12
12
เฉียวหมิงเต๋อยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่ สายแจ้งตำรวจเพิ่งเชื่อมต่อ ขณะที่เกาเจิ้นไห่ยืนแข็งอยู่หน้าประตูเพราะยันต์กลางหลัง เฉียวลู่เหยาซึ่งเพิ่งฟื้นฝืนยกตัวขึ้นจากหมอน “พ่อคะ แจ้งเลย คนนี้หลอกเอาเงินเรา!” เสียงยังแหบ แต่พูดรวดเดียวตั้งแต่เกาเจิ้นไห่มองไม่เห็นวิญญาณ เรียกชื่อผิด ไปจนถึงคำขู่เรื่องสามวัน สวี่เยี่ยนต้องกดไหล่ลูกให้นอนลง
“เพิ่งฟื้นก็พูดไม่หยุดแล้ว รู้ไหมว่าแม่กลัวแค่ไหน”
เฉียวลู่เหยาเงียบไป ก่อนซุกหน้ากับไหล่แม่ “หนูก็กลัวว่าจะกลับมาไม่ได้ค่ะ” ด้านหน้าประตู เกาเจิ้นไห่ยังไม่ยอมรับ เขายืนยันว่าพิธีของตนเรียกวิญญาณกลับมาแล้ว ส่วนหลินเยว่ชิงแค่ทำขั้นตอนสุดท้าย หากไม่มีเขาปูทางไว้ ผู้ป่วยไม่มีทางฟื้นเร็วขนาดนี้
เฉียวลู่เหยาเบิกตากว้าง “ตอนคุณบอกว่าพิธีเสร็จ ฉันยังยืนด่าคุณอยู่ข้างเตียงเลยนะ!” ชายคนนั้นหน้าแข็ง ก่อนเปลี่ยนไปอ้างว่าหลินเยว่ชิงอาจใช้วิชาอื่นกักวิญญาณไว้เพื่อใส่ร้าย เฉียวหมิงเต๋อไม่เสียเวลาฟังอีก เขาบอกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเพิ่งเข้ามาให้เฝ้าตัวไว้จนตำรวจมาถึง
หลินเยว่ชิงยกมือ ยันต์กลางหลังหลุดออก เกาเจิ้นไห่เหมือนรอจังหวะนี้อยู่แล้ว เขากระชากประตูและพุ่งหนีทันที
“จับไว้ครับ!”
เจ้าหน้าที่สองคนเข้าขวาง เขาหนีได้ไม่ถึงปลายโถงก็ถูกกดติดผนัง กระเป๋าไม้หลุดจากมือ ของด้านในกระจายทั้งกระดิ่ง เหรียญเก่า ยันต์ที่เขียนผิด และลูกประคำเคลือบเงา เฉียวลู่เหยาชะโงกมอง “ตอนรับเงินเดินสง่าเชียว พอหนีวิ่งเร็วกว่าคนส่งอาหารอีก”
สวี่เยี่ยนหลุดหัวเราะทั้งที่ยังเช็ดน้ำตา เมื่อห้องสงบลง เฉียวหมิงเต๋อเดินมาหาหลินเยว่ชิง “เรื่องวันนี้ผมต้องขอโทษจริง ๆ ครับ คุณมาช่วยลูก แต่ผมกลับให้คนกันไว้นอกห้อง”
“ถ้าเป็นฉันก็คงไม่ฝากชีวิตลูกไว้กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันค่ะ”
คำตอบไม่ได้ทำให้เขารู้สึกติดค้างน้อยลง เฉียวหมิงเต๋อจึงขอเลขบัญชี สวี่เยี่ยนช่วยพูดอีกแรงว่า เงินไม่อาจเทียบกับชีวิตลูกสาวได้ ยอดที่ครอบครัวเสนอคือสองล้านหยวน หลินเยว่ชิงรับไว้ การช่วยคนใช้ทั้งเวลาและพลัง การรับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสมทำให้ต่างฝ่ายไม่ติดค้างกัน และเงินก้อนนี้ยังนำไปช่วยคนอื่นต่อได้
เฉียวลู่เหยาพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าพ่อให้แค่คำขอบคุณ หนูจะเป็นคนเพิ่มเอง”
“โทรศัพท์เธอยังไม่รู้ว่าอยู่ไหนเลย” สวี่เยี่ยนดุลูก
“งั้นเพิ่มเวยซิ่นไว้ก่อนก็ได้ค่ะ”
หลินเยว่ชิงจึงให้ช่องทางติดต่อ แต่ไม่รับปากเรื่องของแปลกหรือคดีผีที่อีกฝ่ายกำลังจะถามต่อ
ตำรวจมาถึงไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาตรวจบัตรประชาชนกับนามบัตรของเกาเจิ้นไห่แล้วพบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ชื่อ “อาจารย์เกา” ที่ใช้รับงานเป็นชื่อของบุคคลอีกคนซึ่งอยู่ต่างเมือง ส่วนชายตรงหน้าเคยเปลี่ยนหมายเลขและใช้ชื่อปลอมมาหลายครั้ง
ระหว่างตำรวจตรวจของในกระเป๋าไม้ ยังพบยันต์หลายชุดที่เขียนด้วยลายมือคนละแบบ ใบเสร็จจากร้านขายของโบราณ และรายการโอนเงินจากครอบครัวผู้เสียหายหลายราย บางคนจ่ายหลักหมื่น บางคนจ่ายหลักแสนโดยมีข้อความกำกับว่าเป็น “ค่าพิธี” ตำรวจจึงขอให้เฉียวหมิงเต๋อส่งหลักฐานการติดต่อทั้งหมดเพิ่ม เพื่อเชื่อมกับคดีอื่นที่อาจมีรูปแบบเดียวกัน
ในโทรศัพท์ยังมีข้อความคุยกับครอบครัวผู้เสียหายรายอื่น รวมถึงภาพใบรับรองที่น่าจะดัดแปลง ตำรวจจึงพาตัวกลับไปสอบสวนพร้อมอุปกรณ์ทั้งหมด เกาเจิ้นไห่ยังตะโกนว่าถูกใส่ร้ายจนประตูลิฟต์ปิด เฉียวลู่เหยาถอนใจ “เสียดาย ตอนเป็นวิญญาณหนูด่าเขาเท่าไรก็ไม่ได้ยิน พอกลับเข้าร่างแล้วดันไม่มีแรงด่า”
“เก็บแรงไว้คุยกับหมอ” สวี่เยี่ยนดึงผ้าห่มให้ลูก
แพทย์เข้ามาตรวจอีกครั้ง สัญญาณชีพปกติ เพียงต้องพักดูอาการจากการหมดสติมาหลายวัน หลินเยว่ชิงจึงขอตัวกลับ ปล่อยให้ครอบครัวเฉียวได้อยู่ด้วยกัน พอขึ้นรถ เธอถึงนึกได้ว่าไลฟ์ยังเปิดอยู่ โทรศัพท์ถูกวางคว่ำไว้บนโต๊ะระหว่างเกิดเรื่อง คนดูจึงเห็นเพียงเพดานกับขอบเตียงอยู่พักใหญ่ แต่จำนวนผู้ชมกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ขอกะละมังกับชาม: ฉันดูเพดานโรงพยาบาลจนจำตำแหน่งหลอดไฟได้แล้ว
กินหม้อไฟแล้วค่อยลดน้ำหนัก: คนหนึ่งถูกตำรวจพาไปแล้วใช่ไหม
หลินเยว่ชิงตอบเพียงว่า ชายคนนั้นใช้ชื่อผู้อื่นรับงานและเรื่องต่อจากนี้ให้ตำรวจจัดการ จากนั้นก็กดปิดไลฟ์ทันที ทิ้งคนดูไว้กับข้อความประท้วงเต็มหน้าจอ เมื่อกลับถึงห้อง เธอแทบไม่มีแรงทำอย่างอื่น การเขียนยันต์ ใช้คาถาบังตา และส่งวิญญาณกลับร่างในคืนเดียวกินกำลังมากกว่าที่คิด หลินเยว่ชิงจึงหลับไปตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านข้อความที่ค้างอยู่
เช้าวันต่อมา เงินสองล้านหยวนเข้าบัญชีเรียบร้อย เธอแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้จ่าย แล้วเปิดข้อความเก่าจากหลี่ซิ่วหลาน ผู้ดูแลศูนย์เด็กพิการและเด็กกำพร้านอกไห่เฉิง ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเคยส่งรูปหลังคาห้องพักที่รั่วกับรถรับส่งซึ่งเสียจนต้องจอดไว้ แต่ไม่เคยเอ่ยปากขอเงิน
หลินเยว่ชิงโอนเงินหนึ่งล้านไปยังบัญชีศูนย์ พร้อมข้อความให้ซ่อมห้องพักก่อนฤดูฝนและใช้ส่วนที่เหลือเป็นค่ารักษาเด็ก จากนั้นแบ่งเงินอีกส่วนไปยังบ้านพักผู้สูงอายุที่ขาดอุปกรณ์พยุงกับเตียงผู้ป่วย
หลี่ซิ่วหลานโทรกลับมาแทบจะทันทีหลังเงินเข้า เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายโอนผิดบัญชี เมื่อรู้ว่าหลินเยว่ชิงตั้งใจจริง เสียงปลายสายก็สั่นจนพูดไม่เป็นประโยค เธอบอกว่าเด็กสองคนกำลังรอค่าผ่าตัด รถรับส่งเสียมาหลายวัน และห้องนอนด้านหนึ่งต้องเอากะละมังรองน้ำฝน หลินเยว่ชิงเพียงกำชับให้ใช้เงินตามวัตถุประสงค์และเก็บหลักฐานให้ครบ ไม่ต้องประกาศชื่อผู้บริจาค
สำหรับเธอ เรื่องเงินจบลงตรงนั้น แต่ทางศูนย์เด็กไม่สามารถเก็บข่าวไว้เงียบ ๆ ได้ รถรับส่งต้องซ่อมเร่งด่วนและวัสดุมุงหลังคาถูกส่งเข้ามาพร้อมกัน อาสาสมัครคนหนึ่งจึงโพสต์รูปขอบคุณ “คุณหลินผู้ไม่ประสงค์ออกนาม” ลงบนเวยป๋อ โดยไม่เปิดเผยบัญชีหรือข้อมูลส่วนตัว
โพสต์ถูกแชร์ต่อ เพราะยอดบริจาคสูงและศูนย์มีเด็กที่กำลังรอค่ารักษา สื่อท้องถิ่นติดต่อหลี่ซิ่วหลานเพื่อยืนยัน เธอบอกได้เพียงว่าผู้บริจาคเป็นหญิงสาวแซ่หลินจากไห่เฉิงและไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ ข้อมูลเพียงเท่านั้นกลับถูกบัญชีข่าวบันเทิงนำไปเชื่อมกับหลินรั่วซิน นักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังถ่ายละครอยู่ในเมืองเดียวกัน
พาดหัวตั้งคำถามว่า
“คุณหนูหลินผู้ใจบุญ คือหลินรั่วซินหรือไม่?”
ไม่มีหลักฐานยืนยัน มีเพียงนามสกุล เมือง และฐานะครอบครัว แต่แฟนคลับเริ่มขุดภาพเก่าที่หลินรั่วซินเคยไปร่วมงานการกุศลมาสนับสนุน ข่าวจึงเดินทางไปถึงกองถ่ายก่อนพักกลางวัน ผู้จัดการยื่นโทรศัพท์ให้ “รั่วซิน มีคนกำลังเข้าใจว่าเงินบริจาคเป็นของเธอ”
หญิงสาวอ่านข่าวแล้วตอบตรง ๆ “ฉันไม่ได้บริจาค”
“ฉันรู้ แต่ตอนนี้ชื่อเธอขึ้นอันดับค้นหา ยอดติดตามเพิ่ม แบรนด์สองเจ้าก็ติดต่อมาแล้ว”
ผู้ช่วยสาวที่กำลังจัดเครื่องสำอางรอฟังว่าเธอจะสั่งให้แก้ข่าวหรือไม่ แต่หลินรั่วซินกลับถามว่า หากไม่ตอบอะไร กระแสจะอยู่ได้นานแค่ไหน
ผู้จัดการของหลินรั่วซินไม่ได้พูดคำว่าให้รับความดีตรง ๆ เพียงชี้ให้เห็นว่าการตอบคลุมเครือไม่ถือว่าโกหก หากนักข่าวตีความเองก็เป็นเรื่องของนักข่าว ผู้ช่วยในห้องแต่งหน้ามองคนทั้งสองสลับกันเหมือนอยากพูด แต่สุดท้ายก็ก้มหน้าจัดของต่อ เมื่อข่าวขึ้นอันดับค้นหา ความเข้าใจผิดจึงค่อย ๆ กลายเป็น “ข้อเท็จจริง” ในสายตาแฟนคลับโดยไม่มีใครจากกองถ่ายแก้ไข
ช่วงบ่าย นักข่าวถามเรื่องเงินบริจาคจริง ๆ หลินรั่วซินหยุดเดิน แล้วตอบด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“ฉันคิดว่าการช่วยเหลือคนไม่ควรถูกใช้เป็นเรื่องสร้างชื่อค่ะ คนที่ได้รับความช่วยเหลือต่างหากที่สำคัญ”
ไม่มีคำว่าใช่ และไม่มีคำว่าไม่ใช่ พาดหัวในเย็นวันนั้นจึงกลายเป็นว่า หลินรั่วซินไม่ขอรับคำชมและให้ความสำคัญกับผู้ได้รับความช่วยเหลือ ยอดติดตามเพิ่มขึ้นพร้อมงานโฆษณาที่เคยอยู่ระหว่างตัดสินใจ ส่วนเจ้าของเงินตัวจริงยังนั่งเขียนยันต์อยู่ในห้องพักโดยไม่รู้เรื่อง
หลินเยว่ชิงแทบไม่เปิดเวยป๋อ โทรศัพท์สั่นหลายครั้งก็คิดว่าเป็นแจ้งเตือนจากไลฟ์ กระทั่งใกล้ห้าโมงจึงวางพู่กันและเปลี่ยนเสื้อผ้า คืนนี้เธอมีนัดกินข้าวกับครอบครัวสือ ข้อความจากสือเยี่ยนโจวส่งมาตั้งแต่ช่วงบ่าย หนึ่งทุ่ม ที่บ้านเก่า ถึงแล้วบอกผม
หลินเยว่ชิงออกจากถนนซีเหอราวห้าโมงครึ่ง เรียกรถจากปากซอยและบอกปลายทาง
“ตงหลิงหยวนค่ะ”
ระหว่างนั่งรถไปตงหลิงหยวน หลินเยว่ชิงเห็นยอดแจ้งเตือนในโทรศัพท์เพิ่มขึ้นตลอดทาง แต่ไม่ได้เปิดดู เธอใช้เวลาหลับตาพักพลังแทน เพราะคืนนี้เป็นมื้อแรกที่คุณย่าสือเรียกกลับไปกินข้าวหลังจดทะเบียน และเธอไม่อยากไปถึงบ้านในสภาพที่ใช้ปราณจนหน้าซีด
รถใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะพ้นการจราจรในเมือง เมื่อถึงประตูคฤหาสน์ตระกูลสือ เธอส่งข้อความสั้น ๆ ฉันถึงแล้วค่ะ ไม่ถึงครึ่งนาที คำตอบก็กลับมา รออยู่ตรงนั้น ผมออกไปรับ ประตูคฤหาสน์ค่อย ๆ เปิดออกจากด้านใน