LNCrawler

119

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

119

พอถึงชั้นบน เซี่ยจิ่งหาวก็พาหลินเยว่ชิงตรงไปยังห้องทำงานที่เปิดประตูไว้ เซี่ยเหวินเฉิงนั่งอยู่หลังโต๊ะ หนังสือเปิดค้างโดยมีแว่นกรอบบางวางทับไว้ พอได้ยินน้องชายเรียกอาจารย์ เขาก็เงยหน้าขึ้น

“ผมเพิ่งรู้ว่าอาจารย์ของจิ่งหาวคือคุณ นึกว่าเป็นผู้สูงอายุเสียอีก”

หลินเยว่ชิงวางกระเป๋าข้างเก้าอี้ “ฉันรับเขาเป็นศิษย์ได้ไม่นานค่ะ ขอดูยันต์ที่เหลือหน่อย”

เหวินเฉิงหยิบกระดาษพับเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อ คนที่น้องชายพูดถึงไม่หยุดกับภรรยาของสือเยี่ยนโจวเป็นคนเดียวกัน เขาฝากจิ่งหาวไปเชิญอาจารย์มา เพราะยังไม่รู้จะกลับไปขอความช่วยเหลือจากผู้หญิงที่ตนเคยพูดจาเสียมารยาทใส่อย่างไร

“วันนั้นผมพูดไม่ดี ต้องขอโทษด้วยครับ คุณอุตส่าห์เตือน แล้วยังให้จิ่งหาวเอายันต์มาให้ผมอีก”

“ตอนนี้คุณยอมพกแล้วก็พอค่ะ แผ่นนี้ยังใช้ได้ เก็บไว้กับตัวตามเดิมนะคะ”

เขารับคืนอย่างระวัง ผิดกับตอนที่ไม่แม้แต่จะมองกระดาษในมือเธอ ตั้งแต่ถูกมีดเฉือนต้นแขนจนต้องเย็บสองเข็ม เคราะห์อื่นก็ทยอยตามมา ทั้งรถที่เกือบเฉี่ยวและกระจกจากตึกที่หล่นลงมาตรงที่เพิ่งเดินพ้น เขารอดมาได้ด้วยยันต์ที่จิ่งหาวนำมาให้ แต่พอตื่นเช้าวันนี้ก็เหลือเพียงแผ่นเดียวแล้ว

เฉียวลู่เหยายังรออยู่หน้าประตูตามที่รับปากไว้ หลินเยว่ชิงเรียกให้เข้ามานั่งด้วย จิ่งหาวดึงเก้าอี้จากข้างตู้มาเสริมให้ ส่วนลู่เหยามัวแต่มองเหวินเฉิงซึ่งเพิ่งสวมแว่นกลับเข้าที่

เสื้อเชิ้ตของเขาปลดกระดุมคอไว้ ผมตรงขมับยุ่งนิดหน่อย แต่พอนั่งหลังตรงและมองผ่านแว่นมา ลู่เหยาก็เผลอนั่งตัวตรงตาม พี่สามที่จิ่งหาวเอ่ยถึงเป็นคนนี้เอง เธอรู้อยู่แล้วว่าเขามีพี่ชายเป็นหมอ แต่ไม่เคยสนใจอยากเจอตัวเท่าวันนี้

“ฉันเฉียวลู่เหยาค่ะ เป็นเพื่อนเยว่ชิง แล้วก็เคยเรียนห้องเดียวกับน้องชายคุณ”

เหวินเฉิงกล่าวสวัสดี จิ่งหาวกลับอดแทรกไม่ได้ “ทีคุยกับฉันไม่เห็นพูดเพราะอย่างนี้บ้างเลย”

“ก็เขาไม่ได้ทำอะไรให้ฉันรำคาญนี่”

“ฉันเพิ่งพูดกับเธอประโยคเดียว”

“เริ่มนับตั้งแต่วันนี้เลยหรือ”

จิ่งหาวหยิบสมุดกับปากกาออกมา ไม่ต่อปากต่อคำด้วย ลู่เหยาเห็นแล้วถึงกับลืมคำที่เตรียมจะทักพี่ชายเขา สมัยเรียนจิ่งหาวยังต้องคอยถามเพื่อนว่างานชิ้นไหนส่งวันไหน วันนี้กลับเตรียมสมุดมาจดเองตั้งแต่ยังไม่มีใครเริ่มพูดเรื่องวิชา

“นายพกสมุดมาด้วย?”

“เอาไว้จดที่อาจารย์สอน ไม่ได้เอามาวาดรูปเล่น”

“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เมื่อก่อนให้นายจดแค่วันส่งงานยังต้องเตือน”

“ก็ตอนนี้อยากเรียนแล้วไม่ได้หรือไง”

“ได้สิ ฉันไม่ได้ห้าม” ลู่เหยาหันไปหาหลินเยว่ชิง “เยว่ชิง เธอทำยังไงเขาถึงยอมเรียนได้ ฉันถามให้เพื่อนทั้งห้องเลยนะ”

“เขามาขอเรียนเองค่ะ”

“ได้ยินแล้วนะ” จิ่งหาวเปิดสมุดหน้าที่คั่นไว้ “ต่อไปฉันถามอะไร อาจารย์จะได้ไม่ต้องพูดซ้ำหลายรอบ”

เหวินเฉิงมองลายมือเต็มหน้ากระดาษ ก่อนบอกให้น้องตั้งใจให้ได้อย่างที่พูด จิ่งหาวรับคำง่ายจนลู่เหยาเกือบจะแซวต่อ แต่พอเจ้าของห้องเอื้อมมาหยิบแก้วน้ำ เธอก็ขยับกระเป๋าของตนที่วางใกล้ขอบโต๊ะออกให้

“ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ทำให้คุณอึดอัดไหมคะ”

“ไม่ครับ”

“ดีค่ะ ฉันจะได้มาหาบ่อยหน่อย”

มือที่ถือแก้วหยุดไปนิดหนึ่ง เหวินเฉิงวางน้ำลงแล้วหันกลับมาหาหลินเยว่ชิง ไม่ตอบเรื่องครั้งหน้า ลู่เหยาก็ไม่เร่งเอาคำตอบ เธอเพียงบอกว่าไว้เขาหายก่อนค่อยคุยกัน

จิ่งหาวลดเสียงลงถามเพื่อน “พี่ฉันป่วยอยู่ เธอช่วยเก็บอาการหน่อยได้ไหม”

“ฉันก็บอกว่าไว้หายก่อน”

“พี่เขายังไม่ได้รับปากว่าจะคุยกับเธอเลย”

“นายจะให้ฉันเลิกตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มหรือไง”

“ฉันแค่เตือนว่าคนนี้คุยยาก”

ลู่เหยามองคนที่กำลังปลดกระดุมข้อมือให้หลินเยว่ชิงจับชีพจรอีกครั้ง “ลองสักเดือนก็น่าจะรู้แล้ว คอยดูเถอะ”

“ครบเดือนแล้วอย่ามาบ่นกับฉันก็แล้วกัน”

“ไม่บ่นหรอก ถ้ายังไม่ยอมคุย ฉันก็จีบต่อ”

“ถ้าคุยกันจบแล้ว ฉันจะได้คุยกับคุณหลินสักที” เหวินเฉิงพูดขึ้น จิ่งหาวรีบหันกลับมาทางโต๊ะ ส่วนลู่เหยารับคำว่าจบแล้วค่ะอย่างไม่สะทกสะท้าน

หลินเยว่ชิงจับชีพจรที่ข้อมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมองปราณเหนือหว่างคิ้วของเหวินเฉิงที่กระจัดกระจายไปมาก ใต้ตาเขาคล้ำลงทั้งที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน แขนที่วางบนโต๊ะก็ยังไม่ยอมผ่อนแรง จนเธอต้องบอกว่าไม่ต้องเกร็ง

“แผลที่แขนไม่มีปัญหาแล้วครับ แต่สองวันนี้ตื่นมาก็ยังเพลีย พอนั่งเฉย ๆ จะง่วงตลอด พอจะนอนจริงกลับไม่อยากหลับ”

“เพราะฝันใช่ไหมคะ”

เหวินเฉิงนิ่งไปก่อนตอบ “ครับ สองคืนมานี้ผมฝันเรื่องเดิมตลอด คืนแรกยังคิดว่าเครียดจากเรื่องที่เจอมา เลยไม่ได้สนใจมาก แต่ตอนเปลี่ยนเสื้อพบว่ายันต์กลายเป็นเถ้าไปแผ่นหนึ่ง”

เมื่อคืนเขาลองเปิดไฟนอน ทว่าพอหลับก็กลับไปอยู่ในฝันเดิม เช้าวันนี้ยันต์ถูกใช้ไปอีกแผ่น เขาจึงโทรเรียกจิ่งหาวมา ให้ติดต่ออาจารย์ตามที่เคยกำชับไว้

“พี่บอกผมแค่นอนไม่ดี ผมนึกว่าเจ็บแผล” จิ่งหาวพูด “ตอนมาถึงผมเรียกตั้งสองครั้งกว่าจะหันมา”

“ฉันกำลังคิดเรื่องนี้อยู่”

พอหลินเยว่ชิงขอให้เล่าเรื่องในฝัน เหวินเฉิงก็มองน้องชายกับลู่เหยาแล้วลดเสียงลง “มีบางเรื่องที่ผมไม่สะดวกพูดต่อหน้าคนอื่นครับ”

ลู่เหยากับจิ่งหาวเตรียมออกไปรอข้างนอก หลินเยว่ชิงจึงเลื่อนกระดาษเปล่ากับปากกาบนโต๊ะให้เจ้าของห้อง “เขียนให้ฉันอ่านก็ได้ค่ะ”

“นั่งก่อน ไม่ต้องออกไปแล้วครับ ผมเขียนเอา”

เหวินเฉิงใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะส่งกระดาษให้เธอ ระหว่างนั้นจิ่งหาวก็ก้มอ่านสมุดของตัวเอง ลู่เหยาวางกระเป๋ากลับบนตักแล้วรออยู่ข้างเขา

“อ่านแล้วขอคืนด้วยนะครับ”

“ได้ค่ะ” หลินเยว่ชิงรับกระดาษที่เขาพับครึ่งมาเปิดอ่าน

ข้อความไม่ยาวนัก ผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหาเหวินเฉิงในฝัน เสื้อผ้าของเธอแทบไม่ได้ปกปิดอะไร เธอพยายามยั่วยวนและเข้ามาใกล้แม้เขาจะบอกให้หยุด เขารู้ตัวว่ากำลังฝัน แต่พยายามตื่นเท่าไรก็ไม่สำเร็จ จึงได้แต่หลับตาไว้ ไม่ตอบรับสิ่งที่เธอชวน

หลินเยว่ชิงคืนกระดาษให้โดยไม่อ่านออกเสียง “พอแล้วค่ะ คุณไม่ได้ยอมทำตามเธอใช่ไหมคะ”

“ไม่ครับ ผมรู้ว่ามันผิดปกติ แม้แต่ตอนหลับตาเธอก็ยังพูดอยู่ ผมไม่อยากได้ยินเสียงเธออีกแล้ว” เหวินเฉิงพับกระดาษสอดไว้ใต้หนังสือ

จิ่งหาวมองกระเป๋าเสื้อที่พี่ชายเก็บยันต์ไว้ “ตอนเจอรถหรือของตกใส่ ยังรู้ว่าอันตรายมาจากไหน แต่สองคืนนี้พี่นอนอยู่ในห้อง ยันต์ก็ยังถูกใช้ไป แปลว่าเรื่องในฝันทำร้ายพี่ได้จริง ๆ ใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ คุณเข้าใจถูกแล้ว สิ่งที่พี่คุณเจอไม่ใช่วิญญาณคนตาย มันเป็นภูตที่เกิดขึ้นในความฝัน เรียกว่าเยี่ยน ชนิดที่ใช้การยั่วยวนล่อให้คนหลงตามไปเรียกว่าเม่ยเยี่ยน”

หลินเยว่ชิงหันกลับมาหาเหวินเฉิง “ยันต์ช่วยป้องกันคุณไว้ค่ะ ส่วนที่คุณไม่ยอมทำตามมันก็สำคัญเหมือนกัน ถ้าหลงตามมันไป คุณจะติดอยู่ในฝันและตื่นกลับมาไม่ได้”

ลู่เหยาขยับตัวบนเก้าอี้ เธอเคยกลับเข้าร่างตัวเองไม่ได้มาก่อน ภาพที่ตนนอนนิ่งอยู่บนเตียงทั้งที่พ่อกับแม่อยู่ข้าง ๆ ยังจำได้ชัด พอได้ยินว่าตื่นไม่ได้ มือที่จับกระเป๋าอยู่จึงกำแน่นขึ้น

“แล้วร่างกายข้างนอกล่ะคะ ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”

“ยังมีค่ะ มันจะค่อย ๆ สูบเลือดกับพลังชีวิตของคนคนนั้นไปเพิ่มพลังให้ตัวเอง จนหมดภายในสี่สิบเก้าวัน คนที่ถูกขังอยู่ในฝันจะตายโดยไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก”

เหวินเฉิงแตะกระเป๋าเสื้อที่เก็บยันต์ไว้ “นี่เป็นแผ่นสุดท้ายแล้ว ถ้าหมดคืนนี้...”

“ฉันมาถึงแล้วค่ะ คุณยังไม่ถูกขังอยู่ในฝัน เราจะไม่รอจนถึงตอนนั้น”

“พี่ผมยังไม่หลงมัน ก็ยังไม่เริ่มนับสี่สิบเก้าวันใช่ไหมครับ”

“ยังค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีเวลารออีกสี่สิบเก้าวัน คืนนี้มันจะกลับมาอีก”

จิ่งหาวจดคำว่าเม่ยเยี่ยนลงไปแล้วหยุด ปลายปากกาค้างอยู่หน้าประโยคถัดมา

“ถ้าย้ายไปพักที่อื่นล่ะครับ คนที่อยู่หน้าห้องผมไม่เห็นใครเข้ามาเลย แต่เผื่อเป็นเพราะห้องนี้”

“ย้ายห้องก็ไม่ช่วยค่ะ มันเข้าหาคุณผ่านความฝัน ไม่ต้องผ่านประตูที่มีคนเฝ้าอยู่”

“งั้นคืนนี้ผมจะไม่นอน”

จิ่งหาวรีบบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อน หลินเยว่ชิงกลับถามเหวินเฉิงว่าตั้งแต่เช้าอ่านหนังสือไปได้กี่หน้าแล้ว เขามองเล่มที่เปิดอยู่ตรงหน้า ประโยคแรกอ่านซ้ำไปหลายรอบ แต่ยังจับความไม่ได้ว่าต่อจากอะไร กระทั่งน้องชายมาถึงเขาก็ยังอยู่หน้าเดิม

“ผมมีสมาธิน้อยลงครับ”

“คุณต้านมันไว้ได้สองคืน คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ขนาดนี้หรอกค่ะ แต่ตอนนี้มันรบกวนคุณจนเริ่มอ่อนล้าแล้ว ยิ่งฝืนไม่นอน สติยิ่งแย่ลง พอเผลอหลับทั้งที่หมดแรง คุณจะยิ่งต้านมันลำบาก”

เหวินเฉิงถอดแว่นวางลง “เมื่อเช้าผมยังคิดว่าถ้าได้นอนเต็มอิ่มสักคืนก็คงกลับไปทำงานได้”

จิ่งหาวปิดสมุด “อาจารย์ครับ ผมต้องช่วยอะไรบ้าง”

“อยู่กับพี่คุณก่อนค่ะ ไม่ต้องคอยชวนคุยให้ฝืนตื่น ฉันจะดูว่าต้องจัดการอย่างไร”

เหวินเฉิงปิดหนังสือที่อ่านค้างแล้วหันมาหาหลินเยว่ชิง “คุณต้องการให้ผมทำอะไร บอกได้เลยครับ”