LNCrawler

113

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

113

เสียงของอันอันดังแผ่วจากจี้หยกในกระเป๋า หลินเยว่ชิงวางมือลงบนตำแหน่งนั้นเบา ๆ โดยไม่ได้เรียกเด็กออกมา เหอจวิ้นเหวินยังยืนอยู่ข้างโต๊ะพร้อมถุงอาหารในมือ สีหน้าสุภาพแทบไม่ต่างจากคนที่เพิ่งกลับจากทำงานตามปกติ

“ไม่ทราบว่าพวกคุณคือ...”

“คนรู้จักของอันอันค่ะ”

มือที่ถือถุงอาหารหยุด เหอจวิ้นเหวินหันมองหลินเยว่ชิงเต็มตา ก่อนจะวางของลงอย่างใจเย็น

“อันอันหรือครับ ถ้ามาเรื่องเด็กคนนั้น ผมเองก็กำลังปวดหัวอยู่เหมือนกัน ช่วงก่อนเธองอแงแล้วหนีออกจากบ้าน ผมกับภรรยาพยายามตามหาอยู่ แต่ยังไม่มีข่าวเลย”

หวังซูอิงเงยหน้าขึ้นมองสามี เธอนั่งฟังคำโกหกเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับรู้สึกต่างออกไป เพราะจี้หยกที่วางอยู่ไม่ไกลมีอันอันอยู่จริง ๆ

“ยังจะพูดอย่างนี้อีกเหรอ”

เหอจวิ้นเหวินหันมา “ซูอิง?”

“อันอันไม่ได้หนี”

“วันนี้คุณเป็นอะไร” เขายังพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้วไม่ใช่หรือ”

“ใช่ คุณคุยอยู่ฝ่ายเดียว แล้วก็ให้ฉันพูดตามที่คุณต้องการ”

หวังซูอิงกำมือแน่นจนรอยช้ำตรงข้อมือโผล่พ้นแขนเสื้อ เหอจวิ้นเหวินเห็นเข้าก็มองเธอนิ่งขึ้นเล็กน้อย

“ผมว่าคุณคงยังไม่สบาย แขกกลับก่อนดีกว่านะครับ เรื่องในบ้านเดี๋ยวพวกเราคุยกันเอง”

“เรื่องอันอันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะปิดประตูแล้วจัดการกันเองได้แล้วค่ะ” หลินเยว่ชิงตอบ

เหอจวิ้นเหวินมองเธอ “คุณหมายความว่ายังไง”

“หมายความว่าเด็กไม่ได้หายไปไหน คุณต่างหากที่รู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ”

คราวนี้รอยยิ้มบนหน้าชายหนุ่มหายไปเกือบหมด

หวังซูอิงพูดต่อ “หลังคุณปล่อยฉันออกจากห้อง เสื้อผ้าของอันอันยังอยู่ครบ รองเท้าที่ใส่ประจำอยู่หน้าประตู ตุ๊กตาที่เธอกอดนอนก็อยู่บนเตียง แต่คุณกลับบอกคนอื่นว่าเด็กกลัวจนหนีไปโดยไม่เอาอะไรเลย...ฉันไม่เคยเชื่อ”

“แต่คุณก็ไม่เคยพูดแบบนี้”

“เพราะฉันกลัวคุณ”

เหอจวิ้นเหวินถอนสายตาจากภรรยาแล้วหัวเราะเบา ๆ “แปลว่าคนพวกนี้ยุให้คุณคิดฟุ้งซ่านสินะ”

“ไม่มีใครต้องยุค่ะ”

หวังซูอิงขยับตัวขึ้นเล็กน้อย แม้ใบหน้ายังซีด แต่เธอไม่ได้หลบสายตาเหมือนก่อน

“ฉันจำได้หมดว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น”

หลินเยว่ชิงไม่เร่ง เธอปล่อยให้หวังซูอิงเป็นคนพูดเอง

“คืนก่อนที่คุณจะเริ่มบอกคนอื่นว่าอันอันหาย ฉันตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นคุณอยู่บนเตียง ตอนแรกคิดว่าเข้าห้องน้ำ แต่พอลงไปหาน้ำ ฉันเห็นประตูห้องอันอันเปิดอยู่”

“ผมเข้าไปดูว่าเด็กหลับหรือยัง”

“ตอนตีสอง?”

“เด็กตื่นง่าย คุณก็รู้”

“แต่ตอนที่ฉันเห็น อันอันหลับอยู่”

หวังซูอิงกลืนน้ำลายก่อนพูดต่อ “คุณยืนอยู่ข้างเตียง มืออยู่บนตัวเธอ พอฉันเข้าไป คุณกลับโกรธฉันเหมือนฉันเป็นฝ่ายทำผิด”

“คุณแม่...”

หวังซูอิงสะดุ้ง ก่อนหันไปทางหลินเยว่ชิง

“อันอันได้ยินค่ะ” หลินเยว่ชิงบอก “พูดต่อเถอะ”

หวังซูอิงเม้มปากแน่น “ฉันดึงอันอันมาหลบข้างหลังแล้วถามว่าคุณกำลังทำอะไร จากนั้นคุณก็ลงมือกับฉัน”

สือเยี่ยนโจวลุกขึ้นยืนทันที แม้ยังไม่ได้แตะตัวอีกฝ่าย แต่ตำแหน่งที่เขายืนทำให้เหอจวิ้นเหวินต้องหยุด

“นั่งลงก่อนดีกว่า”

เหอจวิ้นเหวินมองเขา “นี่บ้านผม”

“งั้นก็ยิ่งไม่มีเหตุผลต้องรีบออกไปไหน”

หวังซูอิงสูดหายใจเข้าลึก “คืนนั้นเขามัดฉันไว้ค่ะ”

เหอจวิ้นเหวินหันขวับ “หุบปาก!”

เสียงตะคอกดังจนหวังซูอิงตัวเกร็ง แต่เพียงชั่วครู่ เธอก็พูดต่อ

“อันอันตื่นเพราะได้ยินเสียง เธอเข้ามาห้ามคุณ”

เสียงเด็กดังจากจี้

“หนูจำได้ค่ะ”

หวังซูอิงยกมือปิดปาก

“อันอัน...”

“หนูพยายามแกะเชือกให้คุณแม่”

ความทรงจำของเด็กขาดเป็นช่วง ๆ แต่สิ่งที่อันอันจำได้ทำให้หวังซูอิงเล่าต่อ เหอจวิ้นเหวินระบายความรุนแรงใส่เด็กและพยายามล่วงละเมิดอันอัน เด็กขัดขืนอย่างหนัก ขณะที่เธอถูกมัดจนช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อทุกอย่างสงบลง อันอันก็ไม่ตอบสนองอีกแล้ว

หวังซูอิงไม่ได้เล่ารายละเอียดมากกว่านั้น เพียงบอกด้วยเสียงแหบพร่า

“ฉันเรียกเธออยู่ตั้งนาน แต่เธอไม่ลืมตาแล้ว”

เหอจวิ้นเหวินส่ายหน้าแรง “โกหก! ผู้หญิงคนนี้เสียสติไปแล้ว พวกคุณจะเชื่ออะไรจากคำพูดคนที่มีปัญหาทางจิตก็เชิญ”

หลินเยว่ชิงมองเขา “ถ้าเป็นเรื่องแต่ง คุณก็ไม่มีอะไรต้องกลัวนี่คะ”

“ผมไม่ได้กลัว”

“งั้นก็นั่งลง”

เหอจวิ้นเหวินไม่ตอบ เขาหันกลับไปหาหวังซูอิงแทน

“คุณคิดดีแล้วหรือว่ากำลังทำอะไร”

หวังซูอิงมองเขา แม้ปลายนิ้วยังสั่น แต่ไม่ได้หลบ

“ฉันคิดช้าไปด้วยซ้ำ”

“พ่อแม่คุณล่ะ”

เพียงประโยคเดียวก็ทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยน

สือเยี่ยนโจวขมวดคิ้ว “ยังคิดจะใช้พ่อแม่เธอขู่ต่ออีก?”

เหอจวิ้นเหวินยิ้มเย็น “เป็นเรื่องของผัวเมีย คนข้างนอกไม่ต้องยุ่ง”

“อันอันก็เคยเป็นลูกบุญธรรมของคุณ” หลินเยว่ชิงพูด “ยังจะเรียกว่านี่เป็นเรื่องผัวเมียอีกหรือ”

ชายหนุ่มมองมาทางเธอ สีหน้าสุภาพที่พยายามรักษาไว้ตั้งแต่เข้าบ้านแทบไม่เหลือ

หวังซูอิงพูดขึ้นอีกครั้ง “หลังจากอันอันไม่หายใจ คุณไม่ได้ให้ฉันออกจากห้องอยู่หลายวัน คุณเอาโทรศัพท์ฉันไป ลางานแทนฉัน แล้วบอกเพื่อนบ้านว่าฉันป่วย”

“หยุดพูด!”

“ทำไมต้องหยุด ในเมื่อคุณทำจริง”

“ซูอิง!”

เธอสะดุ้งอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เงียบ

“ฉันถูกขังอยู่จนแทบไม่มีแรง แล้วคุณก็ย้ำทุกวันว่าถ้าพูดออกไป ฉันจะลงเอยเหมือนอันอัน พอเห็นว่าฉันยอมทำตาม ถึงปล่อยฉันออกมา”

เหอจวิ้นเหวินกัดฟัน “แล้วคุณยังอยู่กับผมมาตั้งหลายวัน ถ้ากลัวขนาดนั้น ทำไมไม่หนี”

หวังซูอิงหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ทั้งที่น้ำตายังติดอยู่บนใบหน้า

“เพราะฉันไม่คิดจะหนีแล้ว”

“ฉันตั้งใจว่าจะจัดการเรื่องนี้เอง ต่อให้สุดท้ายต้องพังไปด้วยกัน ฉันก็ไม่คิดจะปล่อยให้คุณใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก”

หลินเยว่ชิงหันมองเธอทันที

ประโยคนี้ตรงกับสิ่งที่หวังซูอิงยังไม่ได้พูดในตอนก่อน และอธิบายได้ว่าทำไมเธอจึงอยู่บ้านหลังนี้ต่อทั้งที่ถูกปล่อยออกมาแล้ว

เหอจวิ้นเหวินกลับหัวเราะ “คุณเนี่ยนะ?”

“ใช่ ฉันเอง”

“คนที่โดนผมพูดเสียงดังหน่อยก็ไม่กล้ามองหน้า?”

“ฉันยังกลัวคุณอยู่”

“งั้นก็หุบปากซะ”

“แต่ฉันกลัวอันอันจะไม่ได้รับความเป็นธรรมมากกว่า”

ในจังหวะนั้น เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นบนโต๊ะ

ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าจอ เป็นสายจากโรงเรียน เขาเอื้อมมือจะหยิบ แต่จี้หยกในกระเป๋าหลินเยว่ชิงกลับเย็นวาบขึ้นมาจนเธอต้องกดมือทับ

อันอันส่งเสียงเบา

“พี่สาว...”

“ว่าไง”

“เขาเอาหนูไปทางนั้นค่ะ”

หลินเยว่ชิงมองตามทิศที่เด็กบอก เป็นทางเดินหลังครัว

เธอยังไม่ได้ขยับ เหอจวิ้นเหวินก็หันมองไปทางเดียวกันก่อน

หวังซูอิงจับทิศทางสายตาของสามีได้ทัน

“หลังครัว?”

“นั่งลง!” เหอจวิ้นเหวินตวาด

หวังซูอิงไม่ฟัง กลับเดินตรงไปทางนั้น

คราวนี้ชายหนุ่มพุ่งเข้าไปหา ไม่ใช่สือเยี่ยนโจว

สือเยี่ยนโจวคว้าต้นแขนเขาไว้ก่อนถึงตัวภรรยา เหอจวิ้นเหวินสะบัดแรงแล้วชกกลับ แต่พลาด เขาจึงหันคว้าขวดแก้วที่วางบนตู้ข้างทางเดินมาเงื้อ

ยังไม่ทันได้ฟาด สือเยี่ยนโจวก็รวบข้อมือเขา กดแขนลงกับขอบโต๊ะ ขวดหลุดจากมือกลิ้งไปบนพื้น

“ปล่อย!”

เหอจวิ้นเหวินดิ้นแรงจนโต๊ะเลื่อน แต่สือเยี่ยนโจวไม่เปิดช่องให้หลุด

หวังซูอิงยืนอยู่ไม่ไกล เธอมองสามีที่กำลังดิ้นรนแล้วเหมือนนึกบางอย่างได้ รีบตรงไปยังประตูเล็กข้างห้องครัว

“ช่วงหลายวันหลังอันอันหาย เขาไม่เคยให้ฉันเข้าห้องนี้”

“ซูอิง อย่าเปิด”

คำพูดครั้งนี้ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นคำห้ามที่หลุดออกมาอย่างรีบร้อน

หวังซูอิงจับลูกบิด

“กุญแจอยู่ที่ไหน”

สือเยี่ยนโจวกดเขาไว้ ส่วนหลินเยว่ชิงเดินเข้าไปใกล้ ความเย็นจากจี้รุนแรงขึ้นทุกก้าว

หวังซูอิงมองสามี ก่อนเดินไปหยิบพวงกุญแจที่เขาวางไว้กับกระเป๋าบนโต๊ะเมื่อเข้าบ้าน

“อย่าแตะของผม!”

ไม่มีใครสนใจ

หวังซูอิงลองกุญแจทีละดอก จนดอกที่สามไขได้

ห้องด้านในเล็กมาก เดิมคงใช้เก็บอาหารแห้งกับของใช้ มีชั้นวางตั้งชิดกำแพงและตู้แช่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านในสุด

ทันทีที่ประตูเปิด จี้หยกก็เย็นจัด

“ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าตู้เสีย ห้ามฉันเปิด”

เสียงเด็กดังออกมา

“หนูอยู่ตรงนี้ค่ะ”

เข่าของหวังซูอิงอ่อนจนต้องจับชั้นข้างตัวไว้

หลินเยว่ชิงไม่ได้เป็นคนเปิดตู้ เธอเพียงยืนอยู่ข้าง ๆ

หวังซูอิงเอื้อมมือไปจับฝาเอง

“ฉันจะเปิด”

ฝาตู้ถูกยกขึ้นช้า ๆ ไอเย็นลอยออกมา ด้านบนเต็มไปด้วยอาหารแช่แข็งและกล่องพลาสติก แต่สิ่งที่ผิดปกติคือของทั้งหมดถูกวางกระจุกเพียงครึ่งเดียว ราวกับตั้งใจปิดพื้นที่ด้านล่างมากกว่าใช้เก็บอาหารจริง

หวังซูอิงค่อย ๆ ยกกล่องสองใบออก

มือของเธอสั่นจนแทบจับไม่อยู่

“พอแล้ว” หลินเยว่ชิงพูด “ไม่ต้องเปิดต่อ”

หวังซูอิงหันมามอง

“ทำไมคะ”

“ข้างล่างคืออันอัน”

เธอปล่อยมือจากแผ่นพลาสติกทันที

เสียงสะอื้นหลุดออกมาจากลำคอ แต่หวังซูอิงไม่ได้เปิดสิ่งที่อยู่ด้านล่างต่อ เพียงค่อย ๆ ทรุดนั่งข้างตู้ มือหนึ่งเกาะขอบไว้เหมือนหมดแรงจะยืน

เหอจวิ้นเหวินที่อยู่นอกห้องไม่ตะโกนอีกแล้ว

หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ออกมาหนึ่งแผ่น วางบนฝาตู้แล้วส่งปราณลงไปอย่างช้า ๆ ไม่ได้แตะต้องสิ่งใดด้านใน

ความเย็นที่เกาะจี้หยกมาตลอดค่อย ๆ ลดลง

“พี่สาว...”

“อืม”

“หนูไม่หนาวแล้วค่ะ”

หลินเยว่ชิงลูบผิวจี้ด้วยปลายนิ้ว “อยากออกมาไหม”

อันอันเงียบไป ก่อนตอบ

“อยากค่ะ”

หลินเยว่ชิงจึงปล่อยปราณเข้าไปในหยก ร่างเล็กของอันอันค่อย ๆ ปรากฏข้างตัวเธอ เด็กยังมีใบหน้าซีดอยู่ แต่ไม่ได้กอดตัวเองสั่นเหมือนตอนพบกันครั้งแรก

หวังซูอิงเงยหน้าขึ้น

“อันอัน...”

เด็กหันไปมองแม่บุญธรรม แล้วค่อยหันไปทางหน้าห้องที่เหอจวิ้นเหวินถูกสือเยี่ยนโจวกดไว้

คราวนี้อันอันไม่ได้หลบหลังหลินเยว่ชิง

เธอยืนอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ มือเล็กกำชายเสื้อของตัวเอง ก่อนเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงเบา

“พ่อ”

เหอจวิ้นเหวินเงยหน้าขึ้น

ทันทีที่เห็นเด็กซึ่งไม่ควรยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง