15
15
รถของตระกูลสือจอดส่งหลินเยว่ชิงตรงปากถนนซีเหอหลังสองทุ่มเล็กน้อย คุณย่าสือไม่ยอมให้เธอกลับเอง กำชับคนขับให้รอจนเห็นหญิงสาวเดินเข้าซอยจึงยอมให้ออกรถ หลินเยว่ชิงขึ้นห้องเช่า ตอนนี้เลยเวลาเปิดไลฟ์ประจำวันแล้ว ระหว่างนั่งรถเธอแจ้งเลื่อนเวลาไว้บนหน้าโปรไฟล์ แต่ยังต้องนั่งพักให้ปราณที่เสียไปจากเรื่องเกาเสี่ยวอวี่ฟื้นกลับมาอีกหน่อย จึงค่อยตั้งโทรศัพท์บนโต๊ะและเปิดระบบถ่ายทอดสด
ไลฟ์เริ่มช้ากว่าเวลาประจำเกือบชั่วโมง แต่คนดูเก่าซึ่งเห็นประกาศเลื่อนเวลารออยู่เต็มห้อง
ขอกะละมังกับชาม: ฉันรอจนละครจบไปหนึ่งตอนแล้ว
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: ข้าวพร้อม หมอนพร้อม อาจารย์เปิดยาวได้เลย
หลินเยว่ชิงไม่รับมุก เธอขึ้นกติกาที่เตรียมไว้ วันนี้ผู้ขอเชื่อมสายต้องกดรับถุงโชค ส่วนค่าดูดวงคือของขวัญมงกุฎหยกหนึ่งชิ้น มูลค่าหนึ่งพันหยวน หากเรื่องที่ถามไม่เกี่ยวกับดวงหรือเธอช่วยไม่ได้ ของขวัญจะถูกส่งคืน ราคาที่สูงขึ้นทำให้คนใหม่เถียงกันทันที บางคนว่าหลอกแพงขึ้นหลังเริ่มดัง ผู้ชมเก่าก็เอาเรื่องที่เห็นมากับตาโต้กลับจนช่องความคิดเห็นเกือบกลายเป็นสนามรบ
“ผู้ที่เห็นว่าราคาไม่เหมาะไม่จำเป็นต้องกดค่ะ สิทธิ์มีเพียงหนึ่งคน”
ถุงโชคถูกปล่อยออกไป ไม่ถึงวินาทีชื่อบัญชี บ้านเล็กแสนสุข ก็เด้งขึ้น ภาพอีกฝั่งปรากฏชายวัยสามสิบปลาย ๆ นั่งอยู่ข้างโต๊ะกินข้าวซึ่งเต็มไปด้วยใบประกาศตามหาคน ด้านหลังมีหญิงวัยใกล้กันกำลังขีดรายชื่อสถานที่ลงบนแผนที่ ใต้ตาทั้งสองคนคล้ำจนเห็นชัดว่าแทบไม่ได้นอน
ชายคนนั้นชื่อจ้าวหมิงเหอ บัญชีเป็นของภรรยา หลิวเหวินจิ้ง เขายกภาพหญิงชราขึ้นใกล้กล้อง “นี่แม่ผม จ้าวกุ้ยหลานครับ แม่เป็นอัลไซเมอร์ หายไปสองวันแล้ว เราแจ้งตำรวจและตามทั้งโรงพยาบาล สถานีรถ แล้วก็ศูนย์พักพิง แต่ยังไม่มีข่าว”
หลิวเหวินจิ้งขยับเข้ามานั่งข้างสามี “แม่จำทางกลับบ้านไม่ได้ บางครั้งจำชื่อตัวเองไม่ได้ด้วย อาจารย์หลินช่วยดูได้ไหมคะว่าแม่ยังปลอดภัยหรือเปล่า”
หลิวเหวินจิ้งวางปากกาลงแล้วขยับเข้ามาใกล้กล้อง ดวงตาบวมแดงและเสียงแหบ เธอบอกว่า จ้าวกุ้ยหลานบางวันจำแม้กระทั่งชื่อของตัวเองไม่ได้ หากหลงไปในที่เปลี่ยวหรือถูกคนพาไปก็ไม่มีทางบอกที่อยู่ได้ ช่วงสองวันที่ผ่านมา ทั้งคู่รับโทรศัพท์แทบทุกสาย แม้จะเจอคนอ้างว่ามีเบาะแสแล้วเรียกเงินหลายครั้งก็ตาม ตำรวจต้องกำชับไม่ให้โอนเงินให้ใครโดยไม่ตรวจสอบ
คนดูเริ่มให้กำลังใจ บางคนชมว่าลูกสะใภ้ดูแลแม่สามีมาหลายปี อีกกลุ่มกลับถามว่า ทำไมภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับเธอ จ้าวหมิงเหออ่านเจอจึงอธิบายว่าเขาต้องทำงาน แต่วันหยุดก็ช่วยเท่าที่ทำได้ หลิวเหวินจิ้งไม่รับหรือปฏิเสธ เพียงยกภาพแม่ขึ้นมาให้หลินเยว่ชิงดูชัดขึ้น
เส้นชีวิตของจ้าวกุ้ยหลานยังอยู่ ร่องรอยพลัดพรากบนใบหน้าลูกชายก็ชัด แต่สิ่งผิดปกติกลับอยู่ที่หลิวเหวินจิ้ง เธอไม่มีรอยของคนซึ่งไม่รู้ว่าญาติผู้ใหญ่หายไปไหน หลินเยว่ชิงมองหญิงสาวผ่านหน้าจอ
“คุณจ้าว แม่ของคุณยังมีชีวิตค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในไห่เฉิงแล้ว”
จ้าวหมิงเหอโน้มตัวเข้าหากล้อง “แม่อยู่ที่ไหนครับ”
“คนที่พาเธอออกจากเมืองนั่งอยู่ข้างคุณ”
หลิวเหวินจิ้งกำมุมภาพถ่ายจนกระดาษย่น ก่อนหัวเราะเบา ๆ “ฉันเป็นคนแจ้งตำรวจ เป็นคนเดินแจกใบประกาศทุกวัน ถ้ารู้ว่าแม่อยู่ไหน จะทำทั้งหมดนี้ไปทำไมคะ” เธอเอื้อมมือจะปิดสาย หลินเยว่ชิงเอ่ยก่อน “เสื้อแจ็กเก็ตสีครีมที่ใส่วันนั้นยังแขวนอยู่หลังประตูห้องนอน ช่องซิปด้านในมีตั๋วรถพับอยู่หนึ่งใบ”
มือของหลิวเหวินจิ้งหยุด จ้าวหมิงเหอมองภรรยา ก่อนลุกไปที่ห้องนอน ไม่กี่นาทีก็กลับมาพร้อมเสื้อตัวดังกล่าว เขาล้วงช่องซิปด้านในและพบตั๋วรถยับย่นจริง ๆ
จ้าวหมิงเหอเปิดซิปด้วยมือที่เริ่มสั่น กระดาษด้านในพับหลายทบจนแทบติดกัน พอคลี่ออกช้า ๆ ตราของสถานีฝั่งตะวันตกกับเวลาเดินทางก็เห็นชัด หลิวเหวินจิ้งพยายามบอกว่า วันนั้นตนเดินทางไปหลายที่ อาจเป็นใบเสร็จหรือบัตรโดยสารของใครก็ได้ แต่เมื่อสามีชี้หมายเลขบัตรประชาชนสี่ตัวท้าย เธอก็เงียบลงทันที
ปลายทางคือเมืองหลินโจว เที่ยวรถออกเกือบบ่ายสามในวันที่แม่หาย หมายเลขบัตรประชาชนสี่ตัวท้ายบนตั๋วเป็นของจ้าวกุ้ยหลาน
“ทำไมตั๋วของแม่อยู่กับคุณ”
หลิวเหวินจิ้งมองกระดาษในมือสามี “ฉันอธิบายได้” หลินเยว่ชิงไม่ได้ปล่อยให้เธอมีเวลาสร้างเรื่องใหม่ เช้าวันนั้น หลิวเหวินจิ้งไม่ได้พาแม่สามีกับลูกไปเดินเล่น เธอฝากลูกไว้กับเพื่อนบ้านหลังอาหารกลางวัน พาหญิงชราขึ้นรถไปยังสถานีเก่าฝั่งตะวันตก สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ หมวก และหน้ากากให้ผู้ป่วย แล้วบอกพนักงานว่าหญิงชราเพิ่งออกจากโรงพยาบาลและมีญาติรอรับอยู่ปลายทาง
เธอซื้อตั๋วด้วยเงินสดและเลือกเที่ยวรถร่วมบริการซึ่งไม่ได้เข้าระบบสถานีหลัก รอจนรถออกจึงกลับมารับลูก แล้วสร้างเรื่องว่าแม่สามีหายไปตอนตนหันไปปลอบเด็ก
“เพราะฉะนั้นตำรวจค้นทั้งสวนริมแม่น้ำก็ไม่พบค่ะ ตอนแจ้งคนหาย จ้าวกุ้ยหลานออกจากไห่เฉิงไปแล้ว”
ความคิดเห็นพุ่งเร็วขึ้นทันที จ้าวหมิงเหอหันกลับมามองภรรยา สีหน้าเหมือนยังรอคำปฏิเสธ เธอไม่พูด
“รถถึงหลินโจวเย็นวันนั้น” หลินเยว่ชิงบอก “คุณแม่ลงพร้อมผู้โดยสารคนอื่น แล้วเดินตามผู้หญิงคนหนึ่งออกไปเพราะจำผิดว่าเป็นญาติ ตอนนี้ยังไม่ถึงอันตรายชีวิต แต่ต้องให้ตำรวจหลินโจวตรวจกล้องตั้งแต่เวลารถเข้า”
จ้าวหมิงเหอรีบส่งภาพตั๋วและข้อมูลให้ตำรวจผู้รับผิดชอบคดี เมื่อส่งเสร็จ เขาจึงถามเสียงแห้ง “ทำไมคุณทำแบบนี้ แม่เคยทำอะไรคุณ” หลิวเหวินจิ้งหัวเราะครั้งหนึ่ง ก่อนยกมือปิดหน้าอยู่พักใหญ่
“แม่คุณไม่เคยตั้งใจทำร้ายฉันหรอกค่ะ แม่คุณป่วยจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไร คนที่ทำให้ฉันมาถึงวันนี้ไม่ใช่แม่คุณ”
จ้าวหมิงเหอมองเธอนิ่ง หลินเยว่ชิงไม่ได้เข้าข้างการเอาผู้ป่วยไปปล่อยต่างเมือง การกระทำนั้นผิดและเสี่ยงอันตราย แต่ก่อนคนดูจะรุมด่าหลิวเหวินจิ้งเพียงฝ่ายเดียว เธอกลับบอกให้ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน
หลิวเหวินจิ้งแต่งงานกับจ้าวหมิงเหอเกือบสิบปี เดิมเคยทำงานและตั้งใจกลับไปทำงานหลังลูกเข้าอนุบาล แต่จ้าวกุ้ยหลานเริ่มมีอาการหลงลืมก่อนหน้านั้น จากลืมปิดเตา กลายเป็นเดินออกจากบ้านกลางดึก จำคนในครอบครัวไม่ได้ และบางครั้งหวาดกลัวจนไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้
“วันที่แม่คุณล้มในห้องน้ำ ฉันโทรหาคุณหกครั้ง” เธอพูด “คุณส่งข้อความกลับมาว่ากำลังรับรองลูกค้า ให้ฉันหาทางจัดการไปก่อน”
จ้าวหมิงเหอเม้มปาก “วันนั้นเป็นงานสำคัญจริง ๆ”
“ทุกวันของคุณสำคัญหมดค่ะ”
น้ำเสียงหลิวเหวินจิ้งไม่ดัง แต่ชายตรงหน้ากลับพูดแทรกไม่ออก คืนหนึ่งแม่สามีเปิดประตูออกไปตอนตีสอง เธอต้องวิ่งตามลงบันไดทั้งเท้าเปล่า ทิ้งลูกสาวซึ่งตื่นมาร้องอยู่หน้าห้อง จ้าวหมิงเหอกลับถึงบ้านตอนเช้าและถามเพียงว่าทำไมพื้นทางเข้าเปื้อนโคลน
หลายปีที่ผ่านมา จ้าวหมิงเหอเคยเห็นภรรยาเปลี่ยนไปทีละน้อย แต่ไม่เคยคิดว่าความเงียบเหล่านั้นเกิดจากอะไร คนที่เคยออกไปพบเพื่อนบ่อย ๆ เริ่มปฏิเสธนัด คนที่เคยแต่งตัวก่อนออกจากบ้านกลับอยู่ในชุดเดิมตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ทุกครั้งที่เขาถามว่าเหนื่อยหรือไม่ หลิวเหวินจิ้งมักตอบว่า “ก็เหมือนเดิม” และเขาก็ถือว่าคำตอบนั้นแปลว่าไม่มีปัญหา
เธอเคยขอให้จ้างผู้ดูแล ไม่ต้องทั้งวัน แค่มาช่วยอาบน้ำหรืออยู่แทนครึ่งวันเพื่อให้พาลูกออกไปข้างนอก จ้าวหมิงเหอบอกว่าเงินยังไม่พอ ให้รอเขาเลื่อนตำแหน่งก่อน
“ความพยายามของคุณมีวันเลิกงาน มีเงินเดือน แล้วก็มีคนชมค่ะ” หลิวเหวินจิ้งมองเขา “ของฉันไม่มีใครเห็น จนวันที่บ่น ทุกคนถามว่าอยู่บ้านทั้งวันจะเหนื่อยอะไร”
จ้าวหมิงเหอเงียบไปนาน ก่อนพูดว่า ไม่ว่าลำบากเพียงใดก็ไม่ควรปล่อยผู้ป่วยไปตามลำพัง หากแม่เกิดอะไรขึ้น เขาคงให้อภัยไม่ได้
“ฉันรู้ว่ามันผิด” หลิวเหวินจิ้งพยักหน้า “ตอนพาแม่คุณขึ้นรถ แม่คุณยังจับแขนฉันแล้วถามว่าเราจะกลับบ้านกี่โมง ฉันเกือบเปลี่ยนใจหลายครั้ง”
เธอสูดลมหายใจช้า ๆ
“ฉันไม่ได้อยากให้แม่คุณตาย ฉันแค่อยากตื่นมาสักเช้าโดยไม่ต้องรีบดูว่าแม่คุณเปิดประตูออกไปหรือยัง อยากกินข้าวกับลูกโดยไม่ต้องลุกทุกครึ่งนาที อยากจำให้ได้ว่าก่อนแต่งงาน ฉันเคยเป็นใคร”
ห้องไลฟ์ซึ่งก่อนหน้านี้รุมตำหนิหลิวเหวินจิ้งเริ่มเงียบลง บางคนยังยืนยันว่า ความเหนื่อยไม่ทำให้การพาคนป่วยไปปล่อยเป็นเรื่องถูก แต่อีกหลายคนเริ่มถามถึงหน้าที่ของลูกชายแท้ ๆ หลินเยว่ชิงไม่ปิดกั้นคำตำหนิ เพียงเตือนว่า ความผิดของหลิวเหวินจิ้งต้องรับผิดตามกฎหมาย ส่วนเหตุที่ทำให้คนหนึ่งพังลงจนเลือกทางนี้ก็ควรถูกมองให้ครบ
จ้าวหมิงเหอถาม “แล้วทำไมต้องเป็นตอนนี้ คุณทนมาตั้งหลายปี” หลิวเหวินจิ้งมองเขาอยู่นาน
“ฉันเคยคิดว่าจะทนต่อค่ะ อย่างน้อยจนคุณยอมจ้างคนมาช่วย”
มือบนโต๊ะค่อย ๆ กำแน่น
“แต่สามวันก่อน ฉันถึงรู้ว่า เงินก้อนที่คุณบอกว่ายังมีไม่พอ...”
สีหน้าจ้าวหมิงเหอเปลี่ยนไปทันที หลิวเหวินจิ้งมองเขาตรง ๆ
“เพราะคุณตกงานแล้วต่างหาก”