116
116
รูปบัตรเชิญของจื่ออันมาถึงตอนหลินเยว่ชิงกำลังจะออกจากร้านอาหารข้างทาง เด็กวาดคนในครอบครัวไว้เต็มกระดาษ ถัดลงมาเป็นข้อความจากเซี่ยจิ่งหาว ขอให้อาจารย์ช่วยดูเคราะห์ให้พี่สามในวันพรุ่งนี้
เธอนัดให้เขามาหาที่ห้อง ไม่ต้องพาเซี่ยเหวินเฉิงมาด้วย แล้วฝากบอกจื่ออันว่าเห็นรูปแล้ว ส่วนบัตรตัวจริงให้เก็บไว้ส่งให้เธอเองในวันงาน สือเยี่ยนโจวกลับจากจ่ายเงินพอดี พอเห็นภาพบนหน้าจอก็ถามว่าบัตรของใคร
“จื่ออันวาดให้ฉันค่ะ เขาฝากอาหาวส่งมา”
“ผมยังไม่ได้เลย”
“ไปทวงกับพ่อเขาสิคะ เด็กวาดเองคงทำไม่ทันทุกคน”
ระหว่างเดินไปที่รถ หลินเยว่ชิงพบข้อความจากคนดูที่ถามถึงไลฟ์คืนนี้ บางคนส่งรูปอาหารมาบอกว่ารออยู่ เธอจึงถามสือเยี่ยนโจวว่าจะรบกวนไหมถ้าเปิดไลฟ์ระหว่างทาง
“เปิดเถอะครับ ผมก็จะได้ฟังด้วย”
โทรศัพท์ถูกติดกับที่วางฝั่งผู้โดยสารก่อนรถออก กล้องเห็นเพียงหลินเยว่ชิงกับหน้าต่างข้างตัว เสียงนำทางดังแทรกตอนเธอทักทายคนดู สือเยี่ยนโจวจึงลดเสียงลงให้
ขอกะละมังกับชาม: อาจารย์ไม่อยู่บ้าน พวกเราก็ยังตามมาดูจนได้
ทำงานจนใจพัง: คนขับได้ฟังใกล้กว่าเราอีก อิจฉาแล้วนะ
“วันนี้กลับดึกหน่อยค่ะ แต่รับสามคนเหมือนเดิม”
สองสายแรกเป็นเรื่องของหายกับย้ายบ้าน ระหว่างรอคนสุดท้าย หลินเยว่ชิงอ่านคอมเมนต์จากเจ้าของสายแรกออกเสียง เขาพบกุญแจในกระเป๋าเดินทางแล้ว ทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งยืนยันว่าไม่มีทางอยู่ในนั้น สือเยี่ยนโจวได้ยินก็หัวเราะ แต่ยังจับตาดูถนนตามเดิม
สายสุดท้ายเป็นหญิงสาวในชุดนอน เธอเล่าว่าคนที่ชอบชวนไปกินข้าวพรุ่งนี้ จึงอยากให้อาจารย์ช่วยดูว่าเขาคิดจะจีบหรือเปล่า
“ถามเขาก่อนค่ะว่ามากันกี่คน”
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องพิมพ์ถาม ระหว่างรอคำตอบยังยกเสื้อให้คนดูช่วยเลือก พอข้อความเข้ามา เสื้อสองตัวก็ถูกลดลงพร้อมกัน “มีเพื่อนเขาไปด้วยอีกหกคนค่ะ...ฉันก็นึกว่าจะได้ไปกันสองคน”
ขอกะละมังกับชาม: งั้นไม่ต้องเลือกแล้ว ตัวไหนก็ได้
ทำงานจนใจพัง: ปล่อยให้เขาแต่งสวยเถอะ อย่างน้อยก็ได้รูปกลับมา
เจ้าของสายหัวเราะแล้วโยนเสื้อตัวหนึ่งลงบนเตียง “เอาเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องตื่นมาทำผมตั้งแต่เช้า”
หลังกล่าวลาคนดู หลินเยว่ชิงก็เอนหลังแล้วหาว รถติดไฟแดงพอดี สือเยี่ยนโจวจึงบอกให้เธอนอนพัก ไม่ต้องฝืนคุยเป็นเพื่อนเขา
“คุณดูไลฟ์ฉันบ่อยหรือคะ”
“คืนไหนไม่ติดงานก็เปิดครับ แต่ที่บริษัทมีคนมาเรียกบ่อย ฟังได้ทีละครึ่ง ๆ กลาง ๆ”
“ไม่พลาดอะไรหรอกค่ะ ท้ายไลฟ์มีแต่คนถามเรื่องส่วนตัวฉัน”
“ผมก็มีเรื่องส่วนตัวจะถาม” เขารอจนเธอหันมาจึงพูดต่อ “คืนไหนว่าง ขอไปนั่งดูคุณไลฟ์บ้างได้ไหมครับ”
หลินเยว่ชิงคิดถึงโต๊ะเล็กในห้องที่วางอุปกรณ์แล้วแทบไม่เหลือที่ “ได้ค่ะ แต่เก้าอี้อีกตัวเป็นเก้าอี้พับนะคะ นั่งนานแล้วเมื่อย”
“ผมนั่งได้ครับ”
ไฟเปลี่ยนเป็นเขียว หลินเยว่ชิงขยับพนักพิงลงอีกนิดแล้วหลับไป กว่าจะตื่นรถก็จอดหน้าอาคารที่พักแล้ว เธอหยิบยันต์สองแผ่นส่งให้เขาก่อนลงรถ
“ของขอบคุณค่ะ วันนี้รบกวนคุณทั้งวันเลย”
สือเยี่ยนโจวรับมาเก็บไว้ “คราวหน้าคุณเลี้ยงข้าวผมก็ได้ครับ”
“ได้ค่ะ แต่ห้ามแย่งจ่ายเหมือนวันนี้นะคะ”
“ราตรีสวัสดิ์ครับ” เขาบอกตอนเธอเปิดประตูรถ หลินเยว่ชิงตอบกลับแล้วกำชับให้ขับรถดี ๆ ก่อนขึ้นห้องไปพัก
เช้าวันรุ่งขึ้น เซี่ยจิ่งหาวมาถึงพร้อมซองกระดาษสองซอง ซองหนึ่งมีงานที่ฝึกไว้ อีกซองเตรียมมารับยันต์ให้พี่ชาย หลินเยว่ชิงวางยันต์ชุดหนึ่งตรงหน้าเขาแล้วบอกว่าครั้งนี้เธอยังไม่ไปด้วย
“ให้พี่คุณพกติดตัวค่ะ แผ่นไหนรับเคราะห์ไปแล้วจะกลายเป็นเถ้า พอเหลือแผ่นสุดท้ายให้ติดต่อฉัน อย่ารอจนหมด”
“พี่ผมยังต้องมีคนเฝ้าอยู่ใช่ไหมครับ”
“ค่ะ ช่วงนี้อย่าให้เขาอยู่ตามลำพัง ยันต์ช่วยกันเคราะห์ได้ แต่เคราะห์สุดท้ายต้องรอให้ถึงจังหวะก่อน ฉันถึงจะจัดการให้”
จิ่งหาวเก็บยันต์ลงซอง หลินเยว่ชิงกำชับอีกคำว่าอย่าทิ้งไว้ในรถ เขารีบรับปาก “คราวนี้ไม่ลืมครับ เดี๋ยวผมให้พี่โอนค่ายันต์ให้อาจารย์เอง ส่วนซองนี้ของผมครับ”
เขาเลือกแผ่นที่ดีที่สุดวางตรงหน้าเธอ เส้นสีแดงด้านบนพอดูออกว่าพยายามเขียนอะไร แต่ช่วงล่างเบียดรวมกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง พอหลินเยว่ชิงพลิกดูอีกด้าน เจ้าของผลงานก็รีบอธิบาย “ข้างหลังไม่นับนะครับ ผมทำเสียก่อนแล้วถึงกลับมาเขียนข้างนี้”
“มิน่าล่ะ เส้นถึงเยอะกว่าที่ให้ไป”
จิ่งหาวเอื้อมจะเก็บคืน แต่เธอวางกระดาษแผ่นใหม่ให้แทน “ลองเขียนตรงช่วงบนให้ฉันดูหน่อยค่ะ”
จิ่งหาวจ่อพู่กันเหนือกระดาษอยู่นานจนหมึกหยดลงเป็นจุด เขารีบลากเส้นทับหวังจะกลบ หลินเยว่ชิงจึงเลื่อนกระดาษแผ่นใหม่ให้
“ทำเสียแล้วเริ่มใหม่ได้ค่ะ ไม่ต้องพยายามกลบทุกรอย ฉันจะได้เห็นว่าตรงไหนที่คุณยังทำไม่ได้”
จิ่งหาวยอมเปลี่ยนแผ่น คราวนี้เส้นช่วงบนไม่ทับกันแล้ว หลินเยว่ชิงชี้ให้หยุดตรงนั้น “เห็นไหมคะ ทำได้แล้ว ตรงนี้ดีกว่าแผ่นที่เอามาอีก”
เขาก้มเทียบกระดาษทั้งสองแผ่นแล้วเงยหน้าขึ้น “จริงด้วยครับ ผมก็ว่าตัวเองต้องทำได้”
“งั้นกลับไปฝึกให้ได้แบบนี้ทุกแผ่นค่ะ ยังไม่ต้องรีบเขียนให้จบ”
จิ่งหาวเก็บทั้งสองแผ่นใส่ซองงานฝึก “ผมนึกว่าอาจารย์จะดูแล้วให้กลับไปเขียนใหม่อย่างเดียวเสียอีก”
“คุณอุตส่าห์ฝึกมา ฉันก็ต้องดูสิคะ”
อีกสองวันต่อมา สืออันหนิงโทรมาชวนไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน หลินเยว่ชิงถึงนึกได้ว่าวันนี้ต้องไปรายงานตัว เธอค้นบัตรนักศึกษาระหว่างฟังอีกฝ่ายคุยถึงร้านอาหารใกล้คณะ
“ไปด้วยกันนะคะ เสร็จแล้วหนูจะพาไปกินข้าว”
“ได้ค่ะ ฉันต้องแวะฝ่ายทะเบียนก่อนนะ”
อันหนิงตอบตกลงโดยไม่รู้ว่าพี่สะใภ้จะไปสอบถามเรื่องลาออก หลินเยว่ชิงยังมีชื่อเป็นนักศึกษาปีสาม แต่ไม่คิดจะเรียนต่อ เวลาที่มีอยู่เธออยากใช้ฝึกปราณและรับงานมากกว่ากลับไปนั่งในห้องเรียน
พอขึ้นรถ อันหนิงก็เลื่อนถุงขนมมาให้เลือกแล้วเล่าว่าเมื่อคืนที่บ้านกินข้าวกันจนดึก พ่อเพิ่งกลับจากสถานพักฟื้น คุณย่าจึงสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ ทั้งที่เจ้าตัวกินได้เพียงไม่กี่อย่าง
“คุณพ่อออกมาได้แล้วหรือคะ”
“เมื่อวานค่ะ หมอจ้าวอนุญาตแล้ว หนูว่าจะโทรบอก แต่พ่อห้ามไว้ บอกว่าแค่กลับบ้าน ไม่ต้องโทรรบกวนพี่สะใภ้ทุกเรื่องหรอก”
“ดีแล้วค่ะ อยู่บ้านคงพักได้สบายกว่า แต่อย่าให้ท่านฝืนทำอะไรหนักนะคะ”
“แม่ไม่ยอมอยู่แล้วค่ะ พ่อจะย้ายกระถางต้นไม้ยังถูกห้ามเลย พ่อกับแม่ฝากชวนไปกินข้าวด้วยกันในอีกสองวันด้วยนะคะ คราวนี้หนูจะให้พี่ชายกลับเร็ว ๆ จะได้อยู่พร้อมหน้ากัน”
หลินเยว่ชิงรับปาก อันหนิงจึงส่งข้อความกลับบ้านแล้วบ่นถึงพี่ชายว่าเอาแต่ทำงาน เธอหลับไปก่อนเขาจะกลับ พอเช้าตื่นมาก็ออกไปแล้ว จะคุยเรื่องกินข้าวยังต้องฝากข้อความไว้
รถจอดส่งพวกเธอริมถนน เพราะมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้รถภายนอกเข้าไป หลินเยว่ชิงเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างแนวกั้น บางคนชะเง้อมองรถที่เข้ามาจอด บางคนพยายามขอเจ้าหน้าที่เข้าไปด้านใน
“หนูเรียนอยู่มหาวิทยาลัยข้าง ๆ เองค่ะ แค่ไปหาเพื่อนแป๊บเดียวก็ไม่ได้หรือ”
เจ้าหน้าที่ชี้ป้ายให้ดูว่าต้องมีนัดติดต่อ หญิงสาวจึงถอยกลับมาหาเพื่อน หลินเยว่ชิงเดินผ่านพอดี อีกฝ่ายเห็นหน้าเธอแล้วรีบเข้ามาถามเบา ๆ ว่าขอถ่ายรูปด้วยได้ไหม
หลินเยว่ชิงตกลง แต่ให้ไปยืนด้านข้างเพื่อไม่ให้ขวางทางเข้า อันหนิงกำลังรับสายจากที่บ้าน หญิงสาวจึงหาคนอื่นช่วยกดถ่ายให้ เพราะอยากให้เพื่อนทั้งสองคนอยู่ในรูปด้วย
ถังอวี้เหยาเพิ่งถ่ายรูปกับนักศึกษาสองคนเสร็จ เสื้อเปิดไหล่กับกระโปรงสั้นและรองเท้าส้นสูงถูกเลือกมาเข้าชุดกัน พอได้ยินคนเรียกว่าดาวมหาวิทยาลัย เธอก็ไม่รีบเข้าไปข้างใน
คนที่รอใต้ต้นไม้เริ่มหันมองมาทางนี้ ถังอวี้เหยาขยับพ้นหลังป้ายให้เห็นชัดขึ้น ก่อนหันรับเสียงเรียกจากด้านข้าง
“พี่คะ ถ่ายรูปหน่อยได้ไหมคะ”
“ได้ค่ะ มายืนใกล้ ๆ ถ่ายพร้อมเพื่อนเลยก็ได้”
ถังอวี้เหยารับโทรศัพท์แล้วเปิดกล้องหน้า ยกขึ้นให้ป้ายมหาวิทยาลัยติดอยู่ด้านหลัง แต่คนที่ยื่นโทรศัพท์ให้กลับไม่ยอมขยับเข้ามาในรูป เอาแต่ชี้เลยไหล่เธอไป
“ขอโทษค่ะ หนูจะถ่ายกับอาจารย์หลิน รบกวนพี่ช่วยกดให้หน่อย”
ปลายนิ้วของถังอวี้เหยาค้างอยู่เหนือปุ่มถ่าย เธอหันตามแล้วเห็นหลินเยว่ชิงยืนรออยู่ข้างแนวกั้นกับนักศึกษาอีกสองคน บนหน้าจอโทรศัพท์ยังเป็นใบหน้าตัวเองที่อุตส่าห์เลือกมุมไว้เสียดี
“อ้อ จะให้ถ่ายคนอื่นก็บอกให้ชัดสิคะ”
“ค่ะ ขอโทษนะคะ” หญิงสาวรีบหันไปเรียก “อาจารย์หลิน ทางนี้ค่ะ ได้คนช่วยถ่ายแล้ว!”
คนที่รอใต้ต้นไม้ลุกขึ้นทันที ชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนบอกเพื่อน กลุ่มที่เกาะแนวกั้นอยู่จึงรีบขยับเข้ามา เสียงเรียกอาจารย์หลินดังต่อกันจนเจ้าหน้าที่ต้องออกมาห้ามคนที่กำลังจะลงไปเดินบนถนน
“ตัวจริงด้วย! เมื่อกี้เดินผ่านฉันเลย ทำไมฉันไม่เห็น!”
“ขอถ่ายด้วยคนค่ะ ดูไลฟ์ทุกคืนเลย!”
ถังอวี้เหยาลดโทรศัพท์ลง แม้แต่คนที่จำชื่อเธอได้เมื่อครู่ก็เอาแต่เรียกเพื่อนให้รีบมา เธอจะส่งโทรศัพท์คืนเจ้าของ แต่ถูกคนที่แทรกผ่านข้างตัวชนไหล่จนเซ รองเท้าส้นสูงเสียจังหวะไปก้าวหนึ่ง ต้องคว้าราวกั้นไว้จึงไม่ล้ม
“เดินดูทางกันบ้างสิ!”
“ขอโทษครับ ขอโทษ!”
คนชนหันมาขอโทษแต่ยังเดินถอยหลังตามเพื่อนไป หญิงสาวเจ้าของโทรศัพท์กลับเข้ามารับเครื่องคืนพอดี พร้อมขอบคุณที่ยอมช่วย ถังอวี้เหยากดโทรศัพท์ใส่มืออีกฝ่ายโดยไม่ตอบสักคำ
หลินเยว่ชิงได้ยินเจ้าหน้าที่ขอทาง จึงบอกคนรอบตัวว่าอย่าเพิ่งเข้ามาเพิ่ม อันหนิงวางสายแล้วขยับมายืนข้างเธอ คนที่อยากถ่ายรูปพยายามยกโทรศัพท์ให้พ้นศีรษะคนข้างหน้า จนถังอวี้เหยาเดินผ่านไม่ได้อีก
“ฉันยังไม่ไปไหนค่ะ ขอให้คนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยผ่านก่อน”
กลุ่มคนค่อย ๆ ขยับเปิดช่อง ถังอวี้เหยาคล้องกระเป๋ากลับขึ้นบ่าแล้วแทรกเข้าไปทันที คนหนึ่งยังถือโทรศัพท์บังอยู่ เธอจึงต้องยกมือกันออก “ขอทางหน่อยค่ะ ฉันจะเข้าไป”