13
13
ประตูคฤหาสน์ค่อย ๆ เปิดออก คนที่เดินออกมาจากด้านในกลับเป็นสือเยี่ยนโจว ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างที่หลินเยว่ชิงคิด เขายังสวมสูทสีเข้มเหมือนเพิ่งกลับจากบริษัท และคงเห็นข้อความของเธอแล้วเดินออกมารับทันที
“รถมาถึงเร็วกว่าที่คิด” เขามองแท็กซี่ซึ่งกำลังเคลื่อนออกไปจากหน้าประตู “คราวหน้าบอกให้คุณเกาไปรับก็ได้ จากถนนซีเหอมาที่นี่ไม่ใกล้เลย”
“ฉันมาเองสะดวกกว่าค่ะ”
คำตอบเหมือนกับตอนที่เขาเสนอจะส่งรถไปรับก่อนหน้านี้ สือเยี่ยนโจวจึงไม่พูดซ้ำ เขาหันเดินนำเข้าไปด้านใน แต่เมื่อสังเกตว่าหญิงสาวข้างตัวดูเหนื่อยกว่าวันที่ไปจดทะเบียน ฝีเท้าก็ช้าลงเล็กน้อยให้เธอเดินตามได้สบายขึ้น
ทางเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลสือทอดผ่านสวนขนาดใหญ่ มีทั้งสระน้ำ แนวไผ่ และไม้ยืนต้น หลินเยว่ชิงมองเพียงครู่เดียวก็รู้ว่าตำแหน่งลม น้ำ และเงาไม้ถูกจัดอย่างตั้งใจ จึงถามว่าสวนเป็นฝีมือคุณย่าหรือไม่ สือเยี่ยนโจวตอบว่าหญิงชราเคยดูแลเองแทบทุกอย่าง จนทุกวันนี้คนสวนจะย้ายต้นไม้ยังต้องขออนุญาต
โทรศัพท์ของสือเยี่ยนโจวดังขึ้นระหว่างเดิน ผู้ช่วยรายงานเรื่องงานบางอย่าง สีหม่นตรงหว่างคิ้วเขาจึงเข้มขึ้นกว่าเดิม หลินเยว่ชิงเห็นแต่ยังไม่ทัก เพราะดูจากสีหน้าแล้ว ต่อให้เตือนตอนนี้เขาก็ยังต้องไปจัดการอยู่ดี เมื่อมาถึงหน้าตัวบ้าน หญิงวัยกลางคนในชุดเรียบสะอาดก็ออกมาต้อนรับ เธอชื่อหวังซูหลิน ทำงานอยู่กับตระกูลสือมานานจนทุกคนเรียกติดปากว่าป้าหวัง
“คุณหลินมาแล้วหรือคะ คุณย่ารอตั้งแต่บ่าย บอกให้ครัวอุ่นน้ำแกงใหม่ไปสองรอบแล้วค่ะ”
“ผมพาเธอเข้ามาเอง” สือเยี่ยนโจวบอก ก่อนหันมาทางหลินเยว่ชิง “ผมขอขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อก่อน คุณเข้าไปหาคุณย่าได้เลย เดี๋ยวผมตามลงมา”
หลินเยว่ชิงพยักหน้าแล้วเดินตามป้าหวังผ่านโถงเข้าไปในห้องรับแขก เสียงจากโทรทัศน์ดังมาก่อนจะเห็นคน บนจอกำลังฉายละครครอบครัวที่ตัวละครหญิงคุกเข่าร้องไห้ ขอร้องให้สามีเลิกกับคนรักเก่า ส่วนคุณย่าสือนั่งกอดหมอนอยู่บนโซฟาและบ่นกับตัวละครราวกับอีกฝ่ายจะได้ยิน
“สามีนอกใจแท้ ๆ คนเป็นภรรยายังคุกเข่าขอร้องอีก คนเขียนบทคิดว่าคนดูจะสงสารใครกันแน่”
ป้าหวังกลั้นยิ้มแล้วบอกว่า “คุณย่าคะ คุณหลินมาแล้วค่ะ” คุณย่าสือหันมาทันที สีหน้าที่กำลังหงุดหงิดกับละครเปลี่ยนเป็นดีใจ “เสี่ยวชิง มาแล้วเหรอลูก มานั่งใกล้ ๆ ย่าเร็ว” หลินเยว่ชิงนั่งลงข้างเธอ คุณย่าสือก็คว้ามือไปจับไว้ทันที ก่อนหยิบรีโมตขึ้นมา แต่แทนที่จะกดหยุดกลับเผลอเพิ่มเสียงจนตัวละครในจอร้องไห้ดังลั่นห้อง ป้าหวังต้องรีบเข้ามาช่วยปิดโทรทัศน์ให้
“รีโมตสมัยนี้ทำปุ่มคล้ายกันไปหมด” คุณย่าสือบ่น ทั้งที่บนรีโมตมีปุ่มอยู่ไม่กี่ปุ่ม “เสี่ยวชิงห้ามหัวเราะย่านะ อีกหน่อยอายุเท่าย่าแล้วจะเข้าใจเอง”
“ฉันยังไม่ได้หัวเราะเลยค่ะ”
“แววตาหนูฟ้องหมดแล้ว”
ป้าหวังรีบหันไปจัดถ้วยชาบนโต๊ะเพื่อซ่อนรอยยิ้ม คุณย่าสือไม่ได้สนใจ เธอถามว่าหลินเยว่ชิงเดินทางเหนื่อยไหม กินอะไรมาหรือยัง แล้วรีบส่งขนมมาให้ก่อนอีกฝ่ายจะตอบครบทุกคำถาม
หลินเยว่ชิงรับขนมไว้หนึ่งชิ้นเพื่อให้คุณย่าสือสบายใจ หลังจากนั้นหญิงชราก็เล่าเรื่องคนในบ้านให้ฟัง ถึงตระกูลสือจะมีคฤหาสน์หลังใหญ่ แต่สมาชิกที่อยู่ประจำกลับมีไม่กี่คน นอกจากคุณย่าสือกับสือเยี่ยนโจว ยังมีน้องสาวของเขาอีกคน ช่วงนี้ไปเที่ยวต่างเมืองกับเพื่อนและยังไม่รู้ว่าจะกลับวันไหน
“บ้านใหญ่ก็จริง แต่จะนัดกินข้าวพร้อมหน้ากันทีหนึ่งยากกว่านัดประชุมอีก” คุณย่าสือถอนใจ “วันนี้ย่าเลยไม่เรียกญาติคนอื่นมา หนูจะได้กินข้าวสบาย ๆ ไม่ต้องนั่งตอบคำถามคนทั้งโต๊ะ เราสามคนกินกันก่อน วันหลังค่อยให้รู้จักคนอื่น”
หลินเยว่ชิงมองอาหารที่เตรียมไว้เต็มโต๊ะแล้วก็เข้าใจว่า คำว่า “กินข้าวสบาย ๆ” ของคุณย่าสือคงไม่เหมือนของคนทั่วไป ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ทัก เพราะเห็นชัดว่าคุณย่าตั้งใจกับมื้อเย็นวันนี้มากแค่ไหน
คุณย่าสือเล่าถึงวันที่พบหลินเยว่ชิงครั้งแรก วันนั้นรถมีปัญหาและหญิงชราลืมกินยา จึงหมดสติอยู่ที่ศาลาข้างทาง คนอื่นยืนมองหรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นถ่าย แต่หลินเยว่ชิงเป็นคนเข้าไปช่วย จัดท่าให้หายใจสะดวกและอยู่จนเจ้าหน้าที่มาถึง
“พอลืมตาแล้วเห็นหนู ย่าก็รู้สึกว่าคนดีแบบนี้ปล่อยผ่านไปน่าเสียดาย”
หลินเยว่ชิงถามอย่างอดไม่ได้ว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลให้จับตนแต่งกับหลานชายเลยหรือ คุณย่าสือตอบอย่างมั่นใจว่าเยี่ยนโจวหาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่เจ้าชู้ และอย่างน้อยคงไม่ทำให้เธอต้องคุกเข่าร้องไห้เหมือนตัวละครในละครเมื่อครู่ คำพูดนั้นทำให้หลินเยว่ชิงยิ้มออกมานิดหนึ่ง
สือเยี่ยนโจวลงมาจากชั้นบนตอนใกล้หนึ่งทุ่ม เขาเปลี่ยนเสื้อเชิ้ตตัวใหม่และถอดเนกไทออกแล้ว แต่โทรศัพท์ยังอยู่ในมือ พอเดินมาถึงหน้าห้องรับแขกก็เห็นคุณย่ากำลังยื่นผลไม้ให้หลินเยว่ชิง ขณะที่หญิงสาวนั่งฟังเรื่องในละครอย่างสงบ เสียงพูดกับเสียงหัวเราะของคุณย่าดังไปถึงโถงด้านนอก ห้องรับแขกซึ่งปกติเงียบเกินไปดูอบอุ่นขึ้นทันที สือเยี่ยนโจวยืนมองภาพนั้นนานกว่าที่ตั้งใจ จนคุณย่าสือเป็นฝ่ายเห็นเขาก่อน
“ลงมาแล้วก็เข้ามาสิ จะยืนอยู่ตรงนั้นทำไม” เธอเรียก “อาหารเกือบเย็นหมดแล้ว”
สือเยี่ยนโจวเดินเข้ามาทักคุณย่า ก่อนสบตากับหลินเยว่ชิง เธอมองเขาเพียงครู่เดียว แต่สีหม่นตรงหว่างคิ้วซึ่งก่อนหน้านี้ยังบางกลับเข้มขึ้นกว่าเดิมมาก เขาสังเกตเห็นสายตานั้น “มีอะไรหรือเปล่า”
“ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ”
คำว่า “ตอนนี้” ทำให้เขาเลิกคิ้ว แต่คุณย่าสือไม่เปิดโอกาสให้ถามต่อ รีบเรียกทั้งสองไปที่ห้องอาหารทันที และตั้งใจจัดที่นั่งให้หลานชายกับหลานสะใภ้อยู่ข้างกัน ทั้งที่โต๊ะกว้างจนจะนั่งตรงไหนก็ได้ อาหารเพิ่งถูกยกมาครบ สือเยี่ยนโจวยังไม่ทันแตะตะเกียบ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาเพียงขอตัวไปยืนรับสายตรงหน้าต่าง สีหน้าซึ่งปกติอ่านยากค่อย ๆ เคร่งลงเมื่อได้ยินรายงานจากปลายสาย
เขาถามสั้น ๆ ถึงคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงเอกสาร เวลาที่ข้อมูลถูกส่งออกไป และฝ่ายกฎหมายมาถึงหรือยัง จากนั้นก็สั่งให้หยุดการอนุมัติทั้งหมดไว้ก่อนจนกว่าเขาจะไปถึง คุณย่าสือมองตามอย่างไม่พอใจ “มีเรื่องอะไรอีก บริษัทนั้นถ้าขาดเขาสักมื้อคงไม่ล้มละลายหรอก”
สือเยี่ยนโจวกลับมาที่โต๊ะแล้วบอกว่าต้องไปบริษัททันที เอกสารสำคัญของโครงการหนึ่งมีปัญหา และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกำลังรอให้เขาตัดสินใจ เรื่องนี้ฝากคนอื่นจัดการแทนไม่ได้ คุณย่าสือเข้าใจเรื่องงานดีเกินกว่าจะห้ามจริงจัง แต่สีหน้ายังบอกชัดว่าไม่พอใจ “นี่มื้อแรกที่พาภรรยามาบ้านนะ ยังไม่ทันกินสักคำก็จะไปแล้วเหรอ”
“ผมขอโทษครับ”
“คนที่หลานควรขอโทษคือเสี่ยวชิง ไม่ใช่ย่า”
สือเยี่ยนโจวหันมาทางหลินเยว่ชิง เธอวางถ้วยชาลงแล้วพูดอย่างไม่รีบร้อน “ไปเถอะค่ะ ถ้าปล่อยไว้คงเสียหายมากกว่าเดิม ฉันกินกับคุณย่าได้” น้ำเสียงไม่มีทั้งการประชดและความน้อยใจ เหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา สือเยี่ยนโจวมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า
“ผมจะให้รถมาส่งคุณหลังอาหารเย็น”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเรียกรถเองได้”
เขาเหมือนอยากพูดอะไรต่อ แต่เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง จึงทำได้เพียงบอกคุณย่าว่าจะโทรกลับ แล้วรีบออกจากบ้านไป พอเสียงรถหายไป คุณย่าสือก็ถอนใจยาว “ก่อนแต่งงานย่าคิดว่าเขาแค่ทำงานหนัก ตอนนี้ถึงรู้ว่าเขาแต่งกับบริษัทไปก่อนแล้ว”
หลินเยว่ชิงช่วยตักน้ำแกงใส่ถ้วยให้อีกฝ่าย “อย่างน้อยบริษัทก็ไม่เรียกร้องให้เขาจัดงานแต่งค่ะ” คุณย่าสือนิ่งไปหนึ่งวินาที ก่อนหัวเราะจนป้าหวังที่ยืนอยู่ไม่ไกลต้องหันมามอง “ย่าชอบหนูตรงนี้แหละ พูดน้อย แต่พอพูดทีคนอื่นเถียงไม่ออก”
บรรยากาศบนโต๊ะกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง คุณย่าสือยังคอยตักอาหารให้จนถ้วยของหลินเยว่ชิงแทบไม่มีที่ว่าง ส่วนตัวเองกลับมัวถามเรื่องห้องพักกับงานไลฟ์จนกินไปได้เพียงไม่กี่คำ กินไปได้เกือบครึ่งมื้อ ป้าหวังก็ได้รับสายจากป้อมหน้าคฤหาสน์ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปหลังฟังเพียงไม่กี่ประโยค ก่อนรีบเดินออกจากห้องอาหาร
ไม่นานเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากโถงด้านนอก ตามด้วยเสียงของชายคนหนึ่งที่พยายามพูดให้เบา แต่ปิดความร้อนใจไม่มิด
“คุณหลินอยู่ที่นี่ใช่ไหมครับ ผมต้องพบเธอเดี๋ยวนี้”
ป้าหวังพยายามบอกให้เขารอสักครู่ เพราะทุกคนกำลังกินอาหารอยู่ แต่ชายคนนั้นไม่ยอมถอย หลินเยว่ชิงจำเสียงได้ก่อนเจ้าตัวจะปรากฏตรงประตูเสียอีก เกาเหวินเต๋อเดินเข้ามาด้วยสภาพต่างจากคนขับรถผู้สุขุมที่เธอเคยพบ เสื้อเชิ้ตยับจนหลุดออกจากขอบกางเกงด้านหนึ่ง ใบหน้าซีดและมีเหงื่อเต็มหน้าผาก เหมือนตลอดทางที่ผ่านมาเขาไม่เคยหยุดพักเลย
พอเห็นหลินเยว่ชิง เขาก็ตรงเข้ามาหา ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าห้องอาหาร
“คุณหลิน คำเตือนครั้งก่อนของคุณช่วยลูกสาวผมไว้ ผมรู้แล้วว่าคุณไม่ได้พูดเล่น” เสียงของเขาสั่นจนแทบฟังไม่เป็นคำ “วันนี้ผมไม่มีใครให้ขออีกแล้ว ได้โปรดช่วยชีวิตคนคนหนึ่งด้วยครับ!”
คุณย่าสือกับป้าหวังมองด้วยความตกใจ หลินเยว่ชิงวางตะเกียบลง สีดำที่เคยเกาะอยู่ตรงวังบุตรของเกาเหวินเต๋อกลับเข้มขึ้นอีกแล้ว คราวนี้มันลามมาถึงชะตาของเขาด้วย คนเป็นพ่อคงเข้าไปพัวพันกับสิ่งที่กำลังทำร้ายลูก เธอเลื่อนเก้าอี้ออกทันทีที่เห็นเงานั้นยังขยายตัว