LNCrawler

122

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

122

เสียงจิ่งหาวดังมาจากครัวอีกครั้ง

“แม่ครับ กระป๋องสีขาวด้านในสุดใช่อันนี้หรือเปล่า”

หลัวจิ่นหลานตอบกลับไปว่าถูก คราวนี้ไม่นานเจ้าตัวก็ยกถาดชาเข้ามา เขาวางลงกลางโต๊ะ รินให้หลินเยว่ชิงก่อนหนึ่งถ้วยแล้วถึงนั่งลงข้างพี่ชาย

“กว่าจะได้ชา” เหวินเฉิงว่า

“ถ้าพี่ไม่พอใจ คราวหน้าชงเองก็ได้”

“ฉันไม่ได้อยากดื่มขนาดนั้น”

“งั้นก็อย่าบ่นสิ”

หลัวจิ่นหลานปรายตามองลูกชายคนเล็ก จิ่งหาวจึงยกถ้วยขึ้นดื่ม ไม่ต่อความอีก

พอในห้องสงบลง เธอจึงหันกลับมาหาหลินเยว่ชิง “เมื่อกี้จิ่งหาวเล่าว่าเธออยากมาดูบ้าน เพราะเรื่องที่เกิดกับเหวินเฉิง แล้วก็เรื่องก่อนหน้านี้ของคนอื่นในบ้านด้วยใช่ไหมจ๊ะ”

“ค่ะ แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าเกี่ยวกับบ้านจริงหรือเปล่า”

“ถ้าไม่เกี่ยวก็ดี” เซี่ยเหวินซานพูด “แต่ถ้ามีอะไรผิด คุณหลินบอกได้เลยว่าต้องทำอย่างไร”

หลินเยว่ชิงพยักหน้า ก่อนถามว่าคนในครอบครัวพักอยู่ตรงไหนกันบ้าง

หลัวจิ่นหลานจึงอธิบายว่าบ้านหลักเป็นที่อยู่ของเธอกับสามี ส่วนลูก ๆ ที่โตแล้วแยกไปอยู่บ้านของตัวเองภายในพื้นที่เดียวกัน ไม่ได้สร้างติดกันเป็นแถว แต่กระจายไปตามสวนและถนนด้านใน แต่ละคนเลือกแบบบ้านตามที่ตัวเองชอบ

“เด็กบ้านนี้เยอะ พอโตขึ้นก็มีเวลางานไม่เหมือนกัน บางคนกลับดึก บางคนออกแต่เช้า จะให้อยู่รวมกันหมดก็คงวุ่นวาย ฉันเลยให้แยกกันอยู่ แต่ยังอยู่ใกล้พอให้เรียกกลับมากินข้าวได้”

จิ่งหาวหัวเราะ “คำว่าเรียกนี่ถูกต้องเลยครับ เพราะถ้าไม่โทรตาม บางคนคงไม่กลับ”

“นายกำลังพูดถึงตัวเองหรือเปล่า”

“ผมพูดรวม ๆ ครับ”

“แต่แม่นึกออกอยู่คนเดียว”

เหวินเฉิงยกถ้วยน้ำขึ้นบังปาก จิ่งหาวเห็นเข้าก็ชี้ทันที “พี่กำลังหัวเราะผม”

“ฉันดื่มน้ำ”

“ผมเห็น”

“งั้นก็ตามนั้น”

จิ่งหาวทำอะไรพี่ชายไม่ได้จึงเลิกสนใจ

หลินเยว่ชิงถามต่ออีกไม่กี่อย่าง ทั้งทางเข้าออกหลัก ถนนที่ทุกบ้านใช้ร่วมกัน และด้านไหนเป็นพื้นที่ที่คนในบ้านไม่ค่อยผ่าน หลัวจิ่นหลานตอบไปตามที่รู้ พอได้ข้อมูลคร่าว ๆ เธอก็ลุกขึ้น

“ขอดูรอบบ้านหลักก่อนค่ะ”

ชั้นล่างไม่มีอะไรสะดุดตา หลินเยว่ชิงเดินผ่านห้องรับแขก ห้องอาหาร และทางเดินที่เชื่อมไปด้านหลังโดยไม่ได้ให้ใครขยับของ เธอหยุดตรงประตูสวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกลับออกมาหาคนที่รออยู่

“หลังนี้ไม่มีค่ะ”

“ไม่ต้องขึ้นข้างบนหรือจ๊ะ”

“ไม่ต้องค่ะ”

หลัวจิ่นหลานยังไม่ทันพูดอะไร จิ่งหาวก็ถามขึ้น

“แล้วบ้านผมล่ะครับ”

คนเป็นแม่หันขวับ “ทำไมต้องรีบถาม”

“ผมไม่ได้รีบ แค่ถามไว้”

เหวินเฉิงพูดจากข้าง ๆ “เดือนก่อนนายยังโทรมาบ่นว่าแม่ส่งคนเข้าไปเก็บห้อง”

“พี่จำเรื่องไร้สาระแบบนี้ทำไม”

“นายโทรมาตอนตีหนึ่ง”

จิ่งหาวเงียบไป ก่อนหันหลังเดินตามอาจารย์ออกจากบ้านเหมือนไม่เคยถามเรื่องห้องตัวเองมาก่อน

ลานด้านนอกกว้างกว่าที่เห็นจากในบ้าน ถนนหลายสายแยกออกจากตรงนี้ ทางหนึ่งไปสวน อีกทางผ่านโรงจอดรถ ส่วนเส้นที่ทอดไปด้านหลังเชื่อมกับบ้านของลูก ๆ หลายหลัง

หลินเยว่ชิงไม่ได้ขอเดินเข้าไปดูทุกบ้าน เธอหยุดตรงลานเพียงครู่เดียว ก่อนหยิบยันต์เปล่าออกมาสี่แผ่นแล้วเขียนอักขระสั้น ๆ ลงไป

หลัวจิ่นหลานนั่งหลังตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่รู้ว่ามีเด็กอีกคนเกิดในวันเดียวกับจิ่งหาว เธอแทบไม่ได้พักใจเลย ทุกคำที่ได้ยินจากกู้เหม่ยหลิงจึงไม่ใช่แค่เรื่องเก่า แต่เป็นช่องว่างเกือบยี่สิบปีในชีวิตของลูกคนหนึ่ง เซี่ยเหวินซานไม่ได้เร่งภรรยา เขาเพียงเลื่อนแก้วน้ำมาใกล้มือและปล่อยให้เธอเป็นคนถามในจังหวะของตัวเอง

“ช่วยเอาไปวางตรงทางแยกสี่ด้านค่ะ”

จิ่งหาวรับมา “วางแล้วกลับเลยใช่ไหมครับ”

“ค่ะ”

คราวนี้เขาไปทันที

หลัวจิ่นหลานมองตามลูกชาย “ตั้งแต่เป็นศิษย์เธอ ฉันไม่ค่อยเห็นเขาเถียงเวลาถูกใช้เลย”

เหวินเฉิงตอบ “คงกลัวถูกไล่ออก”

เสียงจากไกล ๆ ดังกลับมา “พี่สาม ได้ยินนะ!”

หลัวจิ่นหลานหลุดหัวเราะ แต่พอจิ่งหาวกลับมา เรื่องเล่นก็จบลงเท่านั้น

หลินเยว่ชิงรออยู่ตรงลานอีกพักหนึ่ง ก่อนเดินไปดูยันต์ทั้งสี่แผ่นด้วยตัวเอง สามแผ่นยังเหมือนตอนวาง มีเพียงแผ่นทางตะวันออกเฉียงใต้ที่หมึกตรงมุมกระดาษซีดลงไปมาก

เธอถือมันไว้แล้วมองผ่านแนวต้นไม้

“ด้านนั้นมีอะไรคะ”

เซี่ยเหวินซานตอบ “เป็นทางของคนสวนครับ พ้นไปก็ถึงกำแพงด้านข้าง”

“ไปดูกันค่ะ”

พื้นที่กว้างพอสมควร เขาจึงให้คนเอารถไฟฟ้าที่ใช้ในสวนออกมา เหวินเฉิงกำลังจะเดินตามทุกคน หลินเยว่ชิงหันไปถามก่อน

“เมื่อคืนคุณได้นอนไหมคะ”

เจ้าตัวไม่ตอบทันที

จิ่งหาวช่วยตอบ “แทบไม่ได้ครับ”

“ฉันไม่ได้ถามนาย”

“แต่พี่ไม่ยอมบอก”

เหวินเฉิงมองน้องชาย ก่อนขึ้นไปนั่งบนรถโดยไม่เถียงเรื่องเดินอีก

ถนนด้านข้างเงียบกว่าบริเวณบ้านหลักมาก พื้นหินทอดผ่านแนวต้นไม้ไปจนถึงประตูเล็กของคนสวน หลินเยว่ชิงเดินนำอยู่ข้างหน้า ยันต์ที่หยิบติดมือมาจากลานเริ่มเย็นลงเมื่อเข้าใกล้ประตู

เธอไม่ได้หยุดตรงนั้น แต่เดินออกไปด้านนอกทันที

อีกฝั่งของกำแพงไม่มีบ้านคน มีเพียงที่ว่างกับต้นไม้เก่าขึ้นกระจายอยู่ตามแนวรั้ว หลินเยว่ชิงเดินเลียบไปได้ช่วงหนึ่งก็ช้าลง แล้ววกกลับมายืนตรงจุดเดิมอีกครั้ง

ยันต์เย็นจัดขึ้นทันที

“ตรงนี้ค่ะ”

จิ่งหาวลงจากรถตามมา “มีของฝังอยู่หรือครับ”

หลินเยว่ชิงย่อตัว วางกระดาษลงใกล้โคนกำแพง ขอบยันต์งอเข้าหาดินช้า ๆ

“ขุดดูค่ะ”

เซี่ยเหวินซานเรียกคนสวนให้เอาเสียมมา จิ่งหาวรับไปหนึ่งอัน ส่วนอีกอันอยู่ในมือพ่อ เหวินเฉิงเพิ่งลงจากรถ หลัวจิ่นหลานก็เรียกไว้

“ลูกอยู่ตรงนี้”

“ผมไม่ได้จะขุดครับ”

“ก็ดี”

“แม่ ผมแค่เย็บสองเข็ม”

“ถึงสองเข็มแม่ก็ไม่ให้จับเสียม”

เหวินเฉิงถอนใจ แต่ไม่ได้เถียงต่อ เขายืนอยู่ข้างรถ มองสองพ่อลูกเริ่มเปิดหน้าดินตามตำแหน่งที่หลินเยว่ชิงชี้

ดินแถวกำแพงแข็งกว่าด้านในสวน พอขุดลึกลงไปได้ช่วงหนึ่ง ปลายเสียมของจิ่งหาวก็กระทบของแข็ง เสียงดังทึบจนทุกคนหันมอง

เขาเขี่ยดินออกจากด้านบน มุมกล่องไม้สีเข้มค่อย ๆ โผล่ขึ้นมา

“อาจารย์”

หลินเยว่ชิงเดินเข้าไปใกล้ “อย่าใช้มือค่ะ ขุดรอบ ๆ ก่อน”

เซี่ยเหวินซานช่วยเปิดดินด้านข้างออกจนเห็นกล่องเกือบทั้งใบ จากนั้นจึงใช้เสียมรองฐานแล้วช่วยกับลูกชายงัดขึ้นมาวางบนพื้น

ดินแห้งเกาะตามร่องไม้หนา จิ่งหาวใช้เศษผ้าจากคนสวนเช็ดตรงมุมหนึ่งออก สีของเนื้อไม้ด้านใต้คล้ำจัดและยังแน่นผิดกับของที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมานาน

หลินเยว่ชิงยังไม่ทันพูด จิ่งหาวก็จำได้ก่อน

“ไม้ไหว?”

“ค่ะ”

เขาแตะจะพลิกกล่อง หลินเยว่ชิงยกมือห้ามเสียก่อน

“อย่าเพิ่ง”

คราวนี้ไม่มีใครถามเล่นอีก

ตัวกล่องเย็นจนเห็นไอชื้นบาง ๆ เกาะตามขอบ ทั้งที่พื้นดินรอบข้างแห้งจากแดด หลินเยว่ชิงวางยันต์ลงบนฝา กระดาษยุบติดเนื้อไม้แทบจะทันที

หลัวจิ่นหลานมองภาพตรงหน้า “ไม้แบบนี้มีอะไรหรือจ๊ะ”

“เก็บไอหยินได้ดีค่ะ”

“คนที่เอามาฝังเลือกมาเอง?”

“ค่ะ”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้เธอหันไปมองหลุมข้างกำแพงอีกครั้ง

กล่องถูกฝังลึกพอสมควร ทั้งยังอยู่ตรงมุมที่คนในบ้านแทบไม่มีเหตุผลต้องออกมาเดิน ต่อให้ไม่มีใครพูดต่อก็รู้ว่าไม่ได้ตกหล่นอยู่ตรงนี้โดยบังเอิญ

ด้านหน้ากล่องมีกุญแจเหล็กคล้องอยู่ สนิมเกาะหนาจนแทบมองไม่เห็นรอยต่อ จิ่งหาวขอคีมจากคนสวน แต่หลินเยว่ชิงรับกล่องไปไว้ตรงหน้าเสียก่อน

“ไม่ต้องค่ะ”

เธอดึงยันต์บนฝาออก เลื่อนมาสอดไว้ใต้ตัวล็อก แล้วกดนิ้วลงบนเส้นหมึก มีเสียงแกร๊กดังเบา ๆ กุญแจยังคล้องอยู่ แต่ตัวกลอนหลุดจากร่องไปแล้ว

จิ่งหาวก้มดู “อันนี้ผมยังเรียนไม่ได้ใช่ไหมครับ”

“พื้นฐานคุณยังไม่ถึงค่ะ”

“ผมยังไม่ได้บอกว่าจะลองวันนี้”

“ดีแล้วค่ะ”

ถ้าเป็นตอนก่อนหน้านี้เขาคงต่ออีกสักประโยค แต่กลิ่นที่ลอดออกมาตามช่องฝากล่องทำให้จิ่งหาวหยุดเอง

ไม่ใช่กลิ่นดินหรือไม้เก่า

เป็นกลิ่นคาวที่ถูกอับอยู่ข้างในมานาน

หลินเยว่ชิงแง้มฝาไว้เพียงนิดเดียว จิ่งหาวถอยออกไปโดยไม่ต้องเตือน เซี่ยเหวินซานขยับมายืนข้างภรรยา ส่วนเหวินเฉิงละจากรถเข้ามาใกล้อีกหน่อย

หลังจากรอ หลินเยว่ชิงจึงเปิดฝากว้างขึ้น

ของด้านในทำให้หลัวจิ่นหลานหายใจสะดุด

แมวดำตัวหนึ่งถูกยัดอยู่ในกล่องแคบ ร่างขดจนขาหน้าพับแนบลำตัว ขนสีดำจับแข็งเป็นก้อนจากเลือดที่แห้งติดทั้งตามตัวและพื้นไม้ ดวงตาของมันยังเปิดค้าง สีเขียวหม่นผิดจากสัตว์ที่ตายมานานแล้ว

หลัวจิ่นหลานหันหน้าหนีทันที มือคว้าแขนสามีไว้แน่น กลิ่นคาวเก่าปนกลิ่นดินชื้นลอยออกมาจากกล่องจนคนสวนต้องถอยไปหนึ่งก้าว ส่วนจิ่งหาวยืนรออยู่ที่เดิม ไม่กล้าแตะของข้างในเองอีก

จิ่งหาวมองอยู่กับที่ “แมว?”

ไม่มีใครตอบเขา

หลินเยว่ชิงดึงยันต์อีกแผ่นออกมา ก่อนวางลงบนอกของแมวดำ กระดาษดีดขึ้นเกือบหลุดจากตัวมัน เธอกดไว้ทันที

จิ่งหาวขยับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว “อาจารย์…”

“อย่าเข้าใกล้ค่ะ”

เขาหยุดอยู่ตรงนั้น

ยันต์สั่นแรงอยู่พักหนึ่งก่อนค่อย ๆ สงบลง หลินเยว่ชิงรอจนกระดาษแนบกับขนอีกครั้ง แล้วจึงสอดมือเข้าไปใต้ลำตัวแมว

จิ่งหาวเห็นเข้าก็รีบหันไปหาคนสวน

“มีถุงมือไหมครับ”

คนสวนกำลังจะค้นของในกล่องเครื่องมือ หลินเยว่ชิงก็ยกร่างแมวดำขึ้นจากกล่องแล้ว