11
11
หลินเยว่ชิงกับเฉียวลู่เหยาเดินพ้นมุมทางเดินมาได้ไม่ไกล เสียงของสวี่เยี่ยนก็ดังลอดออกมาจากห้องพักพิเศษ
“หนึ่งล้านเลยหรือคะ ก่อนมาคุณบอกห้าแสนไม่ใช่หรือ”
เฉียวลู่เหยาหยุดทันที ก่อนลอยย้อนกลับมาจนแทบแนบประตูห้องตัวเอง เสียงเกาเจิ้นไห่ดังตามมา “ตอนคุยทางโทรศัพท์ผมยังไม่ได้เห็นคนไข้จริง อาการลูกสาวคุณหนักกว่าที่คิด ถ้าจะเรียกวิญญาณกลับมาให้ครบ ของที่เตรียมมาก็ต้องใช้เพิ่ม” เฉียวลู่เหยาก้มมองตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า “ฉันหายไปตรงไหนบ้าง”
“ยังอยู่ครบค่ะ”
“แล้วเขาเห็นอะไรถึงกล้าบอกว่าไม่ครบ”
หลินเยว่ชิงมองประตู “เห็นว่าพ่อแม่เธอเป็นห่วงลูกมาก” ข้างใน เกาเจิ้นไห่ยังพูดต่อว่า หากปล่อยเกินสามวัน ต่อให้มีเงินก็อาจช่วยไม่ทัน คำขู่เรื่องเวลาทำให้สวี่เยี่ยนเงียบ ส่วนเฉียวหมิงเต๋อถามเพียงว่า ถ้าจ่ายเพิ่ม ลูกจะฟื้นแน่หรือไม่
เฉียวลู่เหยาเริ่มร้อนใจ “พ่อจะยอมจริง ๆ ด้วย”
“งั้นเข้าไปค่ะ”
ประตูเปิดออก คนสามคนในห้องหันมาพร้อมกัน เกาเจิ้นไห่จำหลินเยว่ชิงได้ทันที สีหน้าจึงมืดลง สวี่เยี่ยนมองเลยไปด้านหลัง “คุณเข้ามาได้ยังไงคะ”
“เดินเข้ามาค่ะ”
คำตอบตรงเกินไปจนอีกฝ่ายไม่รู้จะถามต่ออย่างไร เฉียวลู่เหยาไม่ได้สนใจใคร เธอลอยตรงไปข้างเตียง พอเห็นร่างตัวเองนอนนิ่งอยู่จริง ๆ ก็เงียบลง มือโปร่งใสยื่นไปแตะแก้ม แต่ปลายนิ้วกลับผ่านลงไปเหมือนแตะอากาศ หลินเยว่ชิงยกโทรศัพท์ให้สวี่เยี่ยนดู
“ลองมองตรงข้างเตียงค่ะ”
หญิงวัยกลางคนรับไปอย่างไม่เข้าใจ ก่อนมือจะสั่น บนหน้าจอมีเงาหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง หน้าตาเหมือนลูกสาวของเธอทุกอย่าง ต่างเพียงร่างโปร่งและซีดกว่า
“ลู่เหยา...”
เฉียวลู่เหยารีบขยับเข้าไป “แม่ ฉันอยู่นี่” สวี่เยี่ยนไม่ได้ยิน แต่สายตายังค้างอยู่ที่หน้าจอ เฉียวหมิงเต๋อขอโทรศัพท์มาดูเองและเงียบไปนาน เกาเจิ้นไห่รีบพูดว่า แอปสมัยนี้ใส่ภาพเพิ่มได้ง่าย อย่าเพิ่งเชื่อของในโทรศัพท์
คนดูในไลฟ์เองเห็นเงาของเฉียวลู่เหยาผ่านกล้องตั้งแต่เข้าห้อง หลายคนเริ่มพิมพ์ถามว่าทำไมคนบนเตียงกับเงาข้างเตียงถึงมีใบหน้าเดียวกัน ส่วนเกาเจิ้นไห่ยังยืนยันว่าภาพสมัยนี้ตัดต่อได้ง่าย หลินเยว่ชิงจึงลดมุมกล้อง ไม่ให้ใบหน้าของพ่อแม่ผู้ป่วยติดชัดเกินไป และบอกเพียงว่าให้ดูผลลัพธ์แทนการเถียง
หลินเยว่ชิงพยักหน้า “จริงค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเชื่อฉันก่อนก็ได้” ชายในชุดจีนชะงัก
“อาจารย์เกาบอกว่าช่วยได้ ก็ให้เขาทำก่อน” เธอหันไปทางเฉียวหมิงเต๋อ “แต่เงินหนึ่งล้านยังไม่ต้องโอน ถ้าลู่เหยาฟื้น ค่อยจ่ายก็ทัน”
เกาเจิ้นไห่หน้าเปลี่ยนทันที “ค่าของกับค่าเตรียมพิธีต้องจ่ายก่อน!” เฉียวหมิงเต๋อมองเขา “ผมเตรียมเงินไว้ได้ ถ้าลูกฟื้นตามที่รับปาก คุณได้รับครบ” คำตอบทำให้คนที่เพิ่งรีบเร่งเรื่องเงินหาเหตุปฏิเสธไม่ออก สุดท้ายจึงเปิดกระเป๋าไม้และนำของออกมาวางบนโต๊ะ
มีทั้งกระดิ่ง ด้ายแดง เข็มทิศ กระดาษยันต์ และกระถางธูปเล็ก ทุกอย่างดูพร้อมพอให้สวี่เยี่ยนมีความหวังอีกครั้ง เฉียวลู่เหยาลอยกลับมาข้างหลินเยว่ชิง “ทำไมยังให้เขาทำอีก”
“พ่อเธอยังไม่กล้าทิ้งโอกาส ถ้ายังไม่เห็นกับตาว่ามันใช้ไม่ได้”
ผีสาวเงียบลง เกาเจิ้นไห่วางเข็มทิศไว้ใกล้หัวเตียง จุดธูป แล้วบอกว่าจะหาตำแหน่งวิญญาณก่อน เฉียวลู่เหยายืนอยู่ข้างไหล่เขาแทบชนตัว เข็มบนโต๊ะกลับชี้ไปทางหน้าต่าง เธอมองเข็ม แล้วมองตัวเอง “ถ้าใช้ได้ มันควรชี้มาที่ฉันหรือเปล่า”
“ควรค่ะ”
“แล้วนี่มันชี้ออกนอกตึก”
“ถามคนตั้งสิคะ”
เฉียวลู่เหยาหลุดหัวเราะ เกาเจิ้นไห่กลับทำหน้าเคร่ง บอกว่าวิญญาณออกไปไกล จึงสั่นกระดิ่งและเริ่มเรียกชื่อ
“เฉียวลู่หลิง กลับมา—”
สวี่เยี่ยนทักทันที “ลูกฉันชื่อลู่เหยาค่ะ” กระดิ่งหยุดไปเสี้ยววินาที
“ชื่อที่ใช้ในพิธีไม่เหมือนชื่อทั่วไปครับ”
เฉียวลู่เหยาหันมาหาหลินเยว่ชิง “ฉันมีชื่อนี้ด้วย?”
“เพิ่งมีเมื่อกี้ค่ะ”
ผีสาวต้องยกมือปิดปากตัวเอง เฉียวหมิงเต๋อไม่ได้หัวเราะ แต่สายตาที่มองอาจารย์เกาเปลี่ยนไปชัดเจน เรื่องชื่อเพียงอย่างเดียวอาจอธิบายได้ แต่เมื่อรวมกับการขึ้นค่าจ้างและคำขู่เรื่องสามวัน ความน่าเชื่อถือก็ลดลงเรื่อย ๆ
ระหว่างที่เกาเจิ้นไห่ทำพิธี เขาเปลี่ยนตำแหน่งเข็มทิศอยู่หลายครั้งเมื่อเข็มไม่เดินตามต้องการ บางคราวยังใช้นิ้วแตะเข็มให้เบนไปทางหน้าต่างแล้วอ้างว่าเป็นทิศที่วิญญาณหนีออกไป เฉียวลู่เหยาซึ่งยืนอยู่ข้างตัวเขาแทบจะชนไหล่ หันมาถามหลินเยว่ชิงด้วยสีหน้าจริงจังว่า หากคนทำพิธีมองไม่เห็นวิญญาณแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเรียกไปทางไหน
เกาเจิ้นไห่ผูกด้ายแดงที่ข้อมือคนไข้ สั่นกระดิ่งอีกหลายรอบ แล้ววางยันต์บนอก พึมพำคาถาอยู่เกือบยี่สิบนาที เฉียวลู่เหยาทนดูจนเริ่มเบื่อ “เขากำลังทำอะไรอยู่”
“ทำให้ดูเหมือนยากค่ะ”
ผ่านไปไม่นาน เกาเจิ้นไห่ก็ลืมตา ปาดเหงื่อแล้วประกาศว่าเรียบร้อย สวี่เยี่ยนรีบเข้าไปข้างเตียง “ลู่เหยา?” คนบนเตียงยังนิ่ง เฉียวลู่เหยาซึ่งยืนข้างหลินเยว่ชิงชี้หน้าตัวเอง “เรียบร้อยตรงไหน ฉันยังอยู่นี่” เกาเจิ้นไห่บอกว่าวิญญาณกลับเข้าร่างแล้ว เพียงร่างกายต้องใช้เวลาปรับตัวไม่เกินสามวัน
“สามวันอีกแล้ว!” เฉียวลู่เหยาทำหน้าเหลือเชื่อ “ก่อนทำบอกเลยสามวันฉันตาย พอทำเสร็จบอกอีกสามวันถึงตื่น เขานัดเวลาหนีไว้หรือไง”
เฉียวหมิงเต๋อถามกลับทันที “ถ้าอย่างนั้นเรื่องเงินก็รอสามวันครับ”
“ไม่ได้ พิธีเสร็จแล้วต้องจ่ายวันนี้!”
“แต่ลูกผมยังไม่ตื่น”
“ผมเรียกวิญญาณกลับแล้ว หลังจากนี้เป็นเรื่องของร่างกาย!”
น้ำเสียงสุดท้ายดังเกินจำเป็น เฉียวหมิงเต๋อมองเขาเงียบ ๆ ความร้อนใจที่มีตอนแรกหายไปเกือบหมด หลินเยว่ชิงจึงยื่นโทรศัพท์ให้ดูอีกครั้ง บนจอ เฉียวลู่เหยายังกอดอกอยู่ข้างเธอ
“คุณบอกว่าวิญญาณกลับเข้าร่างแล้ว” คนเป็นพ่อถาม “แล้วคนนี้คืออะไร”
เกาเจิ้นไห่หน้าแข็ง ก่อนรีบหาว่าเป็นภาพที่หลินเยว่ชิงทำขึ้น
“งั้นไม่ใช้โทรศัพท์ก็ได้ค่ะ”
หลินเยว่ชิงหันไปหาสวี่เยี่ยน “ตอนลู่เหยาเด็ก ๆ เคยทำแจกันลายดอกเหมยแตก แล้วเอาเศษไปซ่อนไว้หลังตู้หนังสือใช่ไหมคะ ชิ้นเล็กที่สุดตกอยู่หลังขาตู้ด้านซ้าย พอย้ายตู้หลายเดือนต่อมาถึงเจอ” สวี่เยี่ยนเบิกตากว้าง เรื่องนี้เกิดตอนลูกยังเด็ก แม้แต่คนในบ้านก็แทบลืมแล้ว
“ลู่เหยาเป็นคนบอกคุณใช่ไหม”
หลินเยว่ชิงพยักหน้า เฉียวลู่เหยาขยับเข้าไปหาแม่ แม้สัมผัสไม่ได้ แต่สวี่เยี่ยนกลับยกมือปิดปาก น้ำตาไหลลงมาเหมือนรู้ว่าลูกยืนอยู่ใกล้ ๆ จริง เกาเจิ้นไห่ยังพยายามแก้ตัวว่า หลินเยว่ชิงอาจสืบข้อมูลครอบครัวมาก่อน หรืออาจเป็นคนกักวิญญาณไว้จนพิธีของเขาไม่ได้ผล
“พอเถอะครับ”
เสียงเฉียวหมิงเต๋อทำให้เขาหยุด สวี่เยี่ยนไม่สนใจคนหลอกลวงอีก เธอมองหลินเยว่ชิงเพียงอย่างเดียว “ช่วยลูกฉันได้ไหมคะ” หลินเยว่ชิงหันไปหาเฉียวลู่เหยา “พร้อมหรือยัง”
“พร้อมตั้งแต่ก่อนมาถึงแล้วค่ะ”
“คราวนี้อย่าวิ่งออกมาเที่ยวอีก”
ผีสาวทำหน้าเจื่อน “ไม่แล้ว เข็ดแล้วจริง ๆ” หลินเยว่ชิงหยิบด้ายแดงเส้นใหม่ ผูกปลายหนึ่งกับข้อมือร่างบนเตียง ส่วนอีกด้านปล่อยลงข้างตัว
“ลู่เหยา จับไว้ค่ะ”
เธอยื่นมือไปแตะ คราวนี้ปลายนิ้วไม่ทะลุผ่าน ด้ายแดงพาดอยู่ในฝ่ามือโปร่งใสจริง ๆ
“ฉันจับได้!”
หลินเยว่ชิงวางยันต์ใบเล็กใต้หมอน แล้วหันไปหาพ่อแม่
“เรียกเธอค่ะ ไม่ต้องใช้คาถา เรียกเหมือนตอนกลับบ้านก็พอ”
สวี่เยี่ยนจับมือลูก “ลู่เหยา กลับมาเถอะลูก แม่รออยู่” เฉียวหมิงเต๋อวางมือบนไหล่ภรรยา “กลับบ้านได้แล้ว” ด้ายแดงตึงขึ้นทันที เฉียวลู่เหยาก้มมองมือตัวเอง “มันดึงฉันแล้ว”
“ตามไปค่ะ”
ไม่มีแสงจ้า ไม่มีเสียงกระดิ่ง ร่างโปร่งค่อย ๆ ถูกดึงเข้าหาเตียงและซ้อนกับร่างจริงทีละน้อย ก่อนหายไปในพริบตา ด้ายแดงขาดออกเอง ไม่ถึงครึ่งนาที นิ้วของคนบนเตียงก็ขยับ
“ลู่เหยา?”
เปลือกตาสั่นเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ เปิดขึ้น
“แม่...”
สวี่เยี่ยนร้องไห้ออกมาและก้มกอดลูกอย่างระวัง ส่วนเฉียวหมิงเต๋อยืนนิ่งไปหลายวินาทีกว่าจะนึกได้ว่าต้องเรียกพยาบาล ในไลฟ์ ความคิดเห็นพุ่งขึ้นแทบอ่านไม่ทัน คนที่เห็นเงาวิญญาณหายเข้าไปกับตาต่างยืนยันว่าเฉียวลู่เหยาตื่นจริง
พยาบาลที่เข้ามาตรวจอาการหลังเฉียวลู่เหยาฟื้นถึงกับเรียกแพทย์เวรกลับมาดูซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้ผลตรวจทุกอย่างปกติแต่ผู้ป่วยไม่ตอบสนอง ตอนนี้สัญญาณชีพยังคงปกติ เพียงร่างกายอ่อนแรงจากการนอนหมดสติมาหลายวัน เฉียวลู่เหยายังไม่ยอมพักดี ๆ เอาแต่ชี้ไปทางประตูเพราะกลัวว่าเกาเจิ้นไห่จะหนีไปก่อน
เกาเจิ้นไห่เองกำลังถอยไปทางประตู มือแตะลูกบิดได้แล้วด้วยซ้ำ เสียงแหบจากเตียงกลับดังขึ้นก่อน
“จะกลับแล้วหรือคะ”
ทุกคนหันไปพร้อมกัน เฉียวลู่เหยายังไม่มีแรงลุก แต่สายตาที่มองเขากลับสดใสผิดกับคนเพิ่งฟื้น
“เงินหนึ่งล้านไม่เอาแล้วเหรอ”
สวี่เยี่ยนหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา เกาเจิ้นไห่หน้าเสีย รีบเปิดประตูแล้วพุ่งออกไป ก้าวที่สองยังไม่ทันลงพื้น ยันต์ใบเล็กก็แปะเข้ากลางหลัง ร่างของเขาแข็งค้างอยู่ตรงนั้น
“คุณทำอะไรผม!”
หลินเยว่ชิงเดินมาหยุดตรงประตู “กลัวคุณไปก่อนค่ะ”
“ปล่อยผม!”
“ได้ค่ะ”
เธอหันไปหาเฉียวหมิงเต๋อ
“หลังตำรวจมาถึง”