121
121
สายของหลัวจิ่นหลานยังไม่ทันตัด เซี่ยจิ่งหาวก็ต้องขยับโทรศัพท์ออกจากหูนิดหนึ่ง เพราะแม่ถามต่อจากเรื่องอาหารไปถึงว่า หลินเยว่ชิงชอบชาแบบไหน แล้วเหวินเฉิงนั่งรถไกลได้หรือยัง
“แม่ครับ พี่สามไม่ได้ป่วยหนักแล้ว อาจารย์ก็ไม่ได้ไปเป็นแขกงานเลี้ยง เรากลับไปดูบ้านก่อน เรื่องกินข้าวค่อยว่ากัน”
“นายยิ่งพูดว่าไม่ต้องเตรียม แม่ยิ่งเตรียม”
จิ่งหาวหันมองพี่ชาย “ช่วยกันหน่อยสิครับ”
“ฉันช่วยบอกความจริงอยู่”
หลินเยว่ชิงเก็บยันต์ลงกระเป๋าแล้วพูดกับโทรศัพท์แทน “คุณป้าคะ ไม่ต้องย้ายของในบ้านนะคะ ของที่วางอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้นก่อน ฉันอยากเห็นสภาพเดิมค่ะ”
จิ่งหาวรีบบอกว่าแม่ได้ยินแล้ว คราวนี้หลัวจิ่นหลานยอมละเรื่องอาหารไปชั่วคราว รับปากว่าจะไม่ให้ใครแตะต้องของจนกว่าพวกเขาจะกลับถึง
เฉียวลู่เหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ประตูหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูพอดี ข้อความใหม่จากเพื่อนทำให้เธออ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนขอตัวออกไปรับสายด้านนอก
“ฉันไปบ้านนายด้วยไม่ได้แล้วนะ มีธุระ”
จิ่งหาวเพิ่งเก็บโทรศัพท์ลง “เมื่อกี้ยังจะเป็นคนขับรถอยู่เลย”
“ก็เพิ่งมีเรื่องเข้ามาเมื่อกี้”
“เรื่องอะไร”
ลู่เหยามองเขา “ถามทุกเรื่องแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วหรือ”
“ถ้ารู้ว่าไม่ควรถาม ผมก็ไม่ถามครับ”
“แต่นายถามไปแล้ว”
จิ่งหาวอ้าปากจะเถียงต่อ แต่หลินเยว่ชิงถามขึ้นก่อน “มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่ถึงกับมีปัญหาใหญ่ค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ลู่เหยาหันมาหาเธอ “พรุ่งนี้ถ้าเธอเข้ามหาวิทยาลัยอีก ส่งข้อความบอกฉันนะ ของที่ฉันตั้งใจจะให้ยังไม่ได้ซื้อเลย”
“ไม่ต้องซื้อก็ได้ค่ะ”
“ไม่ได้ พ่อแม่ฉันให้ส่วนของพวกท่านแล้ว ของฉันยังไม่ได้ให้”
รู้ว่าพูดไปก็เปลี่ยนใจอีกฝ่ายไม่ได้ หลินเยว่ชิงจึงไม่ห้ามต่อ
ก่อนออกจากห้อง ลู่เหยายังหันกลับไปทางเหวินเฉิง “วันนี้ถึงบ้านแล้วพักจริง ๆ นะคะ อย่าเพิ่งกลับมาตรวจคนไข้ต่อ”
เหวินเฉิงมองเธอผ่านแว่น “ผมลางานแล้วครับ”
“ดีค่ะ อย่างน้อยพูดง่ายกว่าที่คิด”
จิ่งหาวหัวเราะ “เธอรู้จักพี่ผมไม่ถึงครึ่งวัน ก็เริ่มประเมินแล้วหรือ”
“ฉันประเมินนายตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เจอ”
“ผลเป็นยังไง”
“พูดมาก”
ลู่เหยาโบกมือให้หลินเยว่ชิงแล้วออกไป จิ่งหาวยังบ่นตามหลังว่า คนพูดมากเหมือนกันไม่มีสิทธิ์ว่าเขา แต่ไม่มีใครสนใจฟังต่อ
พอประตูลิฟต์ปิด สีหน้าขำ ๆ ของลู่เหยาก็หายไป
ภาพหน้าจอที่เพื่อนส่งมายังเปิดค้างอยู่บนโทรศัพท์ ชายคนหนึ่งในกลุ่มมหาวิทยาลัยกำลังเล่าว่าเคยคบกับเธออยู่พักหนึ่ง จากคำว่าเคยกินข้าวด้วยกัน ถูกเติมไปเรื่อยจนกลายเป็นเคยมีความสัมพันธ์เกินกว่านั้น
ร้านพูลบนถนนตะวันออกอยู่ห่างจากคลินิกไม่มาก เธอไปถึงตอนกลุ่มนั้นกำลังเล่นกันอยู่ ชายต้นเรื่องยืนถือคิวหัวเราะกับเพื่อน พอเห็นเธอเดินเข้ามาก็ยังยกคิวขึ้นทักเหมือนไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น
ลู่เหยาวางโทรศัพท์ลงตรงขอบโต๊ะ ภาพหน้าจอหันไปทางเขา
“เมื่อไรที่ฉันคบกับนาย”
เสียงคุยรอบโต๊ะเงียบลง ชายหนุ่มเหลือบดูหน้าจอแวบหนึ่งก่อนหัวเราะกลบ “คนในกลุ่มแซวกัน ฉันก็พูดเล่นนิดเดียวเอง”
“กินข้าวกับเพื่อนหลายคนสองครั้งเรียกคบ?”
“เธอจะจริงจังอะไรขนาดนั้น”
“ถ้านายพูดแค่ว่าเคยกินข้าวกับฉัน ฉันไม่เสียเวลาขับรถมาหาหรอก” ลู่เหยาเลื่อนหน้าจอลงไปถึงข้อความอีกบรรทัด “แต่นี่นายบอกว่าฉันเคยนอนกับนาย”
“ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มข่าวเสียหน่อย คนอื่นก็พูดกันว่าเธอเที่ยวกับผู้ชายเยอะ”
“ฉันมีเพื่อนผู้ชายเยอะ กับฉันนอนกับผู้ชายเยอะ เป็นคนละเรื่อง” เธอมองเขาตรง ๆ “นายจีบฉัน ฉันไม่เอา หลังจากนั้นแทบไม่ได้คุยกัน จำไม่ได้หรือ”
“แล้วจะเอายังไง”
“ลบที่พิมพ์ไว้ ขอโทษในกลุ่มเดิม แล้วบอกตามจริงว่าเราไม่เคยคบกัน”
เขาหัวเราะเยาะ “ถ้าฉันไม่ทำล่ะ”
“งั้นฉันส่งภาพทั้งหมดให้มหาวิทยาลัย แล้วให้ทนายที่บ้านคุยต่อ นายเลือกเอง”
ชายหนุ่มเอื้อมมาหมายจะหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะ ลู่เหยารั้งเครื่องกลับทัน อีกฝ่ายตามมาคว้าข้อมือ เธอบิดมือหลบแล้วผลักแขนเขากลับไปพ้นตัวในจังหวะเดียว
เพื่อนสองคนรีบเข้ามาห้าม ไม่ให้เรื่องเลยเถิดมากกว่าเดิม ชายหนุ่มคงรู้เหมือนกันว่าถ้ายังฝืนต่อก็ไม่มีอะไรเข้าข้างตัวเอง จึงสบถเบา ๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์ออกมา
ข้อความแก้ข่าวถูกส่งต่อหน้าทุกคน เขายอมรับว่าเรื่องเคยคบกับเฉียวลู่เหยา รวมถึงเรื่องที่พูดเกินเลยไปกว่านั้นเป็นเรื่องที่ตนแต่งขึ้นเอง
ลู่เหยาอ่านจนจบจึงหยิบกระเป๋ากลับขึ้นมา
“คราวหน้าถ้าอยากเล่าอะไรให้ตัวเองดูดี ใช้เรื่องของตัวเองนะ อย่ายืมชื่อฉัน”
เธอเดินออกจากร้านโดยไม่รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ
ข่าวลือทำนองนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลุดมาถึงหู ลู่เหยาชอบออกไปกินข้าว ร้องเพลง เที่ยวกับเพื่อนทั้งผู้หญิงผู้ชาย ใครไม่รู้จักเธอจริงจะพูดอย่างไรก็ห้ามไม่ได้ แต่คนที่เอาชื่อเธอไปแต่งเรื่องตรง ๆ แบบวันนี้ เธอไม่คิดปล่อยให้ผ่านแล้วจบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอกลับขึ้นรถ เพื่อนคนเดิมส่งข้อความมาบอกว่าเห็นคำขอโทษในกลุ่มแล้วและแคปเก็บไว้ให้ เธอตอบขอบคุณ ก่อนเห็นชื่อหลินเยว่ชิงอยู่ในรายการแชต
เดิมตั้งใจกลับบ้าน แต่ห้างใหญ่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโล ลู่เหยาจึงเปลี่ยนเส้นทาง ของตอบแทนที่พ่อแม่ให้ตอนหลินเยว่ชิงช่วยชีวิตเธอเป็นส่วนของผู้ใหญ่ เธออยากเลือกของของตัวเองให้อีกชิ้น ไม่ต้องแพงมาก แต่ไม่อยากหยิบอะไรก็ได้แล้วจบ
ทางฝั่งคลินิก จิ่งหาวเปลี่ยนมาเป็นคนขับรถตามเดิม เหวินเฉิงนั่งด้านหลังและเงียบมาตลอดครึ่งทาง เม่ยเยี่ยนถูกกำจัดแล้ว แต่การอดนอนกับการถูกดึงพลังมาสองคืนไม่ได้หายไปพร้อมกัน เขาจึงเอนศีรษะพิงเบาะและหลับตาพัก
จิ่งหาวมองกระจกหลังอยู่สองครั้ง “พี่ หลับได้ก็หลับเถอะ ถึงบ้านผมปลุก”
“นายมองถนนไป”
“ผมมองอยู่”
“เมื่อกี้นายมองฉัน”
คนเป็นน้องกลับไปสนใจทางทันที “คนป่วยนี่จับผิดเก่งจริง ๆ”
หลินเยว่ชิงนั่งข้างคนขับ เปิดดูข้อความที่หลัวจิ่นหลานส่งมาให้ลูกชายก่อนหน้านี้แล้วถาม “คุณแม่คุณอยากเชิญฉันไปบ้านตั้งแต่ก่อนหน้านี้หรือคะ”
“ตั้งแต่เรื่องจื่ออันแล้วครับ แม่พูดอยู่หลายครั้ง แต่ตอนนั้นคนในบ้านอยู่ไม่พร้อมกัน พอจะนัดจริงก็มีเรื่องอื่นแทรกอีก”
“วันนี้ก็ยังอยู่ไม่ครบ”
“ถ้ารอให้บ้านผมครบทุกคน อาจารย์ต้องจองล่วงหน้าครับ”
เหวินเฉิงพูดจากเบาะหลัง “ฟังเหมือนบ้านเรามีสมาชิกยี่สิบคน”
“พี่ ๆ แต่ละคนเรียกตัวยากจริงนี่ครับ”
หลินเยว่ชิงไม่ได้ต่อบท เธอย้ำเพียงเรื่องเดียวว่าเมื่อถึงบ้านยังไม่ต้องย้ายหรือเก็บของที่วางอยู่ตามปกติ จิ่งหาวรับปากว่าแม่สั่งคนไว้แล้ว
รถเลี้ยวผ่านประตูบ้านเซี่ยในช่วงบ่าย จิ่งหาวเพิ่งชะลอรถก็เห็นแม่ออกมายืนรออยู่หน้าอาคารหลัก เซี่ยเหวินซานตามออกมาทีหลัง
พอรถจอด เหวินเฉิงลงจากเบาะหลังก่อน
หลัวจิ่นหลานตรงเข้าไปหาลูกชายทันที “หน้าแบบนี้เรียกว่าดีขึ้นแล้วหรือ เมื่อเช้าก็ยังไม่ซีดขนาดนี้”
“ผมแค่ง่วงครับ”
“เมื่อคืนก็บอกแค่ง่วง”
“คราวนี้ง่วงจริงครับ”
จิ่งหาวปิดประตูรถแล้วพูดแทรก “แม่ครับ ถ้าจะสอบพี่สาม เอาไว้เข้าไปสอบข้างในก่อน อาจารย์ยังอยู่ตรงนี้”
ก่อนหน้านี้เธอเคยเห็นหลินเยว่ชิงจากคลิปและรูปถ่ายมากกว่าหนึ่งครั้ง ตอนนั้นรู้สึกเพียงว่าหน้าตาคุ้นอย่างประหลาด แต่เมื่อคนจริงมายืนอยู่ไม่กี่ก้าว ความรู้สึกนั้นกลับชัดขึ้นจนลืมไปชั่วขณะว่าตนกำลังจะพูดอะไร
หลินเยว่ชิงเป็นฝ่ายทักก่อน “คุณป้าสวัสดีค่ะ”
หลัวจิ่นหลานรู้ตัว “สวัสดีจ้ะ ขอโทษที ป้ามัวแต่มอง”
เธอเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม คราวนี้ไม่ได้จ้องเสียมารยาทเหมือนเมื่อครู่แล้ว “เรื่องจื่ออันก็ครั้งหนึ่ง เรื่องเหวินเฉิงก็อีก ป้าอยากเจอเธอต่อหน้ามานานแล้ว แต่บ้านนี้แต่ละคนไม่ค่อยอยู่พร้อมกันสักที”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“เรียกเยว่ชิงได้ไหมจ๊ะ เรียกคุณหลินแล้วรู้สึกห่างเกินไป”
“ได้ค่ะ”
จิ่งหาวซึ่งยืนอยู่ข้างรถทำเสียงเบา ๆ “เมื่อกี้ตอนโทรยังเรียกอาจารย์หลินอยู่เลย”
หลัวจิ่นหลานหันไป “นายมีปัญหา?”
“ไม่มีครับ”
“งั้นช่วยพี่นายถือของ”
“พี่สามมีแค่โทรศัพท์กับแว่นเองนะครับ”
เหวินเฉิงส่งโทรศัพท์ให้น้องทันที “ถือ”
จิ่งหาวรับมาแบบไม่ทันตั้งตัว “พี่เอาจริง?”
“แม่สั่ง”
เซี่ยเหวินซานหัวเราะออกมาแล้วบอกให้เข้าบ้านก่อน แดดด้านนอกยังแรง คนเพิ่งหายจากอาการอ่อนเพลียไม่ควรยืนตากอยู่นาน
หลัวจิ่นหลานจึงเดินนำหลินเยว่ชิงเข้าไป แต่มาถึงกลางทางก็ช้าลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ตอนตั้งครรภ์จิ่งหาว หลัวจิ่นหลานเคยถามหมอมากกว่าหนึ่งครั้งว่ามีเด็กเพียงคนเดียวแน่หรือ เพราะการตั้งครรภ์ก่อนหน้านั้นทำให้ทุกคนในบ้านเคยหวังว่าจะได้เด็กมาเป็นคู่กันอีก ทว่าผลตรวจทุกครั้งยืนยันตรงกันว่าในท้องมีเพียงคนเดียว
พอจิ่งหาวเกิด เรื่องนั้นก็ถูกลืมไปตามเวลา
“แม่”
“อะไร”
“เดินต่อเถอะครับ”
“นั่งพักก่อนดีไหมจ๊ะ เดินทางมาตั้งไกล”
หลินเยว่ชิงวางกระเป๋าลงข้างเก้าอี้ “พักสักครู่ก็ได้ค่ะ แล้วฉันค่อยเริ่มดูบ้าน”
“ได้ บ้านยังอยู่เหมือนเดิมทุกอย่าง ป้าบอกคนไว้แล้วว่าอย่าเพิ่งขยับของ”
“ขอบคุณค่ะ”
จิ่งหาวเพิ่งจะนั่งลงข้างอาจารย์ แม่ก็เรียกเสียก่อน
“นายไปดูพี่สาม”
“พี่สามนั่งอยู่กับพ่อแล้วครับ”
“งั้นไปช่วยแม่เอาชา”
“มีแม่บ้านนะครับ”
จิ่งหาวลุกทันที “ผมไปเองครับ”
หลัวจิ่นหลานนั่งลงฝั่งตรงข้ามหลินเยว่ชิง คราวนี้ไม่ได้มองใบหน้าอีกนานเหมือนหน้าบ้าน เพียงถามว่า ก่อนเริ่มตรวจต้องให้คนในบ้านทำอะไรหรือไม่
“ยังไม่ต้องค่ะ ทุกคนใช้ชีวิตตามปกติได้ ฉันขอดูเองก่อน ถ้ามีตรงไหนต้องถาม ฉันจะถามทีหลัง”
“เข้าใจแล้วจ้ะ”
หลัวจิ่นหลานรับคำ ก่อนเสียงจิ่งหาวจะดังมาจากทางครัวว่าแม่เก็บชาไว้ตรงไหน
“เห็นไหม บ้านนี้ถ้าอยู่ครบจริง ๆ คงไม่มีใครได้คุยกันรู้เรื่อง”
หลินเยว่ชิงหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนเสียงจิ่งหาวจะดังมาอีกครั้งว่าตนได้ยินนะครับ