LNCrawler

115

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

115

เซี่ยเหวินเฉิงเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า หลัวจิ่นหลานก็คลี่เสื้อคลุมรอแล้ว เขาสอดแขนข้างที่ไม่เจ็บเข้าไปก่อน ปล่อยให้แม่ช่วยจัดอีกข้างให้พ้นผ้าก๊อซ ส่วนเสื้อกาวน์อยู่ในถุงที่พ่อถือไว้

ก่อนออกจากห้อง เขาเรียกหลัวเฉิงไว้แล้วลดเสียงลง “เรื่องที่คุณหลินฝากมา ฉันรับทราบแล้ว ฝากขอบคุณเธอด้วย”

“ได้ครับ ผมจะบอกคุณผู้หญิงให้”

“คุณผู้หญิง?” เหวินเฉิงทวน

“ภรรยาคุณสือครับ จดทะเบียนกันแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดงาน”

เหวินเฉิงนึกถึงสือเยี่ยนโจวที่ยืนอยู่ข้างหญิงสาวเมื่อเช้า ตอนเขาปฏิเสธยันต์ อีกฝ่ายไม่ได้เถียงแทนเธอสักคำ แต่กลับส่งคนมาเฝ้าถึงคลินิก เขายังคิดอยู่เลยว่าหมอนั่นเชื่อใจคนรู้จักคนนี้มากเหลือเกิน

“เอาไว้ฉันคุยกับเธอเองก็แล้วกัน”

หลัวเฉิงรับคำ เหวินเฉิงจึงตามพ่อแม่ที่รออยู่หน้าลิฟต์ไป ระหว่างลงชั้นล่าง หลัวจิ่นหลานโทรบอกลูกชายคนโตที่กำลังจะพาครอบครัวมาเยี่ยมให้กลับไปรอที่บ้าน ไม่ต้องเสียเวลาแวะมาถึงนี่

กว่ารถจะเข้าประตูบ้าน ฟ้าก็เริ่มมืด เซี่ยจิ่งหาวมารอเปิดประตูรถให้ พอเห็นพี่ชายถือกระเป๋าลงมาเอง เขาก็รับไปคล้องไหล่ ก่อนชะโงกดูผ้าก๊อซที่ต้นแขน

“สองเข็มใช่ไหมครับ แม่บอกผมแล้ว”

“รู้แล้วก็ไม่ต้องเปิดดู”

“ยังไม่ได้แตะเลย พี่อย่าเพิ่งระแวง” จิ่งหาวช่วยขยับเสื้อคลุมไม่ให้รั้งแผล “ห้องพี่เก็บไว้เหมือนเดิม ไม่ได้ยึด”

“คิดไว้แล้วสิ”

“เกือบเดือนครึ่งแล้วนะครับ กลับมากินข้าวบ้างก็ได้ ผมเกือบลืมว่าบ้านเรามีพี่น้องห้าคน”

เหวินเฉิงยื่นถุงยาให้อีกใบ คนเป็นน้องบ่นว่าแค่ทักก็ถูกใช้แล้ว แต่ยังถือของตามไปจนถึงห้องรับแขก เซี่ยจื่ออันนั่งอยู่บนพรมหน้าโต๊ะเตี้ย พอเห็นอาสามก็ทิ้งดินสอแล้วลุกมาหา แม่ของเด็กรีบเตือนว่าอย่ากระโดดเกาะแขน

เด็กชายจึงเปลี่ยนไปจับชายเสื้อด้านที่ไม่มีแผล “ผมแค่จะพาอาไปนั่งครับ”

เหวินเฉิงตามแรงดึงไปถึงโซฟา บนโต๊ะมีกระดาษตัวอย่างบัตรเชิญงานแต่งของพี่ใหญ่กางอยู่สองแบบ อีกแผ่นเป็นรูปที่จื่ออันวาดค้างไว้ มีคนตัวใหญ่สองคนจับมือเด็กตัวเล็กอยู่ตรงกลาง ข้าง ๆ ยังเว้นที่ว่างไว้มากพอวาดเพิ่มได้อีกหลายคน

พี่ใหญ่กับภรรยาจดทะเบียนและใช้ชีวิตคู่กันมาหลายปีแล้ว จื่ออันก็โตมากับทั้งคู่ เพียงตอนนั้นมีเหตุให้ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ คราวนี้จึงตั้งใจจัดงานย้อนหลังให้ครอบครัวและคนสนิทมาร่วมกันครบถ้วน

“อาสามอยู่ตรงนี้ครับ” เด็กชี้คนที่มีแว่นตากลมโต “ผมวาดเสื้อให้เหมือนของอาเลย”

“แล้วทำไมอาถือเข็มฉีดยา”

“อาเป็นหมอนี่ครับ”

จิ่งหาวหัวเราะจากด้านหลัง “ไปงานแต่งพี่ใหญ่ยังไม่ยอมวางเข็มอีกหรือพี่”

พี่สะใภ้เลื่อนจานผลไม้มาให้สองพี่น้องแล้วบอกว่าเลือกแบบบัตรไว้ตั้งแต่บ่าย จื่ออันเห็นผู้ใหญ่คุยกันนานจึงขอทำบัตรของตัวเองบ้าง งานจะจัดเดือนหน้า แต่เหลือเวลาอีกราวครึ่งเดือนเท่านั้น พอมีข่าวเหวินเฉิงถูกทำร้าย ทุกอย่างจึงถูกวางค้างไว้บนโต๊ะ

“ของผมให้พี่คนสวยครับ” จื่ออันยกกระดาษขึ้นอย่างระวัง “ถ้าพี่เขามา ผมจะให้ดูห้องผมด้วย”

“แขกมางานแต่งพ่อกับแม่ ไม่ได้มาเล่นกับเราทั้งวันนะ” แม่เด็กเตือน

“เล่นนิดเดียวก็ได้ครับ ผมจะไม่กวนตอนกินข้าว”

จิ่งหาวดึงดินสอที่กำลังจะกลิ้งตกโต๊ะคืนให้หลาน “อาจารย์อาได้ยินคงต้องคิดหนักหน่อยแล้ว”

เหวินเฉิงหันไปหาน้อง “นายมีอาจารย์ด้วย?”

“มีแล้วครับ ผมเป็นศิษย์จริง ๆ ไม่ได้เรียกเอง”

จิ่งหาวเปิดสมุดฝึกที่วางข้างโซฟาแล้วส่งกระดาษเหลืองให้พี่ชายแผ่นหนึ่ง เส้นสีแดงช่วงบนยังพอแยกออกจากกัน พอถึงด้านล่างกลับเบียดรวมจนดูไม่รู้เรื่อง

“เก็บดี ๆ นะครับ แผ่นนี้ดีที่สุดของวันนี้แล้ว”

“พกแล้วช่วยอะไร”

“ยังช่วยไม่ได้ครับ อาจารย์ให้หัดเขียนก่อน”

“งั้นนายเอามาให้ฉันทำไม”

“ให้ดูว่าผมเรียนจริงไงครับ ผมเพิ่งหัดเขียน พี่จะเอาไปใช้เลยหรือ”

เหวินเฉิงคืนกระดาษ น้องชายรับไปสอดระหว่างหน้าสมุด ระวังจนไม่ยอมให้ขอบพับ ปกติจิ่งหาวซื้อของแพงกว่านี้ยังวางทิ้งไว้ทั่วบ้าน เขาเพิ่งเคยเห็นน้องหวงกระดาษที่ใช้การไม่ได้ขนาดนี้

เซี่ยเหวินซานเข้ามานั่งอีกฝั่งขณะโทรศัพท์ในกระเป๋าของลูกชายดังขึ้น เจ้าหน้าที่คลินิกส่งข้อความมาแจ้งชื่อผู้ก่อเหตุ เหวินเฉิงอ่านแล้วจึงนึกออกว่าเคยพบกันที่ไหน

“คนนี้เป็นลูกชายคนไข้ครับ เคยพาแม่มาขอให้ผมรักษา ตอนแจ้งข่าว ทางคลินิกคงเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเขาเป็นคนไข้เอง”

ผู้หญิงคนนั้นเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายตั้งแต่ถูกพามาหาเขา เหวินเฉิงอธิบายแล้วว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้ ยังพอบรรเทาอาการเพื่อให้เวลาที่เหลือไม่ทรมาน แต่ลูกชายไม่ยอมรับคำตอบ

“เขาว่าผมไม่อยากรักษา กลัวคนไข้ตายแล้วเสียชื่อ วันนั้นอาละวาดจนต้องให้ตำรวจมาคุย”

“แล้วแม่เขาเป็นยังไงบ้าง” พี่ใหญ่ถาม

“หลังจากกลับไปก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกครับ ถ้าแม่เขาเสียแล้ว เขาคงคิดว่าผมเป็นคนปล่อยให้ตาย”

จื่ออันหยุดวาดรูปแล้วมองแขนอาสาม พี่สะใภ้จึงขยับมานั่งข้างลูก หลัวจิ่นหลานรอจนเหวินเฉิงเล่าจบค่อยพูดขึ้น

“แม่รู้ว่าคลินิกต้องรับคนเข้าออก แต่คนที่เคยอาละวาดควรมีใครจำได้บ้าง ลูกต้องคุยกับคนดูแลให้ดี คราวนี้มีคนช่วยทัน แม่ไม่อยากให้มีคราวหน้าอีก”

“ครับ พี่ใหญ่ช่วยดูเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหม”

“ได้ เดี๋ยวฉันคุยกับผู้จัดการคลินิกเอง นายพักแขนก่อน”

จิ่งหาวยกแก้วออกจากจานรองแล้วส่งให้ถึงมือซ้ายของพี่ชาย เหวินเฉิงรับไว้ “ผมนึกว่าแม่จะให้ปิดคลินิกเสียแล้ว”

“ปิดวันนี้ พรุ่งนี้ลูกก็ไปหาที่เปิดใหม่อยู่ดี” หลัวจิ่นหลานเลื่อนจานผลไม้ให้พ้นข้อศอกเขา “แม่ห้ามอวี่ถงเป็นตำรวจได้ที่ไหน ลูกก็เหมือนกัน ไม่ทำงานที่ชอบแล้วจะไปทำอะไร”

เธอหันไปหาสามีที่นั่งฟังอยู่ “คุณก็ช่วยพูดกับลูกบ้าง โทรกลับบ้านแต่ละทีคุยไม่ทันจบก็บอกงานยุ่ง ถ้าไม่มีคนที่คลินิกโทรมา ฉันคงยังไม่รู้ว่าลูกเจ็บ”

“ต่อไปให้โทรหลังมื้อเย็นทุกวันเลยดีไหม” เซี่ยเหวินซานถามภรรยา “แค่บอกว่ากินอะไรบ้าง คงไม่เสียเวลานานหรอก”

เหวินเฉิงวางแก้ว “พ่อครับ ผมยังนั่งอยู่ตรงนี้”

“งั้นก็รับปากแม่เองสิ”

เหวินเฉิงยอมรับปากแล้วเรียกน้องมาช่วยถอดเสื้อคลุม จิ่งหาวยังกลั้นหัวเราะตอนรับเสื้อไปพาดพนัก ส่วนแม่แวะไปดูอาหารในครัว พี่ใหญ่กับภรรยาจึงย้ายตัวอย่างบัตรเชิญไปเลือกต่อที่โต๊ะกินข้าว

หลัวเฉิงเข้ามาบอกว่าคนที่ตามรถมาจะอยู่เฝ้าด้านนอก เหวินเฉิงรับคำ พอผู้ช่วยของสือเยี่ยนโจวออกไป จิ่งหาวก็ถามขึ้น

“ยังต้องมีคนเฝ้าถึงบ้านเลยหรือครับ คนที่ทำร้ายพี่ถูกจับแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ผู้หญิงที่เตือนเมื่อเช้าบอกว่าสองสามวันนี้ฉันยังมีเคราะห์ เยี่ยนโจวเลยให้คนอยู่ต่อ”

“เตือนก่อนเกิดเรื่อง?”

“อืม เธอยื่นยันต์ให้ด้วย แต่ฉันไม่ได้รับ”

จิ่งหาวก้มมองแขนพี่ชายอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ล้อ เขาวางสมุดลงข้างตัวแล้วพูด “งั้นให้ผมลองถามอาจารย์ไหมครับ พรุ่งนี้ผมจะไปหาอยู่แล้ว”

เหวินเฉิงยังไม่ตอบ เมื่อเช้าเขาบอกหญิงสาวไปว่ากระดาษแผ่นหนึ่งป้องกันคนที่ตั้งใจทำร้ายไม่ได้ ตอนนี้กลับต้องให้คนของสามีเธอมาคอยเฝ้า เขาเพิ่งเถียงเรื่องเสียเวลางานกับเธอทางโทรศัพท์ไปด้วย จะโทรกลับไปขอให้เธอมาหาถึงบ้านก็รู้สึกกระดาก

“อาจารย์นายดูเรื่องนี้ด้วยหรือ”

“ดูครับ เธอเคยช่วยผมไว้ พี่ไม่อยู่บ้านถึงไม่รู้เรื่อง พี่รองกับพี่ใหญ่ก็เคยให้ช่วย”

แม่ของจื่ออันได้ยินจากโต๊ะกินข้าวจึงหันมาบอก “ให้เธอมาดูเถอะเหวินเฉิง ตอนจื่ออันหาย พวกเรายังหาไม่เจอเลย เธอเป็นคนพากลับมาได้ พี่กับพี่ใหญ่ก็ได้เธอช่วยแก้เรื่องที่เข้าใจผิดกันมาตั้งหลายปี”

พี่ใหญ่รับคำ “ถ้าเธอสะดวกก็เชิญมา พวกเราจะได้ขอบคุณด้วย แต่อย่าไปรบกวนเวลางานเขานะ จิ่งหาว”

จิ่งหาวรับปากก่อนกลับมารอคำตอบจากพี่สาม เหวินเฉิงนิ่งคิดจึงบอก “ลองถามดูแล้วกัน พรุ่งนี้ฉันอยู่บ้าน”

“ได้ครับ แต่ผมขอบอกก่อน ค่าดูดวงพี่ต้องจ่ายเองนะ”

“ฉันเคยขอเงินนาย?”

“ไม่เคยครับ ผมหมายถึงอย่าให้ผมช่วยต่อราคา พี่เป็นพี่ชายผม แต่ก็เป็นลูกค้าของอาจารย์”

“สรุปนายอยู่ข้างใคร”

“เรื่องแผลอยู่ข้างพี่ เรื่องค่าดูดวงอยู่ข้างอาจารย์”

เหวินเฉิงมองสมุดที่น้องวางไว้ข้างตัว “ยังเขียนยันต์ไม่ได้สักแผ่น หัดเก็บเงินแล้วหรือ”

“ผมช่วยนัดเฉย ๆ ครับ” จิ่งหาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“เท่าไรก็จ่าย นายถามเถอะ”

จื่ออันกลับมาพร้อมรูปที่วาดเสร็จแล้ว เด็กชายเห็นอาหยิบโทรศัพท์ก็รีบยื่นกระดาษมาตรงหน้า ขอให้ช่วยส่งรูปไปเชิญพี่คนสวยด้วย หลัวจิ่นหลานเดินตามออกจากครัวพอดีจึงกำชับว่าบัตรเชิญตัวจริงพ่อแม่ของเด็กจะเอาไปให้เอง

“วันงานเชิญเธอมาเป็นแขกนะ อย่าเอาแต่ชวนดูดวงกันจนไม่ได้กินข้าว”

“ผมยังไม่ได้คิดเลยครับแม่”

จิ่งหาวส่งข้อความขอนัดให้อาจารย์ แล้วถ่ายรูปบัตรของหลานส่งตามไป จื่ออันชะโงกดูจนแน่ใจว่ารูปอยู่ในหน้าสนทนา ก่อนยื่นกระดาษคืนให้แม่ที่มาเรียกไปกินข้าว

“แม่เก็บไว้ให้ผมด้วยนะครับ วันงานผมจะเอาให้พี่เขาเอง”

“ได้จ้ะ ไปนั่งรอก่อน เดี๋ยวแม่เก็บให้”

เด็กชายเดินไปถึงโต๊ะอาหารแล้ว แต่ยังหันกลับมาหาจิ่งหาว “อาหาว ถ้าพี่เขาตอบแล้วเรียกผมด้วยนะครับ ผมอยากคุยด้วย”