118
118
เฉียวลู่เหยามาถึงพร้อมเสียงหอบ ผมลอนสีน้ำตาลแดงปลิวปรกหน้าจนต้องปัดออกก่อนจะคว้าแขนหลินเยว่ชิงไว้ “เจอตัวเสียที! ฉันนึกว่าเธอจะเดินหนีไปอีกแล้ว”
“ได้ยินตั้งแต่เรียกครั้งแรกแล้วค่ะ ไม่ต้องวิ่งก็ได้”
“ไม่วิ่งแล้วจะทันเธอหรือ กว่าจะได้คุยกันสักครั้ง ทุกคืนพอฉันพิมพ์ทัก เธอก็ปิดไลฟ์หนี”
“ก็คุณทักว่าฝันดี ฉันเลยไปนอนค่ะ”
อันหนิงหลุดหัวเราะ ลู่เหยาบ่นว่าไม่น่าพิมพ์คำว่าฝันดีเลย ก่อนเปลี่ยนมาชวนทั้งคู่ไปกินข้าว คราวนี้อันหนิงต้องรีบบอกว่าตนนัดหลินเยว่ชิงไว้แล้ว
“งั้นฉันไปด้วย เลี้ยงทั้งคู่เลย เลือกร้านไว้หรือยัง”
“เลือกแล้วค่ะ แต่ต้องแวะฝ่ายทะเบียนก่อน”
ลู่เหยาตกลงตามไปด้วย ระหว่างเดินผ่านทางเข้าตึก เธอรับใบแนะนำกิจกรรมจากนักศึกษาที่มาแจกแล้วก้มอ่านไปด้วย ช่วงพักฟื้นต้องอยู่แต่บ้านจนเบื่อ พอกลับมาได้จึงอยากไปเสียทุกงาน อันหนิงฟังเธอเล่าแผนเที่ยวหลังอาหาร ส่วนหลินเยว่ชิงตรงไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์
“ขอสอบถามเรื่องลาออกจากมหาวิทยาลัยค่ะ”
เสียงคุยด้านหลังหยุดลงทันที ลู่เหยาลดกระดาษในมือลง ขณะที่อันหนิงขยับเข้ามายืนข้างหลินเยว่ชิง เจ้าหน้าที่ถามว่าได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาหรือยัง เมื่อรู้ว่ายังไม่ได้คุยก็ชี้ไปยังห้องด้านใน
“ยังไม่รับแบบคำร้องนะคะ ขอฉันคุยกับเธอก่อน”
ลู่เหยาพาเพื่อนหลบจากโต๊ะไปข้างหน้าต่าง อันหนิงตามมาติด ๆ “เรื่องนี้เองหรือคะที่พี่บอกว่าจะมาถาม หนูนึกว่ามีปัญหาเรื่องลงทะเบียน”
“ฉันมีงานต้องออกไปทำบ่อยค่ะ คงมาเรียนตามตารางไม่ได้”
“ก็ขอลาเป็นครั้ง ๆ ไปสิ เรียนมาตั้งหลายปีแล้ว อีกไม่นานก็จบ” ลู่เหยาท้วง “หรือมีใครในคณะมาวุ่นวายกับเธออีก”
“ไม่มีค่ะ บางงานฉันรู้ล่วงหน้าแค่ไม่กี่ชั่วโมง จะให้ขอลาทุกครั้งคงไม่ไหว อีกอย่าง ต่อไปฉันก็ไม่ได้ทำงานตรงกับสาขาที่เรียนอยู่”
อันหนิงไม่ได้เสนอเรื่องขอลาอีก ลู่เหยาจึงลองถามว่าหากไม่ต้องมาเรียนทุกวัน หลินเยว่ชิงจะยอมอยู่ต่อหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเพื่อนยังลังเล เธอก็ขอให้ไปคุยกับพ่อก่อน อย่างน้อยควรรู้ว่ามีทางเลือกอื่นหรือเปล่าก่อนตัดสินใจ
“ท่านมีงานอยู่หรือเปล่าคะ”
“เดี๋ยวฉันถามให้ ถ้าไม่ว่างก็ค่อยนัดวันอื่น เรื่องลาออกยังรอได้ใช่ไหม”
หลินเยว่ชิงรับปาก ลู่เหยาจึงโทรหาพ่อแล้วเล่าเรื่องให้ฟังสั้น ๆ ไม่ทันถึงนาทีเธอก็เก็บโทรศัพท์ บอกว่าพ่ออยู่ที่ห้องทำงานและยังพอมีเวลา ทั้งสามจึงเปลี่ยนจากห้องฝ่ายทะเบียนขึ้นไปชั้นบนแทน
เฉียวหมิงเต๋อเชิญหลินเยว่ชิงกับอันหนิงนั่งก่อน ส่วนลูกสาวยังไม่ทันนั่งก็เริ่มเล่าให้ฟังซ้ำ เขาต้องยกมือห้าม “พ่อได้ยินแล้ว ให้คุณหลินพูดเองเถอะ”
ลู่เหยาจึงยอมนั่งข้างอันหนิง หลินเยว่ชิงอธิบายว่าตนต้องการเวลาออกไปทำงาน ไม่ใช่มีปัญหากับการเรียนหรือคนในคณะ เฉียวหมิงเต๋อฟังจนจบจึงถามว่า หากเปลี่ยนเป็นเรียนด้วยตัวเองและกลับมาส่งงานหรือสอบตามนัด เธอยังพอทำได้หรือไม่
“ได้ค่ะ ฉันติดตรงที่ต้องมาเรียนทุกวัน”
“เรื่องนั้นยังพอจัดให้ได้ครับ คุณไม่จำเป็นต้องลาออก”
อันหนิงมองอธิการบดีสลับกับลู่เหยา เธอเคยได้ยินแต่เรื่องคนถูกปฏิเสธคำขอจากห้องนี้ ต่อให้มีผู้ใหญ่ในบ้านมาพูดให้ก็ไม่ช่วย จึงยังไม่แน่ใจว่าคำว่าจัดให้ได้จะยกเว้นให้มากแค่ไหน
เฉียวหมิงเต๋ออธิบายว่าจะให้คณะกำหนดวันที่จำเป็นต้องมาเรียนไว้ช่วงเปิดภาคกับปลายภาค เวลาที่เหลือหลินเยว่ชิงจัดเองได้ งานที่อาจารย์มอบหมายกับการสอบยังต้องทำให้ครบ เมื่อเรียนผ่านตามกำหนดก็จบการศึกษาได้ตามเดิม
“วันที่ไม่ได้นัดไว้ ฉันไปทำงานต่างเมืองได้ใช่ไหมคะ”
“ได้ครับ แต่ต้องติดตามงานของแต่ละวิชาด้วย อย่าหายไปจนติดต่อไม่ได้”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาค่ะ”
ลู่เหยาฟังจนจบแล้วขยับมานั่งตัวตรง “แล้วหนูขอแบบนี้บ้างได้ไหม”
“ลูกเพิ่งบอกแม่เมื่อเช้าว่าอยากกลับมาเจอเพื่อนทุกวัน”
“หนูก็แค่ถามเผื่อไว้”
“พ่อก็ตอบเผื่อไว้ว่าไม่ได้”
อันหนิงก้มหน้ากลั้นหัวเราะ ลู่เหยาจึงหันกลับมาชวนหลินเยว่ชิงตกลงเสียที เฉียวหมิงเต๋อกลับบอกว่าไม่ต้องรีบตอบ ให้เธอคิดดูก่อน หากยอมรับเงื่อนไขนี้ก็แจ้งเจ้าหน้าที่หน้าห้องได้ เขาจะให้ติดต่อคณะไว้ให้
หลินเยว่ชิงกล่าวขอบคุณแล้วออกมาพร้อมเพื่อนทั้งสองคน ด้านนอกมีม้านั่งยาวอยู่ริมหน้าต่าง อันหนิงขอนั่งพักครู่หนึ่ง ลู่เหยาจึงถือโอกาสเปิดใบกิจกรรมที่ได้มาเมื่อกี้ให้ดู ใต้ตึกมีวงดนตรีกำลังซ้อม คนร้องหยุดกลางท่อนเพราะจำเนื้อไม่ได้ เพื่อนข้าง ๆ ต้องตะโกนบอกจนได้ยินขึ้นมาถึงชั้นบน
“วงนี้หรือเปล่านะ” ลู่เหยาดูชื่อบนกระดาษแล้วชะโงกไปทางหน้าต่าง “วันแสดงมาดูกันไหม ฉันอยากรู้ว่าเขาจะจำเนื้อได้หรือยัง”
“ฉันไม่รู้จักเพลงนี้ค่ะ”
“ฉันก็ไม่รู้จัก ฟังครั้งแรกไปพร้อมกันนี่แหละ”
หลินเยว่ชิงยังไม่ได้ตอบรับ ข้อมือขวาพ้นชายแขนเสื้อออกมาเล็กน้อย เส้นชีวิตที่มีเพียงเธอมองเห็นยาวขึ้นกว่าเมื่อแรกมาอยู่ในร่างนี้แล้ว แต่ยังไม่พอให้วางใจ ทุกคืนปราณจากสายวาสนาจะเติมพลังชีวิตที่พร่องไปในแต่ละวันให้ หากถึงเวลาหย่าตามข้อตกลงหนึ่งปี เธอก็ต้องอยู่ให้ได้โดยไม่อาศัยพลังของสือเยี่ยนโจวอีก
“เธอไม่ชอบฟังเพลงหรือ” ลู่เหยาถามเมื่อเห็นเพื่อนยังเงียบ “มีอย่างอื่นอีกนะ ลองดูก่อนก็ได้”
“ฉันแค่ไม่แน่ใจว่าจะว่างค่ะ”
“ฉันยังไม่ได้บอกให้เธอทิ้งงานมาเลย วันไหนไม่ว่างก็บอกกัน วันไหนว่างค่อยออกมาเที่ยวบ้าง ฉันหายดีแล้วก็อยากชวนเธอไปไหนด้วย ไม่ใช่ได้แต่พิมพ์คุยกันในไลฟ์”
“ฉันออกไปกินข้าวบ้างค่ะ”
“กับลูกค้าใช่ไหม”
หลินเยว่ชิงนึกถึงมื้ออาหารที่ผ่านมาหลายครั้งแล้วเงียบ ลู่เหยาหัวเราะอย่างได้ที อันหนิงเองก็พลอยขำไปด้วย ก่อนช่วยยืนยันว่ามื้อกลางวันที่นัดกันวันนี้ไม่มีใครจ้างเธอไปดูดวงแน่นอน
“หนูจะชวนไปกินข้าวจริง ๆ ค่ะ กินเสร็จค่อยเดินเล่นแถวนั้น ไม่อยากเดินก็หาที่นั่งคุยกัน”
“ถ้ามีงานด่วนเข้ามาล่ะคะ”
“ก็ไปทำงานสิ” ลู่เหยาตอบ “พวกฉันไม่ได้จะยึดโทรศัพท์เธอเสียหน่อย”
ใต้ตึกเริ่มซ้อมเพลงใหม่ หลินเยว่ชิงฟังเสียงกีตาร์ ชาติก่อนเธอก็เลื่อนเรื่องอื่นออกไปอย่างนี้เสมอ ฝึกวิชาหนึ่งสำเร็จก็เริ่มอีกวิชา วันว่างที่ตั้งใจจะพักกลับหมดไปกับการฝึก ก่อนจะมาอยู่ในร่างนี้ เธอแทบนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเคยใช้เวลาว่างทำอะไรนอกเหนือจากนั้น
ลู่เหยาคอยชี้ให้ดูว่าคนเล่นกีตาร์เริ่มร้องแทนแล้ว อันหนิงบอกว่าคนร้องคงจำไม่ได้จริง ๆ ทั้งคู่คุยกันอย่างออกรสโดยไม่ได้สนใจว่าเธอจะตอบเรื่องเรียนเมื่อไร หลินเยว่ชิงจึงนั่งฟังต่อจนจบท่อน ก่อนพับใบกิจกรรมเก็บไว้กับบัตรนักศึกษา
“ฉันจะอยู่ต่อค่ะ”
“ดีเลย ฉันจะชวนเธออีกทีตอนใกล้วันแสดง” ลู่เหยาลุกจากม้านั่ง “ถ้าไม่ว่างก็อย่าเงียบไปนะ บอกฉันด้วย”
“ไม่เงียบหรอกค่ะ”
หลินเยว่ชิงกลับไปแจ้งคำตอบกับเจ้าหน้าที่หน้าห้องอธิการบดี จากนั้นจึงลงไปรายงานตัวพร้อมอันหนิง
ลู่เหยานั่งรออยู่ไม่ไกลจากจุดรับเอกสาร พอหลินเยว่ชิงกลับมาหาก็ยกโทรศัพท์ให้ดูว่าติดต่อร้านที่อันหนิงเลือกไว้แล้ว โต๊ะสำหรับสามคนยังว่าง เธอขับรถมา จะได้ออกไปพร้อมกัน
“คราวนี้มีใครต้องไปเรียนหรือทำงานต่อหรือเปล่า ฉันไม่อยากกินอยู่คนเดียว”
อันหนิงกำลังจะตอบ โทรศัพท์กลับสั่นขึ้นเสียก่อน ข้อความจากหัวหน้าภาควิชาเรียกให้เธอไปพบที่ห้องทันที เจ้าตัวอ่านแล้วทำหน้ามุ่ย ก่อนยื่นให้สองคนดู
“ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วย หนูรีบไปรีบมานะคะ อย่าเพิ่งทิ้งกัน”
ลู่เหยารับปากว่าจะไปเอารถมารอหน้าอาคาร หลินเยว่ชิงจึงลงไปด้วยเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องหาที่จอดใหม่ ส่วนอันหนิงแยกขึ้นไปพบอาจารย์พร้อมเอกสารของตน
หลินเยว่ชิงรอใต้ชายคาหน้าอาคาร นักศึกษาทยอยออกมาจนเต็มทางเดิน เธอจึงถอยหลบให้คนที่ลากกระเป๋าใบใหญ่ผ่านไปก่อน โทรศัพท์ดังขึ้นขณะรถของลู่เหยากำลังเลี้ยวเข้ามา
“อาจารย์ครับ ยันต์เหลือแผ่นสุดท้ายแล้ว พี่สามเป็นอะไรไม่รู้ ผมไม่กล้ารอแล้วครับ!”
เซี่ยจิ่งหาวพูดรัวจนเธอแทบไม่ทันถาม เขารีบบอกต่อว่าตนอยู่กับพี่ชายที่คลินิก แผ่นสุดท้ายยังให้พกติดตัวตามที่เธอสั่ง แต่พอเห็นว่าเหวินเฉิงผิดปกติ เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
“ให้พี่คุณพกแผ่นนั้นไว้ค่ะ ฉันกำลังไป มีคนอยู่ด้วยใช่ไหม”
“มีครับ ผมส่งตำแหน่งให้อาจารย์แล้ว”
หลินเยว่ชิงเปิดประตูขึ้นรถ ลู่เหยาซึ่งกำลังจะโทรเร่งอันหนิงเก็บโทรศัพท์ทันทีเมื่อได้ยินเสียงเธอบอกปลายสายว่าอย่าปล่อยพี่ชายอยู่คนเดียว พอสายจบก็ถามว่าจะไปที่ไหน
“คลินิกของเซี่ยเหวินเฉิงค่ะ มื้อกลางวันคงต้องเลื่อนแล้ว”
“เปิดแผนที่ให้หน่อย ฉันไม่เคยไปคลินิกเขา”
หลินเยว่ชิงส่งตำแหน่งเข้าระบบนำทาง ลู่เหยารอให้เธอคาดเข็มขัดเรียบร้อยก็ออกรถ หลินเยว่ชิงส่งข้อความแจ้งอันหนิงว่าต้องไปดูอาการเหวินเฉิงก่อน โดยลู่เหยาเป็นคนไปส่ง
อันหนิงโทรกลับมาตอนรถยังไม่พ้นมหาวิทยาลัย พอรู้ว่าไม่ใช่แค่แวะเยี่ยมคนเจ็บ เธอก็ไม่ได้รั้งไว้ “หนูอยากไปด้วย แต่ยังคุยกับอาจารย์ไม่เสร็จเลยค่ะ เสร็จงานแล้วบอกหนูด้วยนะ”
“ได้ค่ะ เรื่องมื้อกลางวันฉันขอโทษด้วย”
“คราวหน้าให้พี่เป็นคนชวนบ้างก็แล้วกัน หนูจะรอ”
หลินเยว่ชิงรับปาก อันหนิงจึงวางสาย ลู่เหยาลดเสียงเพลงในรถลงแล้วขับตามทางที่บอก ไม่ถามถึงอาการคนที่เธอยังไม่เคยพบ หลินเยว่ชิงเปิดอ่านข้อความจากจิ่งหาวต่อจนรถเข้าถนนใหญ่
พอถึงคลินิก ลู่เหยาเลือกจอดในช่องใกล้ทางเข้าแทนจะส่งเพื่อนลงแล้ววนออกไป หลินเยว่ชิงจึงหันมาบอกว่าไม่รู้ต้องอยู่นานแค่ไหน
“ฉันไม่ได้รีบไปไหน ขอขึ้นไปด้วยได้ไหม คราวก่อนเธอช่วยฉัน คราวนี้อยากดูตอนเธอช่วยคนอื่นบ้าง”
“ไปได้ค่ะ แต่ต้องรอให้ฉันดูก่อนนะคะ อย่าเพิ่งเข้าใกล้คนไข้”
“ได้ เธอให้ยืนตรงไหนฉันก็ยืนตรงนั้น”
ลู่เหยาเก็บกุญแจแล้วตามลงมา เซี่ยจิ่งหาวออกมารับถึงหน้าประตูคลินิก เขารีบพาหลินเยว่ชิงผ่านเคาน์เตอร์เข้าไปด้านใน ลู่เหยาตามไปติด ๆ
“อาจารย์ ทางนี้ครับ พี่สามอยู่ข้างบน”