128
128
“...วันนั้น หลังคุณคลอดเด็กคนที่สอง ฉันเป็นคนสั่งให้พาเขาออกไปก่อนที่คุณจะได้เห็นหน้า”
กู้เหม่ยหลิงพูดจบแล้วเงียบลง
โทรศัพท์ของจิ่งหาวยังวางอยู่กลางโต๊ะ จุดสีแดงบนหน้าจอกะพริบเป็นจังหวะ แสดงว่าการบันทึกยังทำงานอยู่ ไม่มีใครขยับไปแตะมัน
หลัวจิ่นหลานนั่งอยู่ข้างสามี มือที่วางบนตักเย็นจนเซี่ยเหวินซานต้องกระชับมือไว้แน่นขึ้น เขาเองยังมีผ้าปิดแผลจากอุบัติเหตุเมื่อวาน แต่ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านก็แทบไม่ได้สนใจอาการตัวเอง
“ทำไมคะ”
คำถามของหลัวจิ่นหลานเบากว่าที่คิด
กู้เหม่ยหลิงมองเธอ ก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น “เพราะคนที่ต้องการเด็กไม่ใช่ฉัน”
จิ่งหาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามขยับตัว แต่ยังไม่พูด เหวินเฉิงเหลือบมองน้องชายเหมือนเตือนไว้ก่อนว่าอย่าเพิ่งแทรก ส่วนพี่ใหญ่ที่นั่งอยู่ไม่ไกลยังเงียบมาตั้งแต่เริ่มบันทึก
เซี่ยเหวินซานเป็นคนถามต่อ “ใครต้องการ”
“พ่อฉัน”
คราวนี้หลินเยว่ชิงเงยหน้าขึ้น
กู้เหม่ยหลิงเหมือนรู้ว่าต่อให้หยุดตรงนี้ คนในห้องก็ไม่มีใครปล่อยเรื่องผ่านไปง่าย ๆ เธอจึงพูดชื่อออกมาเอง
“เผยกั๋วเฉิง”
จิ่งหาวขมวดคิ้ว “ตระกูลเผย?”
กู้เหม่ยหลิงหัวเราะเบา ๆ “รู้จักสินะ”
ชื่อของตระกูลเผยไม่ได้แปลกหู โดยเฉพาะกับบ้านเซี่ย แม้ยังไม่ใช่ตระกูลระดับบนสุดของเมือง แต่ตลอดหลายปีมานี้ธุรกิจเติบโตเร็ว จนถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งว่าอีกไม่นานอาจขึ้นมาเทียบกับบ้านเก่าแก่หลายตระกูลได้
ปัญหาคือ คนที่รู้จักตระกูลเผยต่างรู้เหมือนกันว่าเผยกั๋วเฉิงมีลูกที่เปิดเผยต่อสังคมเพียงไม่กี่คน และในจำนวนนั้นไม่เคยมีชื่อกู้เหม่ยหลิง
พี่ใหญ่จึงถามขึ้นเป็นครั้งแรก “คุณเป็นลูกของเขา?”
“ใช่”
“แต่ใช้นามสกุลแม่?”
“ตั้งแต่เกิด”
กู้เหม่ยหลิงตอบง่ายกว่าที่ทุกคนคาด
“ชื่อของฉันไม่เคยอยู่ในบ้านเผย ไม่เคยร่วมโต๊ะในงานครอบครัว ไม่เคยไปงานเลี้ยงของเขา แม้แต่ตอนเด็ก ถ้าบังเอิญเจอกันข้างนอก ฉันก็ต้องทำเหมือนไม่รู้จัก”
จิ่งหาวมองหน้าเธอ “ลูกนอกสมรส?”
คราวนี้เหวินเฉิงไม่ได้ห้าม เพราะคำถามนั้นตรงเกินกว่าจะอ้อม
“ใช่”
กู้เหม่ยหลิงไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจอย่างที่คนในห้องคิด ตรงกันข้าม น้ำเสียงกลับสงบลงกว่าเดิม
“ตอนยังมีชีวิต ฉันไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องนี้มากที่สุด แต่พอตายแล้วกลับรู้สึกว่ามันไม่ได้สำคัญอย่างที่คิด”
หลัวจิ่นหลานไม่ได้สนใจฐานะในตระกูลเผย เธอถามเรื่องเดียว
“แล้วพ่อคุณเกี่ยวอะไรกับลูกฉัน”
กู้เหม่ยหลิงไม่ตอบทันที
หลินเยว่ชิงวางมืออยู่ข้างจี้หยกบนโต๊ะ แต่ไม่ได้หยิบยันต์ขึ้นมา ไม่มีคำขู่ ไม่มีการบังคับ และไม่มีใครเร่งให้คนตายตรงหน้าพูดเร็วขึ้น
สุดท้ายกู้เหม่ยหลิงก็เป็นฝ่ายเริ่มเอง
“แม่ฉันมาจากหมู่บ้านบนเขา เรียนไม่สูง พอลงมาหางานในเมืองก็ถูกหลอกไปทำงานในร้านเหล้า ตอนนั้นเธอยังเด็กและไม่รู้ทันใครมากนัก คืนหนึ่งเผยกั๋วเฉิงไปที่นั่น แล้วก็เจอกัน”
เธอหยุดไปนิดหนึ่ง
“ตอนนั้นเขามีภรรยาอยู่แล้ว แต่แม่ฉันไม่รู้ กว่าจะรู้ก็ตอนที่ตั้งท้องฉันไปแล้ว”
จิ่งหาวขยับริมฝีปากเหมือนอยากพูดอะไร แต่เห็นสีหน้าของแม่จึงเปลี่ยนใจ
กู้เหม่ยหลิงเล่าต่อโดยไม่มองใคร
“เขาบอกแม่ว่าหย่าไม่ได้ ครอบครัวไม่ยอม ธุรกิจก็ผูกกันหลายทาง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะเลิกกับแม่ กลับพูดว่าคนรักกันไม่จำเป็นต้องมีทะเบียน กระดาษแผ่นเดียวไม่ได้แปลว่าใครรักใครมากกว่า”
เผยกั๋วเฉิงซื้อบ้านหลังเล็กให้หญิงสาวคนหนึ่งอยู่ และบอกว่าบ้านนั้นต่างหากคือที่ที่เขาอยากกลับ ส่วนบ้านใหญ่เป็นเพียงหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม่ของกู้เหม่ยหลิงเชื่อทุกคำ
เธอไม่กล้าพูดชื่อจริงของคนรักกับใคร ไม่เคยถามว่าทำไมเทศกาลสำคัญต้องอยู่คนเดียว และต่อให้เผยกั๋วเฉิงหายไปนานเป็นเดือน พอกลับมาอีกครั้งก็ยังต้อนรับเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“ตอนเด็กฉันเคยถามแม่ว่าทำไมคนอื่นมีพ่อไปงานโรงเรียนได้ แต่ฉันไม่มี”
กู้เหม่ยหลิงมองปลายนิ้วตัวเอง
“แม่บอกว่าพ่องานยุ่ง”
ไม่มีใครพูดแทรก
“โตขึ้นฉันถึงเข้าใจว่าไม่ใช่งานยุ่ง แต่เขาไม่สามารถยืนข้างฉันต่อหน้าคนอื่นได้ต่างหาก”
เหวินเฉิงถาม “เพราะอย่างนี้คุณถึงไม่เคยแต่งงาน?”
กู้เหม่ยหลิงพยักหน้า “ฉันเห็นแม่รอผู้ชายคนหนึ่งมาทั้งชีวิต เห็นเธอหาเหตุผลแทนเขาทุกครั้งที่ไม่มา แล้วจะให้ฉันเชื่อเรื่องชีวิตคู่ได้ยังไง”
หลัวจิ่นหลานฟังถึงตรงนี้ก็ยังไม่มีท่าทีจะถามเรื่องส่วนตัวของเธอต่อ
“แล้วเผยกั๋วเฉิงมาหาคุณเรื่องอะไร”
คำถามดึงเรื่องกลับมาในทันที
กู้เหม่ยหลิงเงียบไปก่อนตอบ “ตอนนั้นธุรกิจของบ้านเผยไม่ดี”
เซี่ยเหวินซานมองเธอ “ไม่ดีถึงขั้นไหน”
“ไม่ได้ใกล้ล้มละลาย แต่ติดอยู่ที่เดิมมาหลายปี ลงทุนอะไรใหม่ก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง โครงการใหญ่มีปัญหาติดกันหลายครั้ง เผยกั๋วเฉิงเป็นคนทะเยอทะยาน เขาไม่ยอมให้ตระกูลหยุดอยู่ตรงนั้น”
ช่วงนั้นเองเขาได้รู้จักคนคนหนึ่งที่เผยกั๋วเฉิงเรียกว่าอาจารย์
กู้เหม่ยหลิงไม่รู้ว่าชายคนนั้นมาจากไหน รู้เพียงว่าหลังพบกันไม่กี่ครั้ง พ่อของเธอก็เชื่อทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูด
“เขาบอกว่าดวงของตระกูลเผยไปได้เท่านี้ ถ้าอยากขึ้นสูงกว่านั้น ต้องเอาโชคจากภายนอกเข้ามาหนุน”
จิ่งหาวถาม “ยังไง”
“เด็กแรกเกิด”
คำตอบทำให้สีหน้าหลัวจิ่นหลานแข็งขึ้น
กู้เหม่ยหลิงเห็น แต่ยังพูดต่อ
“ต้องเป็นเด็กที่มีวาสนาแรงพอ ถ้าเอาดวงของเด็กไปผูกกับตระกูลเผยได้ บ้านเผยก็จะยืมแรงนั้นไปใช้ ธุรกิจที่ติดขัดจะค่อย ๆ เปิดทาง”
จิ่งหาววางมือบนเข่าตัวเองแน่นขึ้น “เขาฟังเรื่องแบบนี้แล้วคิดว่าดี?”
กู้เหม่ยหลิงมองเขา “สำหรับคนที่อยากได้มากพอ เหตุผลที่ใช้ไม่ได้ก็ฟังขึ้นได้ทั้งนั้น”
คำตอบนี้ทำให้เขาเงียบ
“แล้วเขาก็นึกถึงคุณ” พี่ใหญ่พูด
“ใช่”
ตอนนั้นกู้เหม่ยหลิงทำงานอยู่แผนกสูติฯ แม้ยังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งสูงอย่างทุกวันนี้ แต่ก็ดูแลคนไข้และอยู่กับเด็กแรกเกิดแทบทุกวัน
เผยกั๋วเฉิงจึงมาหาเธอ
“เขาบอกว่าฉันช่วยได้”
“คุณตอบตกลง?” หลัวจิ่นหลานถาม
“ครั้งแรกฉันปฏิเสธ”
คราวนี้แม้แต่เซี่ยเหวินซานยังมองเธอนานขึ้น
“ฉันบอกเขาว่าบ้าไปแล้ว ต่อให้ไม่พูดว่าเรื่องนั้นผิดแค่ไหน แค่ถูกจับได้ฉันก็เสียทุกอย่างที่เรียนและทำงานมา ฉันไม่ยอมเอาอนาคตตัวเองไปแลกกับธุรกิจบ้านเผย”
“แล้วอะไรทำให้เปลี่ยนใจ” เหวินเฉิงถาม
กู้เหม่ยหลิงหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่ไม่มีความขำอยู่ในเสียง
“เขารู้ว่าถ้าบีบฉันไม่ได้ ต้องบีบแม่ฉัน”
ห้องรับแขกเงียบลง
กู้เหม่ยหลิงไม่ได้เล่าเป็นเรื่องยาวเหมือนก่อน เธอพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้ทุกคนเข้าใจ
เผยกั๋วเฉิงบอกว่า ถ้าเธอไม่ช่วย หลังจากนั้นเขาจะไม่กลับไปบ้านหลังเล็กอีก จะไม่ติดต่อ ไม่ส่งเงิน และจะถือว่าความสัมพันธ์กับแม่ของเธอจบลง
“ถ้าเขาพูดแบบนั้นกับฉัน ฉันคงเดินออกมาได้”
กู้เหม่ยหลิงพูด
“แต่คนที่ได้ยินคือแม่”
หญิงคนนั้นร้องไห้ทั้งคืน ไม่ได้โกรธผู้ชายที่กำลังขู่จะทิ้ง กลับถามลูกสาวซ้ำ ๆ ว่าตัวเองทำอะไรผิด ถึงทำให้เขาไม่อยากกลับบ้าน
“แม่ฉันอยู่แบบนั้นมาหลายสิบปี เผยกั๋วเฉิงพูดอะไร เธอก็เชื่อ เขาไม่มา เธอก็รอ เขาโกรธ เธอก็โทษตัวเอง”
จิ่งหาวอดถามไม่ได้ “คุณไม่เคยคิดจะพาแม่ไปจากเขา?”
“คิดสิ”
“แล้ว?”
“แม่ไม่ไป”
คำตอบสั้นจนไม่เหลืออะไรให้ถามต่อ
หลัวจิ่นหลานก้มมองมือของตัวเอง เธอไม่ได้เห็นใจกู้เหม่ยหลิงจนลืมสิ่งที่อีกฝ่ายทำ เพียงเข้าใจแล้วว่าทำไมคำว่าแม่ถึงถูกใช้เป็นเครื่องมือได้
“เผยกั๋วเฉิงไม่ได้ให้แต่คำขู่ใช่ไหมคะ”
คราวนี้เป็นหลินเยว่ชิงถาม
กู้เหม่ยหลิงหันมามองทันที
“คุณรู้?”
“เดาค่ะ ถ้ามีแต่เรื่องแม่ คุณคงไม่พูดถึงตำแหน่งของตัวเองก่อนหน้านี้”
กู้เหม่ยหลิงเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนยอมรับ
“เขาสัญญาด้วย”
“เรื่องอะไร”
“ถ้าตระกูลเผยขึ้นไปถึงระดับที่เขาต้องการได้ เขาจะรับฉันกับแม่กลับเข้าไปอย่างเปิดเผย ให้แม่มีฐานะที่ไม่ต้องหลบซ่อนอีก แล้วก็จะช่วยเรื่องงานฉัน”
เหวินเฉิงมองเธอ “ช่วยให้ขึ้นตำแหน่ง?”
“ใช่”
ตอนนั้นกู้เหม่ยหลิงมีความสามารถและผลงานดี แต่ในโรงพยาบาลไม่ได้มีเพียงคนเก่งคนเดียว หลายคนมีทั้งผลงานและคนหนุนหลัง หากสู้ด้วยตัวเอง เธออาจขึ้นไปได้ในวันหนึ่ง แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร
“ฉันอยากเป็นหัวหน้าแผนก”
เธอพูดตรง ๆ
“อยากขึ้นไปสูงกว่านั้นด้วย ฉันทำงานมาหลายปีและคิดว่าตัวเองเก่งพอ แต่ฉันก็รู้ว่าความเก่งอย่างเดียวไม่ช่วยทุกเรื่อง”
พี่ใหญ่ถาม “เผยกั๋วเฉิงทำได้?”
“ตอนนั้นฉันเชื่อว่าเขาทำได้”
“แล้วสุดท้ายก็ทำได้จริง”
กู้เหม่ยหลิงไม่ได้ตอบ แต่ตำแหน่งผู้อำนวยการที่เธอครองอยู่จนถึงวันตายเป็นคำตอบอยู่แล้ว
จิ่งหาวนั่งฟังมานาน คราวนี้จึงถามขึ้น “สรุปคือ เขาเอาแม่คุณมาขู่ เอาสถานะของคุณกับแม่มาล่อ แล้วเพิ่มตำแหน่งงานให้ด้วย”
“ใช่”
“แล้วคุณก็ยอม?”
กู้เหม่ยหลิงมองเขา
จิ่งหาวไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเหมือนปกติ สีหน้าก็ไม่มีมุกหลงเหลืออยู่
“ผมไม่ได้ถามเพื่อให้คุณแก้ตัว ผมแค่อยากรู้ว่าตรงไหนคือจุดที่คุณตัดสินใจว่า ลูกของคนอื่นเอาไปแลกกับของพวกนี้ได้”
เหวินเฉิงหันมามองน้องชาย แต่ไม่ได้ห้าม
กู้เหม่ยหลิงนิ่งอยู่นาน
“ฉันไม่มีคำตอบที่ทำให้เรื่องมันดูดีขึ้นหรอก”
“งั้นไม่ต้องทำให้ดูดีครับ”
จิ่งหาวตอบ
“พูดตามจริงก็พอ”
หลัวจิ่นหลานยกมือแตะแขนลูกชายเบา ๆ เขาจึงหยุดพูดต่อ แต่ยังไม่ละสายตาจากกู้เหม่ยหลิง
อีกฝ่ายหันไปมองโทรศัพท์ที่กำลังบันทึกอยู่
“ตอนนั้นฉันคิดหลายอย่าง ฉันกลัวแม่จะทำร้ายตัวเองถ้าเผยกั๋วเฉิงทิ้งไปจริง ๆ ฉันเกลียดการที่ต้องอยู่ในฐานะลูกซึ่งพูดชื่อพ่อไม่ได้ แล้วฉันก็อยากได้ตำแหน่ง”
เธอหยุดนิดหนึ่ง
“ถ้าถามว่ามีเหตุผลไหนสำคัญที่สุด ฉันตอบไม่ได้แล้ว”
เซี่ยเหวินซานพูด “แต่สุดท้ายคุณเลือกช่วยเขา”
“ใช่”
หลัวจิ่นหลานหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ “แล้วกล่องที่ฝังอยู่รอบบ้านเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า”
คำถามเปลี่ยนไปอีกช่วงเวลา
กู้เหม่ยหลิงไม่ได้หลบ
“เกี่ยว แต่ไม่ได้เกิดพร้อมกัน”
“คุณเป็นคนสั่งให้ทำ?”
“ใช่”
จิ่งหาวขยับตัวทันที
หลินเยว่ชิงมองเขาเพียงครั้งเดียว ชายหนุ่มจึงยังนั่งอยู่ที่เดิม แต่สีหน้าเย็นลงชัดเจน
เซี่ยเหวินซานถาม “คุณรู้ไหมว่าของพวกนั้นถ้าทิ้งไว้นานพอจะทำอะไรกับครอบครัวผม”
“รู้”
“รู้ว่าคนในบ้านอาจตาย?”
“รู้”
หลัวจิ่นหลานมองคนตรงหน้าอยู่นาน
“พวกเราเคยทำอะไรให้คุณไหมคะ”
กู้เหม่ยหลิงส่ายหน้า
“ไม่เคย”
“แล้วทำไม”
ครั้งนี้เธอไม่ได้ตอบทันที
“เพราะมีคนรู้เรื่องเมื่อก่อน”
หลินเยว่ชิงถาม “เรื่องเด็ก?”
“ใช่”
“เขาขู่คุณ?”
กู้เหม่ยหลิงพยักหน้า
เกือบหนึ่งปีก่อน มีคนเอาเรื่องในอดีตกลับมาพูดกับเธอ คนคนนั้นรู้มากพอจะทำให้กู้เหม่ยหลิงเชื่อว่า หากเรื่องถูกเปิดออก ทุกอย่างที่เธอสร้างมาจะพังพร้อมกัน
ตำแหน่ง ชื่อเสียง รวมถึงฐานะที่ซ่อนไว้กับบ้านเผย
“ฉันไม่อยากให้คนรู้ว่าฉันเป็นใคร ไม่อยากให้ข่าวเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนถูกขุดขึ้นมา แล้วก็ไม่อยากให้เผยกั๋วเฉิงรู้ว่าเรื่องที่เขาคิดว่าจบไปแล้ว ยังมีร่องรอยเหลืออยู่”
หลัวจิ่นหลานถาม “คุณกลัวเขา?”
“ฉันกลัวเขาไปลงกับแม่”
“ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว”
“สำหรับแม่ฉัน ต่อให้ผ่านอีกกี่ปีก็เหมือนเดิม”
กู้เหม่ยหลิงหัวเราะอย่างเหนื่อยล้า
“เธอยังรอเขาเหมือนเดิม”
พี่ใหญ่ถาม “คนที่ขู่คุณเป็นคนสั่งให้ทำของรอบบ้าน?”
“ไม่”
“แล้วใครสั่ง”
“ฉันเอง”
คำตอบทำให้ไม่มีใครพูดอยู่พักหนึ่ง
“เขาเอาความลับมาบีบ ฉันเป็นคนคิดเองว่าถ้าบ้านเซี่ยไม่มีใครเหลือ เรื่องนี้ก็จบ”
จิ่งหาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกไปหยุดข้างหน้าต่างโดยไม่พูดอะไร
หลัวจิ่นหลานกลับนิ่งกว่าลูกชาย
“ถ้าคนที่อยากรู้เรื่องลูกคือฉัน คุณเล่นงานฉันคนเดียวก็พอ ทำไมต้องใส่ดวงของสามีฉันกับลูกทุกคนลงไปด้วย”
กู้เหม่ยหลิงตอบช้าลง
“เพราะถ้าเหลือใครสักคน เรื่องก็ยังมีคนตามต่อได้”
มือของเซี่ยเหวินซานกระชับรอบมือภรรยา
เหวินเฉิงนั่งนิ่งอยู่ตรงเดิม แขนข้างที่มีแผลวางพาดบนพนักอย่างระวัง ส่วนพี่ใหญ่เหลือบมองโทรศัพท์บนโต๊ะเพื่อเช็กว่าการบันทึกยังทำงานอยู่ ก่อนถอนมือกลับเมื่อเห็นจุดสีแดงยังคงกะพริบ
หลินเยว่ชิงถามเพียงครั้งเดียว “ของที่ฝังรอบบ้านกับเรื่องเมื่อก่อนเป็นคนละช่วงเวลา แต่คุณทำเพื่อปิดเรื่องเดียวกัน ใช่ไหมคะ”
“ใช่”
หลัวจิ่นหลานหลับตาลงครู่หนึ่ง พอเปิดขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ได้ถามถึงคนที่ขู่ ไม่ถามถึงตำแหน่ง และไม่ถามเรื่องตระกูลเผยต่อ
“พอแล้วค่ะ”
กู้เหม่ยหลิงมองเธอ
“เรื่องพวกนั้นฉันไม่อยากรู้แล้ว ฉันอยากรู้เรื่องลูก”
น้ำเสียงของคนเป็นแม่แหบลงเล็กน้อย
“คุณบอกว่าเผยกั๋วเฉิงอยากได้เด็กแรกเกิด เขามาหาคุณ คุณไม่ยอม แล้วเขาใช้แม่ของคุณ ใช้ฐานะที่คุณกับแม่อยากได้ แล้วก็ใช้ตำแหน่งงานมาบีบ”
เธอหยุดนิดหนึ่ง
“หลังจากนั้นคุณทำยังไง”
กู้เหม่ยหลิงไม่ได้ตอบทันที
จิ่งหาวซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่างหันกลับมา แต่ยังไม่เดินมานั่ง
เซี่ยเหวินซานถามแทนภรรยา “คุณกลับไปปฏิเสธเขาอีกหรือเปล่า”
กู้เหม่ยหลิงส่ายหน้า
“ฉันกลับไปหาเผยกั๋วเฉิง”
หลัวจิ่นหลานมองเธอไม่กะพริบ
“เพื่อบอกเขาว่า...”
กู้เหม่ยหลิงพูดต่อเอง
“ฉันตกลง”
จิ่งหาวกลับมาที่โต๊ะ เขานั่งลงข้างพี่ชายแล้วเอื้อมมือหมุนโทรศัพท์ให้กล้องหันตรงไปทางกู้เหม่ยหลิงมากขึ้น
ไม่มีใครห้ามเขา
กู้เหม่ยหลิงมองโทรศัพท์ก่อนเลื่อนสายตาไปหาหลัวจิ่นหลาน
“ตอนนั้นฉันรับปากว่าจะช่วยพ่อ”
หลัวจิ่นหลานยังจับมือสามีไว้แน่น
จิ่งหาวนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้น
“พูดต่อครับ”
กู้เหม่ยหลิงหันมามองเขาชายหนุ่มไม่หลบสายตา
“ผมอยากรู้เรื่องหลังจากนั้น”