19
19
เครื่องบินค่อย ๆ เคลื่อนออกไปตามทางขับ ขณะที่เงาดำรอบลำกลับหนาขึ้นกว่าเดิม สืออันหนิงยืนอยู่หลังแนวกั้น มือยังจับโทรศัพท์ที่เชื่อมกับไลฟ์ไว้แน่น เธอเตือนแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ตรวจซ้ำแล้ว แต่สุดท้ายไม่มีใครยอมหยุดเที่ยวบินเพราะคำเตือนที่พิสูจน์ไม่ได้
“อันหนิง พอแล้วค่ะ” เสียงหลินเยว่ชิงดังจากโทรศัพท์
“แต่คนบนเครื่องล่ะ”
หลินเยว่ชิงมองเงาที่เกาะอยู่รอบลำ หากเป็นร่างเดิมของเธอ บางทีอาจยังมีวิธีเสี่ยงฝืนชะตา แต่พลังของร่างนี้ยังไม่พอจะดึงชีวิตคนเป็นร้อยกลับมาจากระยะไกล สิ่งที่ทำได้ก่อนเครื่องออก เธอทำไปหมดแล้ว สืออันหนิงถอยจากเคาน์เตอร์ไปนั่งตรงเก้าอี้ริมกระจก ไม่คิดซื้อตั๋วเที่ยวใหม่ และไม่คิดออกจากสนามบินจนกว่าจะรู้ว่าเครื่องลำนั้นถึงปลายทาง
ทำงานจนใจพัง: ขอให้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเถอะ
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงเครื่องยนต์จากด้านนอกดังไกลออกไป สืออันหนิงเงยหน้าตามแสงเล็ก ๆ บนท้องฟ้า เครื่องบินไต่ระดับขึ้นช้า ๆ ก่อนจุดสว่างจะเปลี่ยนทิศกะทันหัน
“เดี๋ยว...”
แสงนั้นลดต่ำลงรวดเร็วเกินปกติ ผู้โดยสารใกล้กระจกเริ่มลุกขึ้นมอง ก่อนเส้นสว่างจะหายไปหลังแนวอาคารไกล ๆ แล้วท้องฟ้าทางด้านนั้นวาบขึ้นเพียงครั้งเดียว สนามบินที่ยังมีเสียงพูดคุยอยู่เมื่อครู่เปลี่ยนไปแทบพร้อมกัน พนักงานหลังเคาน์เตอร์หยิบวิทยุขึ้นมา อีกคนรีบเข้าไปด้านใน เสียงประกาศขอให้ผู้โดยสารอยู่ในพื้นที่ดังตามมาไม่นาน
สืออันหนิงมองหน้าจอ “เครื่องนั้นใช่ไหม” สืออันหนิงก้มมองบัตรขึ้นเครื่องที่ยังเสียบอยู่ข้างโทรศัพท์ ชื่อของเธออยู่บนกระดาษแผ่นเดียวกับเที่ยวบินที่เพิ่งหายไปหลังแนวตึก เธอดึงมันออกมาดูอยู่หลายวินาที ก่อนพับเก็บเข้ากระเป๋าอย่างช้า ๆ สิ่งที่เมื่อครู่เป็นเพียงตั๋วเดินทาง กลับกลายเป็นหลักฐานว่าชีวิตของเธอเฉียดกับเหตุการณ์นี้ใกล้เพียงใด
คนรอบตัวเริ่มโทรหาครอบครัว บางคนถามชื่อเที่ยวบิน บางคนเปิดข่าวซ้ำไปมา เสียงประกาศจากสนามบินยังขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ แต่แทบไม่มีใครทำได้จริง สืออันหนิงเองก็อยากโทรหาคุณย่า แต่เมื่อนิ้วแตะชื่อในหน้าจอ เธอกลับหยุดไว้ก่อน ยังไม่มีข้อมูลยืนยันมากพอ และเธอไม่อยากให้หญิงชราตกใจจากคำที่ยังไม่ชัดเจน
หลินเยว่ชิงเห็นท่าทีนั้นแต่ไม่ได้เร่งให้โทรหรือห้ามไว้ เธอเพียงบอกให้สืออันหนิงนั่งลงและดื่มน้ำก่อน มือที่จับแก้วสั่นจนเจ้าตัวต้องใช้สองมือประคอง พอเห็นตัวเองเป็นแบบนั้นจึงหัวเราะแห้ง ๆ หนึ่งครั้ง แล้วเลิกทำเหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เพิ่งเห็น
“ใช่ค่ะ”
มือของเธอเย็นเฉียบ เมื่อสิบกว่านาทีก่อนยังเสียดายค่าตั๋วอยู่เลย ตอนนี้สิ่งเดียวที่คิดออกคือ ถ้าไม่ได้กดสิทธิ์ในไลฟ์คืนนี้ เธอคงอยู่บนเครื่องลำนั้นด้วย
“ถ้าฉันขึ้นไป...”
“อย่าคิดต่อค่ะ”
สืออันหนิงกลืนคำที่เหลือกลับไป ข่าวในเวยป๋อเริ่มวิ่งเร็ว บางโพสต์บอกเครื่องสูญเสียการติดต่อ บางโพสต์อ้างเห็นไฟกลางอากาศ แต่ยังไม่มีข้อมูลใดยืนยันได้ พนักงานคนเดิมเดินเข้ามาหาเธอ สีหน้าไม่เหมือนตอนเตือนให้หยุดรบกวนเที่ยวบินอีกแล้ว
“คุณสือ เมื่อครู่คุณรู้ได้ยังไงครับ”
สืออันหนิงมองหลินเยว่ชิงบนจอ “ฉันก็ไม่รู้ค่ะ” ชายคนนั้นถูกวิทยุเรียกกลับไปก่อนจะถามต่อ เธอนั่งลงช้า ๆ แล้วถามสิ่งที่เพิ่งนึกขึ้นได้ “ฉันยังขึ้นเครื่องบินได้อีกไหม”
“ได้ค่ะ เคราะห์ของคุณผ่านแล้ว”
สืออันหนิงมองเธอพักหนึ่ง ก่อนกดส่งของขวัญจนภาพปราสาทขึ้นเต็มจอ หลินเยว่ชิงกำลังจะห้าม เจ้าตัวกลับถามก่อน
“ฉันทำอะไรให้คุณได้ไหม”
“มีค่ะ”
ครั้งนี้สืออันหนิงไม่รับปากเร็วเหมือนก่อน เพียงตั้งใจฟัง
“ถ้าเจ้าหน้าที่อนุญาต ไปใกล้พื้นที่เกิดเหตุให้ฉันหน่อยค่ะ ไม่ต้องเข้าเขตกั้น”
“คุณจะดูอะไร”
“ไปถึงแล้วค่อยบอกค่ะ”
สืออันหนิงฝากกระเป๋าไว้ที่เคาน์เตอร์และติดต่อรถ จากสนามบินไปยังพื้นที่เกิดเหตุต้องอ้อมหลายช่วงเพราะตำรวจปิดถนน เธอลงรถก่อนแนวกั้นสุดท้ายแล้วเดินตามทางที่เปิดไว้ให้ประชาชน กลิ่นไหม้ลอยมาตามลมตั้งแต่ยังมองไม่เห็นพื้นที่ด้านใน
รถดับเพลิง รถพยาบาล และรถตำรวจจอดกระจายอยู่ริมแนวป่า เจ้าหน้าที่กันสื่อกับคนไม่เกี่ยวข้องออกห่าง สืออันหนิงไม่พยายามเข้าไปใกล้ซากเครื่อง เพียงยืนในจุดที่ยังมองเห็นแสงไฟฉุกเฉิน
เมื่อมาถึงแนวกั้น สืออันหนิงแสดงบัตรโดยสารเที่ยวบินเดิมให้เจ้าหน้าที่ดูและอธิบายเพียงว่าตนเป็นผู้โดยสารที่ไม่ได้ขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่จึงยอมให้ยืนในพื้นที่สำหรับญาติและผู้เกี่ยวข้อง แต่กำชับไม่ให้เข้าใกล้แนวปฏิบัติงาน เธอรับคำทันที ไม่พยายามใช้นามสกุลสือขอสิทธิ์พิเศษแม้แต่ครั้งเดียว
เสียงไซเรนดังสลับกับวิทยุของเจ้าหน้าที่ ลมพัดควันบางส่วนมาทางพื้นที่รอจนคนหลายคนยกแขนปิดจมูก สืออันหนิงหันกล้องให้หลินเยว่ชิงเห็นเพียงภาพไกล ๆ ตามคำสั่ง ไม่ถ่ายซูมเข้าไปยังซากหรือผู้บาดเจ็บ เธอเคยชอบเรื่องตื่นเต้นในไลฟ์ แต่คราวนี้ไม่รู้สึกว่าอะไรตรงหน้าควรถูกมองเป็นภาพน่าดูเลย
“ตรงนี้พอไหมคะ”
หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ขึ้นมา “วางโทรศัพท์ให้มั่นค่ะ” ปลายนิ้วแตะลงบนอักขระ แสงจาง ๆ วาบผ่านเลนส์ ภาพบนหน้าจอไม่เปลี่ยนสำหรับคนทั่วไป แต่สืออันหนิงกลับเห็นเงาคนจำนวนมากเพิ่มขึ้นท่ามกลางเจ้าหน้าที่ บางร่างยังชัดเหมือนคนเป็น บางร่างเลือนจนเห็นแสงไฟทะลุผ่าน หลายคนยืนหันซ้ายขวาอย่างสับสน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งพยายามเรียกตำรวจที่เดินผ่าน พอยื่นมือไปแตะ ไหล่ของเจ้าหน้าที่กลับทะลุผ่านฝ่ามือเขา
ชายคนนั้นค่อย ๆ หยุดนิ่ง สืออันหนิงกำโทรศัพท์แน่น “พวกเขาคือ...”
“ผู้โดยสารค่ะ”
ขอกะละมังกับชาม: ฉันพูดไม่ออกเลย
เธอเคยเห็นวิญญาณมาก่อน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ไม่ถึงชั่วโมงก่อน คนเหล่านี้ยังนั่งบนเครื่อง ดูโทรศัพท์ ห่วงงาน ห่วงบ้าน หรือคิดถึงสิ่งที่จะทำหลังลงถึงไห่เฉิง ตอนนี้กลับไม่มีใครได้ยินเสียงพวกเขา
“คุณอยากให้ฉันทำอะไร”
“ช่วยฟังคำที่พวกเขาอยากฝากไว้ค่ะ คืนนี้คุณจะได้ยินพวกเขาชั่วคราว”
สืออันหนิงเงียบไป หลินเยว่ชิงจึงพูดต่อ “ถ้าไม่ไหว ฉันหาวิธีอื่นได้” หญิงสาวมองชายวัยกลางคนคนเดิมอยู่พักหนึ่ง แล้วถอนใจ “ฉันลองค่ะ” เธอเดินเข้าใกล้แนวกั้นอีกเล็กน้อย “คุณคะ” วิญญาณชายหันขวับ “คุณเห็นผม?”
“เห็นค่ะ”
เขามองมือตัวเอง ก่อนหันไปทางเจ้าหน้าที่อีกครั้ง “งั้นผมคงตายแล้วจริง ๆ” สืออันหนิงไม่รู้จะตอบอะไร ชายคนนั้นกลับยิ้มบาง ๆ ให้ก่อน เขาชื่อเฉินเหวินไค อายุสี่สิบสองปี กำลังกลับบ้านหลังประชุมต่างเมือง ภรรยากับลูกชายรออยู่ที่ไห่เฉิง
เมื่อรู้ว่าสืออันหนิงช่วยส่งคำพูดกลับไปได้ เขาใช้เวลานานกว่าจะเริ่ม
“ในตู้เสื้อผ้าฝั่งขวาล่างสุดมีกล่องสีเทาครับ ข้างในมีสมุดบัญชีกับบัตรธนาคาร รหัสเป็นวันเกิดภรรยาผม เงินนั้นผมรับงานนอกเก็บไว้ กะจะเอาไปดาวน์บ้านใหม่ตอนลูกขึ้นมัธยม”
สืออันหนิงเปิดโน้ตบันทึกทุกคำ เขาหยุดนิดหนึ่ง “บอกเธอด้วยว่าไม่ต้องรอผม ถ้าวันหนึ่งเจอคนดี ๆ ก็ใช้ชีวิตต่อไปเถอะ” แล้วเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้จึงรีบเสริม “แต่อย่าเพิ่งขายรถนะครับ ผมเพิ่งผ่อนหมด” สืออันหนิงหลุดหัวเราะทั้งที่ตาร้อนขึ้น “ได้ค่ะ ฉันจะจดให้ครบ”
หลินเยว่ชิงทำมุทราสั้น ๆ ยันต์ในมือเกิดแสงอ่อน ร่างเฉินเหวินไคเริ่มโปร่งขึ้น
“ผมจะไปไหน”
“ไปในที่ที่ควรไปค่ะ”
เขาพยักหน้า หันมาขอบคุณสืออันหนิงอีกครั้ง ก่อนร่างจะค่อย ๆ จางหายไป หญิงสาวยืนมองพื้นที่ว่างอยู่พักหนึ่ง แล้วหันไปหาเงาอื่นที่ยังรออยู่ “คนต่อไปล่ะคะ” จากนั้นเธอไม่ได้ถามอีกว่าตัวเองกลัวไหม
หญิงสูงวัยคนหนึ่งฝากบอกลูกสาวว่าอย่าลืมกินยา ชายหนุ่มคนหนึ่งฝากรหัสคอมพิวเตอร์ไว้พร้อมกำชับให้ลบไฟล์บางอย่างก่อนแม่เปิดเจอ นักศึกษาคนหนึ่งร้องไห้ตั้งแต่เริ่มพูด เพราะตอนเช้าเพิ่งทะเลาะกับแม่และยังไม่ได้โทรกลับไปขอโทษ
มีเด็กหญิงวัยประถมคนหนึ่งยืนกอดกระเป๋าเป้ของตัวเองอยู่ใกล้หญิงวัยกลางคน เธอจำหมายเลขโทรศัพท์บ้านไม่ได้ครบ หลินเยว่ชิงจึงให้สืออันหนิงถามเพียงชื่อกับโรงเรียน แล้วจดไว้แยกต่างหากเพื่อส่งให้ตำรวจตรวจสอบภายหลัง เด็กคนนั้นไม่ได้ฝากคำยาว เพียงบอกว่าอยากให้แม่รู้ว่าเมื่อขึ้นเครื่องเธอไม่ได้ร้องไห้เหมือนครั้งก่อน
อีกคนเป็นชายสูงวัยที่เดินทางคนเดียว เขาไม่ขอฝากเรื่องทรัพย์สินเลย กลับเอาแต่ทวนชื่อแมวที่เลี้ยงไว้ที่บ้านสามครั้ง กลัวว่าลูกชายจะไม่รู้ว่าต้องเอาอาหารยี่ห้อไหนให้มัน สืออันหนิงจดจนถึงชื่ออาหารแล้วเงยหน้ามองเขา ชายชราจึงหัวเราะ บอกว่าตายแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ห่วงที่สุดกลับเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว
บางข้อความยาว บางคนมีเพียงชื่อคนที่อยากพบกับคำว่า “ขอโทษ” สืออันหนิงจดเท่าที่มือไหว ส่วนหลินเยว่ชิงส่งวิญญาณไปทีละคน ห้องไลฟ์ซึ่งปกติแซวกันไม่หยุดกลับเงียบลง มีเพียงข้อความสั้น ๆ ให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตผ่านขึ้นมาเป็นระยะ
เวลาผ่านไปจนสืออันหนิงเริ่มปวดนิ้ว หลินเยว่ชิงจึงให้พัก เธอกำลังจะนับรายชื่อที่เหลือ เสียงทะเลาะกลับดังมาจากด้านขวา
“หันกล้องไปทางนั้นหน่อยค่ะ”
สืออันหนิงทำตาม ภาพผ่านแนวต้นไม้ไปหยุดตรงเงาสองร่างที่ยืนอยู่หลังพุ่มเตี้ย ตอนแรกเธอนึกว่าทั้งคู่แค่เถียงกัน แต่พอขยับเข้าใกล้อีกนิด คนหนึ่งกลับกระชากคอเสื้ออีกคน ขณะที่อีกฝ่ายง้างหมัดสวน
“เดี๋ยวนะ...”
เครื่องแบบของทั้งสองเป็นชุดนักบิน คนหนึ่งมีแถบบนบ่ามากกว่าอีกคน เห็นได้ชัดว่าเป็นกัปตันกับผู้ช่วยกัปตัน และตอนนี้วิญญาณนักบินสองคนนั้นกำลังต่อยกันอยู่จริง ๆ
ขอกะละมังกับชาม: ตายแล้วก็ยังมีเรื่องกันได้ด้วยเหรอ