบาย “ฉันไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เคยเห็นอะไรเลย ช่วงแรกเขาดีกับอันอันจริง ๆ พาไปโรงเรียน ซื้อหนังสือ ซื้อขนม วันหยุดก็ออกไปด้วยกัน”
กระทั่งหวังซูอิงเริ่มรับงานบัญชีนอกสถานที่ เดือนหนึ่งต้องเดินทางสองสามวัน อันอันก็เริ่มพูดน้อยลง
รอยช้ำแรกอยู่ตรงต้นแขน เด็กบอกว่าตกจากเก้าอี้ ครั้งต่อมาอยู่ตรงหน้าแข้ง บอกว่าวิ่งชนโต๊ะที่โรงเรียน
“ฉันถามแล้วค่ะ แต่ทุกครั้งอันอันจะตอบเหมือนที่เขาพูด”
หลินเยว่ชิงถาม “คุณเคยถามตอนเขาไม่อยู่ไหม”
“เคยครั้งหนึ่ง”
“อันอันตอบว่าอะไร”
“บอกว่าไม่เป็นไร”
เสียงเด็กจากจี้ดังขึ้น “พ่อบอกว่าถ้าหนูพูด คุณแม่จะโดนด้วยค่ะ”
หวังซูอิงเงยหน้าพรวด “อันอัน...”
“หนูไม่อยากให้คุณแม่เจ็บ”
หลินเยว่ชิงถามต่อ “ช่วงก่อนเกิดเรื่อง คุณต้องออกไปทำงานต่างเมืองบ่อยใช่ไหมคะ”
“ค่ะ เดือนหนึ่งมีสองสามวัน”
“ช่วงที่คุณไม่อยู่ อันอันเริ่มมีรอยช้ำและพูดน้อยลง แต่คืนวันที่สิบสองคุณอยู่บ้าน”
หวังซูอิงชะงักก่อนพยักหน้า น้ำเสียงแหบลง “ค่ะ หลังคืนนั้นเขาเอาโทรศัพท์ฉันไป และบอกว่าถ้าฉันทำให้เรื่องใหญ่ พ่อแม่ฉันจะเดือดร้อน”
“บ้านเด็กสายรุ้งโทรมาถามล่ะ”
“เขาให้ฉันบอกว่าอันอันไปอยู่กับญาติชั่วคราว”
คราวนี้อันอันไม่พูดอะไรอีก หลินเยว่ชิงเก็บจี้กลับเข้ากระเป๋าแล้วถาม
“หลังจากนั้นคุณเห็นอันอันอีกไหม”
“ไม่ค่ะ”
“เขาเคยพูดอะไรหลุดออกมาบ้างไหม”
หวังซูอิงส่ายหน้า “ไม่มี เขาใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกอย่าง เช้าไปโรงเรียน เย็นกลับบ้าน บางวันยังแวะซื้อกับข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
หลินเยว่ชิงยังไม่ทันถามต่อ เสียงไขกุญแจก็ดังขึ้นหน้าประตู
เสียงผู้ชายดังจากด้านนอก “ซูอิง ผมซื้อปลาเผามา วันนี้ไม่ต้องทำกับข้าวนะ”
เมื่อเห็นคนแปลกหน้าสองคนนั่งอยู่ในห้อง เขาหยุดเล็กน้อยก่อนถามอย่างเป็นกันเอง
“มีแขกหรือครับ”
“ทำไมไม่โทรบอกผมก่อน จะได้ซื้อมาเผื่อ”
เขาหันมาหาหลินเยว่ชิงกับสือเยี่ยนโจว
“ขอโทษนะครับ ภรรยาผมไม่ค่อยรับแขก ผมเลยไม่รู้ว่าจะมีคนมา”
จากนั้นจึงหันกลับไปหาหวังซูอิง
“ซูอิง ไม่แนะนำแขกให้ผมรู้จักหน่อยหรือ”
เหอจวิ้นเหวินจึงมองคนทั้งสองเอง “ไม่ทราบว่าพวกคุณคือ...”
จี้หยกในกระเป๋าหลินเยว่ชิงเย็นจัดขึ้นทันที เสียงอันอันดังเบา ๆ ข้างหูเธอ
“พี่สาว...หนูกลัว”