22
22
“เซี่ยอวี่ถง?”
ตะเกียบในมือตำรวจหญิงหยุดลง หลินเยว่ชิงหันตามเสียง เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ไฟหน้าร้าน เสื้อแจ็กเก็ตสีดำพาดอยู่บนไหล่ มืออีกข้างถือหมวกกันน็อกเต็มใบ ผมสีน้ำตาลแดงที่ถูกหมวกกดจนยุ่งยิ่งทำให้เจ้าตัวเด่นกว่าคนแถวนั้น เขามองพี่สาวก่อน สายตาค่อยเลื่อนมายังหลินเยว่ชิง แล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นราวกับเพิ่งเจอเรื่องน่าสนุก
เซี่ยอวี่ถงมองเขาแวบเดียวก็ถอนใจ
“ฟ้าจะสว่างอยู่แล้ว ยังไม่กลับบ้านอีกหรือ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมเอื้อมหยิบเนื้อย่างไม้สุดท้ายจากจานไปอย่างหน้าตาเฉย “คนที่ชอบบ่นว่าฉันกลับดึก ดูเหมือนตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไร”
เสียงเพียะดังขึ้นที่ต้นแขนก่อนเนื้อจะถึงปาก เจ้าตัวสะดุ้งแต่ยังไม่ยอมปล่อยไม้ “เจ็บนะ!”
“เรียกพี่ดี ๆ ก่อน”
เขาหัวเราะ พลางขยับหลบมือที่กำลังจะตามมาอีกรอบ “ครับ พี่สาวคนสวย พอใจหรือยัง” เซี่ยอวี่ถงทำหน้าเหมือนอยากบอกว่าไม่พอ แต่คงเห็นว่าหลินเยว่ชิงนั่งอยู่ด้วยจึงยอมเก็บมือไว้ ก่อนแนะนำเพียงสั้น ๆ “เซี่ยจิ่งหาว น้องชายฉัน คนที่ห้าของบ้าน”
“แล้วก็เป็นคนที่บ้านรักมากที่สุด” เจ้าตัวเสริมเองทันที
“ไม่มีใครพูดแบบนั้น”
“ผมพูดเองก็ได้”
หลินเยว่ชิงมองสองพี่น้องโดยไม่แทรก พอเซี่ยจิ่งหาวขยับเข้ามาใกล้ เส้นบางที่เชื่อมอยู่ระหว่างเขากับเซี่ยอวี่ถงก็เห็นชัดขึ้นทันที ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดแน่นอน และเจ้าของร่างที่เธอใช้อยู่ก็มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวนี้อย่างใกล้ชิดเช่นกัน
แต่สิ่งที่ดึงสายตาเธอไว้กลับไม่ใช่เส้นสายเลือด หว่างคิ้วของเซี่ยจิ่งหาวมีเงาดำบาง ๆ เกาะอยู่ เมื่อครู่ยังจางจนแทบมองไม่เห็น แต่พอเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความ เงานั้นกลับเข้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดมีความเกี่ยวข้องกับคนในหน้าจอ
ข้อความเสียงดังลอดออกมาสั้น ๆ เสียงเพลงดังปนกับคนหลายคนตะโกนเรียกชื่อเขา จิ่งหาวกดฟังจบก็พิมพ์ตอบอย่างรวดเร็ว สีหน้าบอกชัดว่ามีนัดต่อ หลินเยว่ชิงวางตะเกียบลง
“คืนนี้อย่าออกจากบ้านค่ะ”
เซี่ยจิ่งหาวเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มยังค้างอยู่ “ผมหรือ”
“ค่ะ”
เขามองพี่สาวก่อน เหมือนสงสัยว่าเซี่ยอวี่ถงไปพูดอะไรกับเพื่อนคนนี้ไว้ แต่ฝ่ายพี่สาวเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน เพียงไม่กี่วินาทีก็จับได้ว่าหลินเยว่ชิงไม่ได้พูดเล่น จิ่งหาวกลับหัวเราะเบา ๆ “ถ้าพี่ผมให้คุณช่วยหาวิธีลากผมกลับบ้าน บอกเลยว่าเธอลงทุนเกินไปนะครับ”
เซี่ยอวี่ถงปรายตามอง “ฉันยังไม่ทันฟ้องอะไรนายเลย” ชายหนุ่มไม่สนใจ เขายังหยิบเห็ดจากจานไปกินต่อ ท่าทีเหมือนรับคำเตือนเป็นเรื่องขำ ๆ มากกว่าเรื่องจริง หลินเยว่ชิงไม่ได้อธิบายเรื่องดวงหรือพยายามเกลี้ยกล่อมอีก เพียงมองเงาดำเหนือหว่างคิ้วเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเพิ่มว่า “คืนนี้กับอีกสองคืน ถ้าไม่มีธุระจำเป็น อยู่บ้านไว้จะดีที่สุด”
คราวนี้น้ำเสียงจริงจังพอให้เซี่ยจิ่งหาวชะงัก แต่เพียงครู่เดียว โทรศัพท์ในมือก็ดังขึ้นอีกครั้ง เขากดรับ พลางเดินออกจากโต๊ะไปสองก้าว เสียงที่ตอบกลับสั้นมาก “รู้แล้ว เดี๋ยวไป” ก่อนวางสายแล้วหยิบหมวกขึ้น เซี่ยอวี่ถงมองนาฬิกา “ยังจะไปอีก?”
“ตอนนี้เช้าแล้ว ไม่ใช่กลางคืน”
เขายิ้มอย่างคนคิดว่าหาช่องรอดได้ ก่อนคว้าเนื้อย่างสองไม้ติดมือไปอีก
“เซี่ยจิ่งหาว!”
ชายหนุ่มรีบถอยไปไกลพอให้มือพี่สาวตามไม่ถึง “รอบหน้าซื้อคืนให้ทั้งร้านเลย พอใจไหม” เซี่ยอวี่ถงยังไม่ทันตอบ เขาก็เดินข้ามถนนไปแล้ว มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบก์สีดำจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม จิ่งหาวสวมหมวกขึ้นคร่อมรถ ก่อนออกตัวไปพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อย ๆ หายลับไปตามถนนยามเช้า
รอยยิ้มบนใบหน้าเซี่ยอวี่ถงหายไปหลังรถพ้นสายตา เธอไม่ได้ถามซ้ำว่าหลินเยว่ชิงพูดจริงหรือไม่ เพียงหันกลับมาแล้วเห็นกระดาษยันต์แผ่นเล็กถูกวางไว้บนโต๊ะ
“ใส่ไว้กับของที่เขาพกประจำค่ะ”
เซี่ยอวี่ถงหยิบขึ้นมาดู สีหน้าจริงจังกว่าตอนรับหลักฐานคดีเสียอีก
“ถ้าเขาไม่ยอมพก ฉันจัดการเอง”
หลินเยว่ชิงมองเธอเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คืนนี้คนที่ต้องกลัวอาจไม่ได้มีแค่เซี่ยจิ่งหาว อาหารบนโต๊ะเหลือไม่มาก ทั้งสองจึงนั่งต่ออีกเพียงครู่เดียว เซี่ยอวี่ถงขับรถไปส่งหลินเยว่ชิงถึงถนนซีเหอ แล้วรีบกลับบ้านพร้อมยันต์ในกระเป๋า ส่วนหลินเยว่ชิงขึ้นห้องพักหลังแทบไม่ได้นอนมาตลอดคืน
เกือบเที่ยง รถของตระกูลสือก็เลี้ยวผ่านประตูบ้านใหญ่เข้ามา สืออันหนิงลงจากรถก่อนคนขับจะยกกระเป๋าเดินทางเสร็จเสียอีก เธอเดินเร็วผ่านโถงหน้าเข้าไปด้านใน พอเห็นคุณย่าสือนั่งอยู่ริมหน้าต่างก็ตรงเข้าไปกอดทันที
“คุณย่า!”
คนถูกกอดหัวเราะ พลางตบหลังหลานสาว “เบาหน่อย ย่ายังไม่แก่ถึงขั้นต้องกอดให้กระดูกเข้าที่” สืออันหนิงไม่ได้ปล่อยทันที เมื่อคืนเธอยังยืนอยู่ในสนามบิน มองเที่ยวบินที่ตัวเองเกือบขึ้นหายไปจากท้องฟ้า ถึงจะคุยเล่นกับพี่ชายได้ ถึงจะพยายามทำเหมือนไม่มีอะไร แต่พอกลับมาเห็นบ้านเดิม เห็นคุณย่าอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกว่าเกือบไม่ได้กลับมาที่นี่อีกก็ย้อนขึ้นมาเอง
คุณย่าสือเหมือนรู้ เธอไม่ได้ถามรายละเอียด มีเพียงมือที่ลูบศีรษะหลานช้าลง
“กลับมาแล้วก็ดี”
สืออันหนิงซบอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมผละออก พอหันไปเห็นแฟ้มสีน้ำตาลบนโต๊ะ ความสนใจก็ถูกดึงไปทันที ข้างแฟ้มมีพวงกุญแจใหม่เอี่ยมกับซองเอกสารจากสำนักงานอสังหาริมทรัพย์วางอยู่ เธอเปิดดูตามนิสัย เอกสารด้านในเป็นรายละเอียดห้องชุดในโครงการใหม่ ทำเลดี พื้นที่ไม่น้อย ตัวเลขด้านล่างยิ่งไม่ใช่ราคาที่ใครจะซื้อเพราะนึกสนุก
ตรงหน้าซองมีลายมือคุณย่าเขียนไว้สองคำ เยว่ชิง สืออันหนิงมองชื่ออยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปเพียงนิดเดียว แต่คนที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เกิดเห็นทัน
“อย่าเพิ่งคิดไปไกล”
เสียงคุณย่าสือดังขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ถาม
“เยว่ชิงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าย่าซื้อห้องนี้ให้”
นิ้วที่กำลังพลิกกระดาษของสืออันหนิงหยุดลง คุณย่าสือยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วพูดต่อเอง “ให้มาอยู่บ้านนี้ก็ไม่ยอม ให้ไปอยู่บ้านพี่ชายเราก็ไม่เอา บอกว่าที่เช่าอยู่สะดวกดี ย่าพูดเรื่องซื้อที่อยู่ให้ตั้งหลายครั้ง เธอก็ปฏิเสธจนย่ารำคาญ สุดท้ายเลยซื้อไว้ก่อน”
สืออันหนิงค่อย ๆ ปิดแฟ้ม ก่อนกลับมา เธอเคยคิดไว้หมดแล้วว่าผู้หญิงที่ทำให้คุณย่ารีบจับพี่ชายไปจดทะเบียนคงมีวิธีเข้าหาคนในบ้านไม่ธรรมดา ยิ่งเห็นเอกสารห้องชุดราคาแพงเมื่อครู่ ความคิดเดิมแทบจะโผล่ขึ้นมาทันที แต่ข้อมูลที่ได้กลับไม่ตรงกับสิ่งที่คิดเลยสักอย่าง
ถ้าคิดจะเกาะตระกูลสือจริง คนแบบไหนจะปฏิเสธทั้งบ้านใหญ่ ปฏิเสธที่อยู่ที่จัดให้ แล้วไปเช่าห้องเล็กเองข้างนอก? คุณย่าสือมองหลานสาวที่เงียบไปแล้วแอบยิ้ม
“เมื่อคืนยังโทรมาถามย่าว่าเธอช่วยย่าจริงหรือจัดฉาก วันนี้ไม่พูดแล้วหรือ”
“ฉันก็แค่ถามไว้ก่อนนี่คะ”
“ถามไว้ก่อนหรือคิดไปก่อน”
สืออันหนิงทำเป็นไม่ได้ยิน เธอหยิบพวงกุญแจขึ้นมาดู แล้ววางกลับอย่างไม่รีบร้อนเหมือนเดิม คุณย่าสือไม่พูดแทงใจต่อ เพียงเลื่อนแฟ้มกับกุญแจมาทางหลานสาว
“กลับมาพอดี เอาไปให้พี่สะใภ้เราแทนย่าหน่อย”
มือของสืออันหนิงหยุดอยู่เหนือแฟ้ม ท่าทีเพียงเท่านั้นก็ทำให้ผู้สูงวัยหรี่ตา
“ย่าให้ไปส่งของ ไม่ได้ให้ไปสอบสวนเขา”
“ฉันไม่ได้จะสอบสวนเสียหน่อย”
“ย่ายังไม่ได้ใช้คำว่าเราจะทำ”
สืออันหนิงชะงัก ก่อนหัวเราะกลบ “คุณย่านี่รู้ทันตลอด”
“เพราะเราเป็นคนทำอะไรเขียนไว้บนหน้า”
ผู้สูงวัยยื่นโทรศัพท์มาให้ ที่อยู่ถูกส่งเข้าเครื่องของเธอเรียบร้อยแล้ว “ไปเจอกันดี ๆ เยว่ชิงนิสัยเงียบ แต่ไม่ใช่คนใจร้าย ถ้าเราพูดดี เขาก็พูดดีด้วย” สืออันหนิงรับแฟ้มมา คราวนี้ไม่ได้รีบเถียง ความอยากเห็นพี่สะใภ้ยังมีอยู่เท่าเดิม แต่เหตุผลไม่เหมือนเมื่อคืนแล้ว
ตอนอยู่สนามบิน เธออยากกลับมาเพื่อจับผิด ตอนนี้กลับอยากเห็นเสียมากกว่าว่า ผู้หญิงแบบไหนกันที่ทำให้คุณย่าชอบขนาดนี้ ทั้งยังปฏิเสธสิ่งที่ใครหลายคนคงรีบคว้าเอาไว้ เมื่อก้มอ่านที่อยู่ในโทรศัพท์ ความสงสัยก็เพิ่มขึ้นอีกอย่าง ชุมชนเก่าใกล้ถนนซีเหอ
ไม่ใช่คอนโดหรู ไม่ใช่บ้านของตระกูลสือ และไม่ใช่ย่านที่คนเพิ่งแต่งงานกับประธานบริษัทใหญ่จะเลือกหากต้องการอวดฐานะ สืออันหนิงอ่านซ้ำอีกครั้ง คุณย่าสือเห็นเข้าก็ไม่ต้องเดาว่าคิดอะไร “ที่นั่นแหละ”
“ฉันยังไม่ได้ถามเลยนะคะ”
“เดี๋ยวก็ถาม”
คราวนี้หลานสาวเถียงไม่ออกจริง ๆ หลังพักจนหายเหนื่อย สืออันหนิงจึงออกจากบ้านพร้อมแฟ้ม กุญแจ และของอีกสองสามอย่างที่คุณย่าฝากไปให้ ระหว่างทางโทรศัพท์เด้งแจ้งเตือนคลิปจากบัญชีที่เธอติดตามเมื่อคืน อาจารย์หลินดูดวง นิ้วของเธอหยุดอยู่บนหน้าจอ ก่อนกดเปิดคลิปสั้นช่วงหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว
ในภาพ หลินเยว่ชิงยังมีสีหน้าเรียบเหมือนเดิม ทั้งที่ตรงหน้าคือวิญญาณผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เธอพูดไม่มาก ไม่แสดงท่าทีว่าตัวเองทำเรื่องยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นคนเตือนสืออันหนิงลงจากเที่ยวบินก่อนเกิดเหตุ เมื่อคืนหลังวางสายกับพี่ชาย สืออันหนิงเคยคิดว่ากลับถึงไห่เฉิงแล้วจะหาเวลาไปขอบคุณอาจารย์หลินก่อน จากนั้นค่อยจัดการเรื่องพี่สะใภ้
สองเรื่องแยกกันอย่างชัดเจนในหัว เธอปิดหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์ รถค่อย ๆ ออกจากถนนใหญ่เข้าสู่เขตเก่า อาคารสองข้างทางเริ่มเตี้ยลง ร้านค้าชั้นล่างมีทั้งร้านของชำ ร้านซ่อมเครื่องใช้ และร้านขายกระดาษเซ่นไหว้ ป้ายบางร้านเก่าจนสีซีด บรรยากาศต่างจากย่านที่เธอคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง
พอรถหยุด สืออันหนิงลงมาพร้อมแฟ้มในมือ เธอมองหมายเลขอาคาร แล้วเทียบกับที่อยู่ในโทรศัพท์อีกครั้ง ตรงทุกตัว หญิงสาวเงยหน้ามองอาคารเก่าตรงหน้าอยู่พักหนึ่ง พี่สะใภ้ของสือเยี่ยนโจว ผู้หญิงที่แต่งเข้าตระกูลสือโดยไม่ยอมอยู่บ้านสือ ไม่รับห้องใหม่ และยังเลือกเช่าห้องเล็กอยู่ที่นี่ สืออันหนิงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า
อย่างน้อยครั้งนี้ เธอจะไม่ตัดสินก่อนเห็นหน้าอีกแล้ว