LNCrawler

130

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

130

จิ่งหาวยังไม่ทันส่งไฟล์ที่เพิ่งเปิด หลินเยว่ชิงก็แตะขอบโทรศัพท์ให้เขาหยุดก่อน

“ไม่ต้องส่งแล้วค่ะ”

มือที่กำลังเลื่อนหน้าจอชะงัก “เมื่อกี้อาจารย์ยังบอกให้ผมเอาข้อมูลมาให้ดูอยู่เลย”

“ตอนนี้มีพอแล้ว”

หลินเยว่ชิงดึงรูปดวงเกิดชุดที่เกินขึ้นมาอีกครั้ง ตัวเลขบนกระดาษไม่ได้เพิ่งสะดุดตาเธอวันนี้ ตั้งแต่พบมันในกล่องใต้กำแพง เธอก็จำได้ว่าทั้งวันและเวลาใกล้เคียงกับข้อมูลเกิดของร่างนี้มากเกินกว่าจะมองข้าม เพียงแต่ตอนนั้นไม่มีอะไรยืนยันว่าเด็กอีกคนของบ้านเซี่ยมีอยู่จริง เธอจึงเก็บข้อสงสัยไว้ก่อน

คำพูดของกู้เหม่ยหลิงเมื่อครู่ทำให้ไม่จำเป็นต้องเดาต่อแล้ว

“คนที่เกิดหลังคุณไม่กี่นาที...” หลินเยว่ชิงเลื่อนโทรศัพท์กลับไปตรงหน้าจิ่งหาว “คือฉันค่ะ”

คราวนี้ไม่มีใครพูดแทรก

จิ่งหาวก้มมองหน้าจออยู่นานราวกับตัวเลขชุดเดิมเปลี่ยนหน้าตาไปแล้ว พอเงยขึ้นอีกครั้ง สายตาก็ไล่จากพ่อไปหาแม่ ผ่านพี่ใหญ่กับเหวินเฉิง ก่อนมาหยุดที่คนตรงข้าม

“อาจารย์พูดจริงใช่ไหมครับ”

“เรื่องแบบนี้ฉันจะล้อเล่นทำไมคะ”

เขาเงียบไปอีกพักใหญ่ แล้วจู่ ๆ ก็ขยับเข้ามาเพ่งหน้าเธอจนหลินเยว่ชิงต้องเอนตัวหนีเล็กน้อย

“ทำอะไรคะ”

“ดูว่าเหมือนใครครับ”

“เราเจอกันมาตั้งกี่ครั้งแล้ว”

“ตอนนั้นผมไม่ได้รู้ว่าต้องหาอะไรนี่ครับ”

เหวินเฉิงหลุดหัวเราะ จิ่งหาวหันไปทันที “พี่สาม อย่าเพิ่งขำ ผมกำลังดูจริง ๆ”

“ฉันก็ยังไม่ได้ห้าม”

“สีหน้าพี่มันกวนผม”

สองพี่น้องเกือบต่อกันยาว ถ้าไม่ใช่หลัวจิ่นหลานเรียกชื่อหลินเยว่ชิงขึ้นมาก่อน

“เยว่ชิง...”

คนเป็นแม่ลุกขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้เดินเข้ามาทันที ความลังเลทำให้เธอยืนอยู่ข้างโซฟาอย่างนั้น มือข้างหนึ่งยังถูกสามีจับไว้

“ตอนเราเจอกันที่โรงพยาบาล ป้าจ้องเธออยู่นาน เธอจำได้ไหม”

“จำได้ค่ะ”

“ป้ารู้สึกว่าหน้าเธอคุ้นมาก แต่คิดว่าอาจเคยเห็นจากไลฟ์หรือรูปในข่าว”

ตอนนั้นหลัวจิ่นหลานยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเคยให้กำเนิดลูกอีกคน ความคิดเรื่องสายเลือดจึงไม่เคยผ่านเข้ามาในหัว ต่อให้หน้าของหลินเยว่ชิงมีส่วนคล้ายเธอสมัยสาวเพียงใด ก็ไม่มีเหตุผลให้โยงคนทั้งสองเข้าหากัน

จิ่งหาวมองแม่ แล้วหันกลับมามองอาจารย์อีกรอบ คราวนี้พึมพำว่า “ผมว่าแถวคิ้วเหมือนจริงนะ”

“เมื่อกี้ยังหาไม่เจออยู่เลยค่ะ”

“ตอนนี้มีข้อมูลประกอบแล้วครับ”

“พอเถอะ” เหวินเฉิงยกมือข้างที่ไม่เจ็บดันไหล่น้องให้ถอยกลับไป “นายจ้องจนคนเขาจะอึดอัดแล้ว”

จิ่งหาวยอมกลับมานั่ง แต่สีหน้ายังเหมือนคนมีเรื่องอยากถามอีกเป็นสิบอย่าง

เซี่ยเหวินซานต่างจากลูกชาย เขาไม่ได้รีบพูดเรื่องความเหมือนหรือถามว่าเธออยากกลับมาอยู่บ้านหรือไม่ เพียงทวนเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน

“เวลาเกิดตรงกันแน่นะครับ”

“ตรงค่ะ วันเดียวกัน เวลาห่างจากจิ่งหาวไม่กี่นาที”

เขาพยักหน้า “เรื่องเอกสารค่อยตรวจให้ครบทีหลังก็ได้”

หลัวจิ่นหลานเหมือนอยากพูดต่อ แต่หลินเยว่ชิงยังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่อยากปล่อยค้าง เธอจึงหันกลับไปหากู้เหม่ยหลิง

“คนที่ช่วยคุณทำของรอบบ้านเซี่ยคือใครคะ”

วิญญาณซึ่งนั่งเงียบมานานตอบหลังจากลังเลเพียงเล็กน้อย

“เหอจิ้งหยวน คนในวงการเรียกนักพรตเหอ เมื่อก่อนเขาอยู่สำนักเมฆคราม”

จิ่งหาวแทบไม่ต้องคิด “คนเดียวกับที่บ้านหลินเคยจ้าง?”

หลินเยว่ชิงเองก็จำชื่อนั้นได้ทันที “น่าจะใช่ค่ะ”

“นี่เขารับงานบ้านผมก่อนหรือหลังไปหาเรื่องอาจารย์ครับ”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงคะ”

“ก็จริง”

กู้เหม่ยหลิงมองสองคนสลับกัน “พวกคุณเคยเจอเขา?”

จิ่งหาวหัวเราะเบา ๆ “เจอครับ แล้วจบไม่ค่อยสวยด้วย”

เขายังจะเล่าต่อ หลินเยว่ชิงก็หันมามองเสียก่อน เจ้าตัวจึงยอมย่อเรื่องเหลือสั้น ๆ ว่านักพรตเหอเคยรับงานจากบ้านหลินเพื่อเล่นงานเธอ ก่อนจะถูกเปิดโปงและถูกปิดวิชาส่วนที่ใช้ทำร้ายคน

กู้เหม่ยหลิงชะงัก “ถ้าอย่างนั้นตอนกล่องพวกนั้นถูกทำลาย...”

“เขาคงโดนแรงสะท้อนอยู่บ้างค่ะ แต่ตอนนี้ทำอะไรแบบเดิมได้ยากแล้ว”

จิ่งหาวเอนหลังพิงโซฟา “เสียดาย ถ้ารู้เรื่องบ้านเราตั้งแต่ตอนนั้น ผมน่าจะถามให้มากกว่านี้”

เหวินเฉิงถาม “ถามอะไร”

จิ่งหาวอ้าปากแล้วเงียบไป ก่อนยอมรับตามตรง

“ยังคิดไม่ออกครับ”

“งั้นก็ไม่ต้องเสียดาย”

คราวนี้แม้แต่หลัวจิ่นหลานยังเผลอยิ้ม

เรื่องที่ควรถามกู้เหม่ยหลิงไม่มีเหลือแล้ว หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ออกมาวางใกล้จี้หยก แสงอ่อน ๆ ค่อย ๆ เปิดขึ้นข้างโซฟาโดยไม่มีเสียง กู้เหม่ยหลิงเห็นก็ถอยไปครึ่งก้าว

“ฉันต้องไปหรือ”

“ค่ะ”

อีกฝ่ายมองทางนั้นอยู่นาน “ถ้าฉันไม่ไปล่ะ”

“ก็ต้องไปอยู่ดีค่ะ”

น้ำเสียงหลินเยว่ชิงไม่ได้ดุ แต่ชัดพอให้รู้ว่าไม่มีอะไรต้องต่อรอง

กู้เหม่ยหลิงจึงไม่ถามอีก เธอลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนเดินเข้าไปหาแสงนั้น พอถึงขอบทางกลับหยุดแล้วหันมาทางหลัวจิ่นหลาน ริมฝีปากขยับนิดหนึ่ง แต่ไม่มีคำไหนออกมา

หลัวจิ่นหลานเองก็ไม่ได้เรียกไว้

ไม่กี่อึดใจ ร่างตรงนั้นก็จางหายไปพร้อมแสงข้างโซฟา เหลือเพียงจี้หยกกับยันต์บนโต๊ะเหมือนก่อนหน้า

จิ่งหาวมองแล้วจึงนึกถึงโทรศัพท์

“ผมอัดไว้ครบครับ”

“เก็บต้นฉบับไว้ก่อน แล้วส่งสำเนาให้อวี่ถงค่ะ”

“ครับ เดี๋ยวพี่สี่กลับมาผมเปิดให้ฟังเอง”

หลินเยว่ชิงดูเวลาแล้วเริ่มเก็บของลงกระเป๋า “ฉันต้องไปแล้วค่ะ”

หลัวจิ่นหลานตกใจ “ไปไหนจ๊ะ”

“มหาวิทยาลัยค่ะ มีเรียนช่วงบ่าย”

จิ่งหาวก้มดูนาฬิกาตาม สีหน้าราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องที่ไม่น่าเชื่อกว่าเมื่อครู่

“วันนี้ยังจะไปเรียนอีกหรือครับ”

หลินเยว่ชิงมองเขา “ไม่อย่างนั้นให้ฉันทำอะไรคะ”

เขาหันไปมองพ่อแม่กับพี่ชายรอบหนึ่ง ทุกคนเห็นได้ชัดว่ามีเรื่องอยากถามต่ออีกมาก แต่พอถูกย้อนจริง ๆ กลับไม่มีใครตอบว่าควรให้เธอทำอะไรแทนการไปเรียน

หลัวจิ่นหลานเป็นคนเดินเข้ามาใกล้ก่อน คราวนี้เธอหยุดห่างจากหญิงสาวอยู่ช่วงแขน ไม่จับมือเหมือนครั้งก่อน

“เยว่ชิง เรื่องของเรา...ป้าไม่รู้ว่าควรพูดยังไง ถ้าเธอยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไรนะ”

หลินเยว่ชิงไม่ได้หลบสายตา “ขอเวลาฉันหน่อยค่ะ”

“ได้จ้ะ”

คำตอบมาเร็วมากจนแทบไม่ต้องรอ

เซี่ยเหวินซานเองก็เสริมเพียงว่า “เรื่องตรวจดีเอ็นเอหรือเอกสาร ไม่มีใครรีบ คุณพร้อมเมื่อไรค่อยว่ากัน”

พี่ใหญ่รับคำว่าจะยังไม่ติดต่อโรงพยาบาลเพิ่ม ส่วนเหวินเฉิงก็ไม่ได้ถามเรื่องอื่นต่อ มีเพียงจิ่งหาวที่ยังนั่งขมวดคิ้วเหมือนแก้โจทย์ของตัวเองไม่ตก

“แล้วผมต้องทำยังไงครับ”

เหวินเฉิงหันไปหา “หมายถึงอะไร”

“ก็ผมเป็นพี่หรือเป็นศิษย์”

หลินเยว่ชิงตอบก่อนใคร “ศิษย์ค่ะ”

จิ่งหาวมองเธออย่างไม่อยากเชื่อ “ตอบเร็วมากเลยนะครับ”

“คุณกราบอาจารย์ไปแล้วนี่คะ”

“แต่ผมเกิดก่อน”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับการเป็นศิษย์”

คราวนี้เจ้าตัวเถียงไม่ออกจริง ๆ นั่งนิ่งคิดก่อนคว้ากุญแจรถขึ้นมา

“งั้นศิษย์ไปส่งอาจารย์ก่อนครับ ส่วนตำแหน่งพี่ชายผมขอเก็บไว้คุยวันหลัง”

“ฉันเรียกรถเองได้ค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไปส่ง”

เขาหันไปทางแม่ “ถ้าปล่อยอาจารย์ออกไปเองตอนนี้ แม่คงมองผมไม่เลิก”

“แม่ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”

“ผมอยู่กับแม่มาตั้งกี่ปี ดูออกครับ”

หลัวจิ่นหลานจะเถียง แต่จิ่งหาวเปิดประตูหนีไปก่อน หลินเยว่ชิงเห็นแล้วจึงหยิบกระเป๋าตามออกไป

หลังเสียงรถหน้าบ้านเงียบลง ห้องรับแขกก็เงียบตามไปพักหนึ่ง

หลัวจิ่นหลานกลับมานั่งที่เดิม โทรศัพท์ซึ่งมีไฟล์คำสารภาพของกู้เหม่ยหลิงยังอยู่ในมือ แต่เธอไม่ได้กดเปิด

“บ้านหลินที่เลี้ยงเยว่ชิงมา...เป็นบ้านนั้นใช่ไหม”

พี่ใหญ่รู้ว่าแม่หมายถึงครอบครัวไหนจึงพยักหน้า “ครับ”

“ฐานะก็ดีไม่ใช่หรือ”

“ครับ”

หลัวจิ่นหลานนิ่งไปเล็กน้อย “อย่างน้อยตอนเด็กคงไม่ลำบากเรื่องกินอยู่”

คราวนี้พี่ใหญ่ไม่ได้รับคำทันที

เหวินเฉิงเองก็มีสีหน้าแปลกไป จนคนเป็นแม่จับได้

“มีอะไร”

“บ้านหลินกับเยว่ชิงเคยมีเรื่องกันครับ” พี่ใหญ่บอก “ช่วงหนึ่งเป็นข่าวค่อนข้างใหญ่”

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้น ไม่นานก็เจอคลิปจากไลฟ์เก่า ภาพนักพรตเหอปรากฏขึ้นบนหน้าจอ พร้อมคำกล่าวหาว่าหลินเยว่ชิงอาจไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม

หลัวจิ่นหลานดูไม่เข้าใจในตอนแรก กระทั่งคลิปเดินไปถึงช่วงที่นักพรตเหอหลุดพูดเรื่องอาคมซึ่งตัวเองลงไว้กับของจากบ้านหลิน

“คนพวกนี้ทำอะไรเธอ”

ไม่มีใครตอบแทนคลิป

พี่ใหญ่เลื่อนไปอีกช่วง คราวนี้เสียงจากคนบ้านหลินพูดถึงการพาหลินเยว่ชิงกลับบ้าน เรื่องการแต่งงาน และผลประโยชน์ที่ครอบครัวต้องการ

ยังฟังไม่ทันจบ หลัวจิ่นหลานก็ยกมือขึ้น

“เดี๋ยว ย้อนกลับไปหน่อย”

พี่ใหญ่เลื่อนกลับให้ ประโยคเดิมดังซ้ำอีกครั้ง

คราวนี้เซี่ยเหวินซานวางแก้วที่ถืออยู่ลง แล้วขอโทรศัพท์จากลูกชายไปดูด้วยตัวเอง

“พวกเขาจะให้เยว่ชิงแต่งงานเพื่อแลกผลประโยชน์?”

“เรื่องนี้เคยเป็นข่าวครับ” เหวินเฉิงตอบ “ผมเห็นผ่าน ๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจละเอียด”

หลัวจิ่นหลานหันมาหาลูกชาย “แล้วตอนเธออยู่บ้านนั้นล่ะ เขาปฏิบัติกับเธอยังไง”

พี่ใหญ่กำลังจะค้นต่อ โทรศัพท์ของเธอก็สั่นเสียก่อน

ข้อความในกลุ่มครอบครัวมาจากจิ่งหาว

จิ่งหาว: ถึงมหาวิทยาลัยแล้วครับ

อีกข้อความตามมาติด ๆ

จิ่งหาว: อย่าเพิ่งโทรหาอาจารย์นะครับ เธอบอกว่าขอเวลาคิด

หลัวจิ่นหลานมองหน้าจอ แล้วค่อย ๆ ลดมือที่กำลังจะกดโทรออก

ยังไม่ทันวางโทรศัพท์ ข้อความที่สามก็เด้งขึ้นมา

จิ่งหาว: ถ้าจะถามอะไร ถามผมก่อนได้ครับ ผมเป็นศิษย์คนแรก

เหวินเฉิงอ่านข้อความผ่านไหล่แม่แล้วหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา

เหวินเฉิง: แล้วตำแหน่งพี่ชายล่ะ

ปลายทางตอบกลับแทบจะทันที

จิ่งหาว: ยังเจรจาอยู่ครับ