14
14
หลินเยว่ชิงมองสีดำที่แผ่อยู่รอบใบหน้าของเกาเหวินเต๋อ ก่อนถามตรง ๆ
“เสี่ยวอวี่อยู่ที่ไหนคะ?”
เกาเหวินเต๋อเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเบิกกว้างอย่างคนที่เพิ่งแน่ใจว่าตัวเองมาหาถูกคน ทั้งที่เขายังไม่ได้เอ่ยชื่อลูกสาวแม้แต่คำเดียว หลินเยว่ชิงกลับรู้แล้วว่าคนที่มีปัญหาคือใคร
“อยู่ในรถครับ ผมพาเธอมาด้วย” เขาตอบอย่างร้อนรน “ภรรยาผมเฝ้าอยู่ แต่ผมไม่รู้ว่าจะควบคุมเธอได้นานแค่ไหน”
คุณย่าสือวางช้อนลงทันที เมื่อครู่ยังเข้าใจเพียงว่าเกาเหวินเต๋อมาขอให้ช่วยชีวิตใครสักคน ตอนนี้กลับได้ยินชื่อลูกสาวของคนขับรถเก่าแก่ประจำบ้าน จึงยิ่งตามเรื่องไม่ทัน
“เสี่ยวอวี่เป็นอะไร แล้วทำไมต้องมาขอให้เสี่ยวชิงช่วย?”
เกาเหวินเต๋อสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติแล้วเล่าเรื่องตั้งแต่สองวันก่อน หลังจากหลินเยว่ชิงเตือนว่าลูกสาวกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาโทรไปทันเวลาและพบว่าเกาเสี่ยวอวี่กำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าของมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่กับเพื่อนนักศึกษาช่วยกันเกลี้ยกล่อมอยู่ก่อนแล้ว แต่เด็กสาวไม่ยอมถอย จนได้ยินเสียงพ่อผ่านโทรศัพท์จึงยอมลงมา
ครอบครัวพาเธอไปตรวจที่โรงพยาบาล แพทย์เห็นว่าอาการทางร่างกายไม่มีอะไรน่าห่วง จึงแนะนำให้คนในบ้านอยู่ดูแลใกล้ชิดและพากลับไปติดตามอาการต่อ เช้านี้เกาเสี่ยวอวี่ดูสงบกว่าวันก่อนมาก ยอมกินอาหารและยังบอกแม่ว่าอยากกลับไปเรียนเมื่อพร้อม ทุกคนจึงคิดว่าช่วงที่แย่ที่สุดผ่านไปแล้ว
“แต่พอบ่าย ภรรยาผมเดินเข้าครัวไปไม่กี่นาที เสี่ยวอวี่ก็หายออกจากห้องครับ” น้ำเสียงของเกาเหวินเต๋อเริ่มสั่น “เพื่อนบ้านเห็นเธอเดินขึ้นบันไดหนีไฟไปทางดาดฟ้า พอพวกเราไปถึง เธอยืนอยู่ตรงขอบอีกแล้ว”
ครั้งนี้ตำรวจที่อยู่ใกล้พื้นที่ช่วยดึงตัวไว้ได้ทัน แต่หลังพากลับบ้าน พฤติกรรมของเด็กสาวกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เธอไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย และไม่ตอบคำถาม เพียงนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนลุกเดินไปหาหน้าต่างหรือประตูทุกครั้งที่ผู้ใหญ่เผลอ
บางช่วงเธอยังพึมพำประโยคเดิมซ้ำ ๆ ว่า “เขาเรียกฉันอยู่ข้างบน” เกาเหวินเต๋อกับภรรยาไม่มีทางเลือก จึงใช้ผ้าผูกข้อมือและข้อเท้าลูกสาวไว้กับเบาะรถอย่างหลวม ๆ เพื่อไม่ให้เธอวิ่งออกไปอีก ระหว่างคิดว่าจะพาไปโรงพยาบาลไหน เขาก็นึกถึงหลินเยว่ชิงขึ้นมาเป็นคนแรก
คุณย่าสือฟังจบแล้วหันมามองหลานสะใภ้ด้วยความประหลาดใจ ก่อนการแต่งงาน เธอเคยให้คนตรวจสอบประวัติหลินเยว่ชิงไว้บ้าง รู้ว่าอีกฝ่ายเติบโตในตระกูลหลิน แต่ไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ หลังหลินรั่วซินกลับเข้าบ้านเมื่อหนึ่งปีก่อน ตำแหน่งของหลินเยว่ชิงก็เริ่มกลายเป็นส่วนเกิน จนไม่กี่วันก่อนเธอตัดสินใจย้ายออกมาอยู่คนเดียว
คุณย่าสือยังไม่ทันถาม หลินเยว่ชิงก็ลุกจากโต๊ะแล้ว
“พาฉันไปดูเธอค่ะ”
เกาเหวินเต๋อรีบลุกขึ้นนำทาง คุณย่าสือเองก็อยู่เฉยไม่ไหวจึงตามออกไปพร้อมป้าหวัง ทั้งสี่คนเดินผ่านโถงไปยังรถตู้ที่จอดอยู่ข้างลานด้านหน้า ประตูหลังรถปิดสนิท แต่ก่อนจะเข้าใกล้ หลินเยว่ชิงก็สัมผัสได้ถึงความเย็นซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในคืนอากาศอบอุ่นแบบนี้
เกาเหวินเต๋อเปิดประตูรถออก กลิ่นอับเย็นก็ไหลออกมาทันที เกาเสี่ยวอวี่นั่งอยู่บนเบาะด้านใน ข้อมือกับข้อเท้าถูกผูกด้วยผ้าพันคอเนื้อนุ่ม ไม่ได้รัดแน่นจนเกิดรอย แต่เพียงพอให้เธอลุกไม่ได้ ดวงตาของเด็กสาวเปิดอยู่ แต่กลับไม่มองใคร ศีรษะเอียงไปทางหน้าต่างเหมือนกำลังฟังเสียงจากที่ไกลมาก
ข้างตัวเธอคือหลิวอวี้เจิน ภรรยาของเกาเหวินเต๋อ หญิงวัยกลางคนกอดแขนลูกสาวไว้แน่น ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ พอเห็นสามีพาหลินเยว่ชิงมา เธอก็รีบขยับเปิดทางโดยไม่กล้าปล่อยมือจากลูก
“คุณหลิน ช่วยเสี่ยวอวี่ด้วยนะคะ” หลิวอวี้เจินพูดเสียงสั่น “เมื่อครู่เธอยังพยายามกัดผ้าให้ขาด ฉันไม่รู้ว่าเธอจะทำอะไรต่อแล้ว”
หลินเยว่ชิงไม่ได้ตอบทันที เธอมองเส้นสีดำบาง ๆ ซึ่งพันอยู่รอบลำคอของเกาเสี่ยวอวี่ มันลากลงไปถึงกลางอกแล้วแทรกหายเข้าไปในร่าง รอยนั้นไม่ใช่พลังจากความเศร้าของเด็กสาวเอง แต่เป็นสิ่งอื่นที่ฉวยจังหวะเข้ามาเกาะตอนเจ้าตัวอ่อนแอที่สุด
“คุณหลิว ปล่อยมือเธอก่อนค่ะ”
หลิวอวี้เจินลังเล “แต่ถ้าลูกดิ้น—”
“มันกำลังรอให้คุณแตะตัวเธออยู่”
คำเตือนทำให้หญิงวัยกลางคนรีบชักมือกลับ เกาเสี่ยวอวี่ซึ่งนั่งนิ่งมาตลอดค่อย ๆ ก้มหน้าลง ไหล่เริ่มสั่นเบา ๆ ก่อนเสียงหัวเราะแหบต่ำจะดังออกมาจากลำคอ เสียงนั้นไม่เหมือนเด็กสาววัยมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่น้อย คุณย่าสือขยับเข้าใกล้ป้าหวังโดยไม่รู้ตัว ส่วนเกาเหวินเต๋อกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีด
หลินเยว่ชิงยืนอยู่หน้าประตูรถ มองคนบนเบาะอย่างไม่หวั่นไหว
“ออกมาค่ะ ฉันจะให้โอกาสครั้งเดียว”
เสียงหัวเราะหยุดลง เกาเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่เคยว่างเปล่ากลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแปลก ๆ
“ยุ่งอะไรด้วย?”
เสียงที่ออกมาเป็นเสียงผู้หญิงอีกคน แหบและหนักกว่าปกติ หลิวอวี้เจินตกใจจนลืมคำเตือน เธอยื่นมือจะคว้าลูกสาวเข้ามากอด ในจังหวะเดียวกันเงาดำที่พันอยู่รอบคอเกาเสี่ยวอวี่ก็พุ่งตามแขนของคนเป็นแม่อย่างรวดเร็ว หลินเยว่ชิงเตรียมรับมือไว้แล้ว
ยันต์แผ่นเล็กถูกแปะลงบนไหล่หลิวอวี้เจินก่อนเงาดำนั้นจะเข้าไปได้หมด ร่างของหญิงวัยกลางคนกระตุกแรง ดวงตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว แล้วหันมาพุ่งใส่หลินเยว่ชิงทันที ขณะที่เกาเสี่ยวอวี่หมดแรงและฟุบลงบนเบาะ
“เสี่ยวชิง ระวัง!” คุณย่าสือร้องขึ้น
หลินเยว่ชิงเบี่ยงตัวหลบเพียงครึ่งก้าว จับข้อมือของหลิวอวี้เจินแล้วกดนิ้วลงบนยันต์ตรงหัวไหล่ เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นจากร่างนั้น ลมเย็นพัดกระแทกประตูรถจนเปิดกว้าง ก่อนกลุ่มควันดำจะถูกบีบให้ออกจากตัวหญิงวัยกลางคน หลิวอวี้เจินทรุดลง แต่เกาเหวินเต๋อรับไว้ได้ทัน
เงาดำนั้นไม่ได้หยุด มันพุ่งตรงไปทางคุณย่าสือเหมือนต้องการหาร่างใหม่ หลินเยว่ชิงสะบัดยันต์อีกสองแผ่นออกไป แผ่นหนึ่งติดกับประตูรถ อีกแผ่นติดตรงโคนต้นไม้ข้างลาน แสงบาง ๆ เชื่อมระหว่างกันเป็นแนวกั้น ทำให้เงาดำกระแทกกลับและตกลงกลางพื้น
“ทุกคนถอยไปหลังฉัน อย่าให้เงาของมันแตะตัวค่ะ”
ครั้งนี้ไม่มีใครถามหรือขัด ทุกคนรีบถอยออกไปพร้อมกัน หลินเยว่ชิงหยิบเหรียญทองแดงที่ผูกด้วยด้ายแดงออกจากกระเป๋า ปลายด้ายถูกสะบัดผ่านกลุ่มควันเพียงครั้งเดียว เงาดำก็เหมือนถูกดึงให้รวมตัวกัน จากควันที่ไร้รูปร่างค่อย ๆ กลายเป็นผู้หญิงผมยาวยุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปียกชื้นและมีรอยคล้ำรอบคอ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
คุณย่าสือกับป้าหวังยืนนิ่งอยู่กับที่ แม้จะเห็นชัดเต็มตาก็ยังยากจะเชื่อว่าตรงกลางลานมีวิญญาณของผู้หญิงคนหนึ่งอยู่จริง เกาเหวินเต๋อเองพูดได้เพียงเสียงเบา
“มันอยู่ในตัวลูกผมมาตลอดจริง ๆ...”
หลินเยว่ชิงไม่หันกลับไปตอบ สายตาของเธอจับอยู่ที่รอยดำซ้อนกันหลายชั้นบนตัววิญญาณ สิ่งนี้ไม่ได้เพิ่งทำร้ายเกาเสี่ยวอวี่เป็นคนแรก ความกลัว ความสิ้นหวัง และแรงชีวิตของคนหลายคนติดอยู่รอบตัวมันแน่นจนแทบแยกไม่ออก
“คนที่เธอตามไปก่อนหน้านี้ไม่ได้ตัดสินใจตายด้วยตัวเองทั้งหมด” หลินเยว่ชิงพูด “เธอเกาะความคิดแย่ ๆ ของพวกเขา แล้วกดให้หนักขึ้นจนไม่มีแรงหันกลับมา”
วิญญาณหญิงส่งเสียงคำราม ก่อนพุ่งเข้าหาอีกครั้ง หลินเยว่ชิงดึงด้ายแดงกลับ เหรียญทองแดงกระแทกเข้ากลางเงาดำพอดี เสียงเหมือนแก้วแตกร้าวดังขึ้นกลางลาน วิญญาณหญิงถูกเหวี่ยงกลับไปชนแนวกั้น แสงจากยันต์สองด้านสว่างขึ้นพร้อมกันจนมันหนีออกไปทางไหนไม่ได้
ร่างนี้ยังรับพลังได้ไม่มาก หลินเยว่ชิงจึงไม่คิดยื้อให้นาน เธอหยิบยันต์ใบสุดท้ายขึ้นมา กดลงบนเหรียญทองแดง แล้วส่งตรงเข้ากลางอกของวิญญาณหญิง เสียงกรีดร้องดังขึ้นเพียงชั่วครู่ เงาดำแตกกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ก่อนหายไปในอากาศ ความเย็นผิดปกติรอบลานหายตามไปด้วย เหลือเพียงเสียงใบไม้ไหวกับลมหายใจหนักของคนที่ยืนดูอยู่
หลินเยว่ชิงเก็บด้ายแดงกลับ แล้วหันไปหาเกาเสี่ยวอวี่ทันที เด็กสาวยังหมดสติอยู่บนเบาะ แต่สีหน้าซึ่งเคยซีดหม่นเริ่มกลับมาเป็นปกติ ส่วนหลิวอวี้เจินเพียงอ่อนแรง ไม่ได้ถูกวิญญาณเข้าไปถึงส่วนลึก
“ทั้งสองคนปลอดภัยแล้วค่ะ แต่พาไปโรงพยาบาลอีกครั้งนะคะ” เธอบอกเกาเหวินเต๋อ “เสี่ยวอวี่ถูกสิ่งนั้นกดความคิดอยู่ก็จริง แต่อารมณ์และบาดแผลของเธอเองยังต้องได้รับการดูแล อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว และอย่าคิดว่าเอาผีออกแล้วทุกอย่างจะหายทันที”
เกาเหวินเต๋อพยักหน้าซ้ำ ๆ เขากำลังจะคุกเข่าลงอีกครั้ง แต่หลินเยว่ชิงยกมือห้ามไว้ก่อน
“พาภรรยากับลูกไปโรงพยาบาลก่อนค่ะ เรื่องอื่นค่อยคุยกัน”
เขาจึงรีบอุ้มลูกสาวลงจากรถ ขณะที่ป้าหวังเข้าไปช่วยประคองหลิวอวี้เจิน คุณย่าสือยังยืนอยู่ตรงเดิม มองหลินเยว่ชิงเก็บยันต์ที่เหลือด้วยสายตาเหมือนเพิ่งรู้จักหลานสะใภ้ของตัวเองเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าสือเยี่ยนโจวมีพร้อมทุกอย่าง ทั้งหน้าตา การศึกษา ฐานะ และความสามารถในการดูแลกิจการของครอบครัว เมื่อจับคู่กับหญิงสาวที่นิสัยดีและใช้ชีวิตเงียบ ๆ อย่างหลินเยว่ชิง ก็ดูเหมาะสมกันพอดี
แต่เมื่อครู่หญิงสาวที่เธอคิดว่าเรียบร้อยกลับช่วยคนสองคน ป้องกันไม่ให้วิญญาณเข้าร่างคนอื่น แล้วจัดการสิ่งที่ไม่มีใครในบ้านมองเห็นได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ส่วนหลานชายของเธอเพิ่งทิ้งมื้อเย็นเพื่อกลับไปประชุม คุณย่าสือหันไปหาป้าหวังซึ่งเพิ่งเดินกลับมา แล้วถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ซูหลิน เยี่ยนโจวของเรามีข้อดีอะไรบ้าง?”
ป้าหวังไม่รู้ว่าคำถามนี้มาจากไหน จึงตอบตามตรง “คุณเยี่ยนโจวทำงานเก่งค่ะ รับผิดชอบ และบริหารบริษัทได้ดีมาก”
“แล้วอย่างอื่นล่ะ?”
ป้าหวังเงียบไป คุณย่าสือมองหลินเยว่ชิงซึ่งกำลังตรวจชีพจรให้เกาเสี่ยวอวี่อีกรอบ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ ตอนแรกเธอกลัวว่าหลานสะใภ้จะไม่ดีพอสำหรับสือเยี่ยนโจว ตอนนี้กลับเริ่มกังวลว่า หลานชายที่มีดีแค่หน้าตากับทำงานเก่ง อาจไม่คู่ควรกับเสี่ยวชิงของเธอเสียแล้ว