23
23
สืออันหนิงยืนอยู่หน้าประตูห้องตามที่อยู่ในโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือเคาะ เดิมเธอแค่ตั้งใจมาส่งของแทนคุณย่าและถือโอกาสดูพี่สะใภ้ด้วยตาตัวเอง เพราะถึงความสงสัยจะลดลงหลังเมื่อคืน คำว่ารู้จักกับเชื่อใจก็ยังไม่ใช่คำเดียวกัน
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านใน ไม่นานประตูก็เปิดออก สืออันหนิงนิ่งค้าง คนตรงหน้าเพิ่งตื่นได้ไม่นาน ผมยาวรวบง่าย ๆ ไว้ด้านหลัง ใบหน้าไม่มีเครื่องสำอาง เสื้อผ้าก็เป็นเพียงชุดอยู่บ้านธรรมดา แต่ต่อให้เปลี่ยนจากภาพในไลฟ์ไปมากแค่ไหน เธอก็ไม่มีทางจำผิด
เมื่อคืนคนคนนี้นั่งอยู่หลังหน้าจอ บอกเธอด้วยน้ำเสียงสงบว่าอย่าขึ้นเครื่อง
“อาจารย์หลิน…”
หลินเยว่ชิงเองก็แปลกใจที่เห็นเธอ แต่ไม่ได้ถามอะไร เพียงเปิดประตูให้กว้างขึ้น “เข้ามาก่อนค่ะ” สืออันหนิงก้าวเข้าไปอย่างคนยังตั้งหลักไม่ทัน ในห้องมีโต๊ะตัวเดียวกับที่เห็นในไลฟ์ ขาตั้งโทรศัพท์ กระดาษยันต์ และพู่กันวางอยู่ครบ สืออันหนิงก้มมองแฟ้มในมือ ชื่อบนซองเขียนชัดว่า “หลินเยว่ชิง” ขณะที่คำของพี่ชายเมื่อคืนว่า “ฉันรู้จักเธอ” กลับมาชัดเจนขึ้น
สืออันหนิงยืนนิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าใหม่
“เดี๋ยวนะ…”
หลินเยว่ชิงเห็นสีหน้าเธอแล้วพอเดาได้ว่าเข้าใจอะไรขึ้นมา สืออันหนิงชี้นิ้วมาที่ตัวเองก่อน แล้วชี้ไปทางประตูเหมือนสมองกำลังจัดระเบียบข้อมูล สุดท้ายก็หลุดประโยคเดียวออกมา
“พี่สะใภ้ฉันคือคุณ?”
สืออันหนิงนิ่งไปพักใหญ่ก่อนถามย้ำ “เมื่อคืนพี่รู้แล้วใช่ไหมคะว่าฉันเป็นใคร” หลินเยว่ชิงพยักหน้า “รู้ตอนเจ้าหน้าที่เรียกชื่อที่ประตูขึ้นเครื่องค่ะ” คนฟังยกมือแตะหน้าผากตัวเองทันที นั่นหมายความว่าเธอนั่งเล่าเรื่องพี่ชาย เรื่องพี่สะใภ้ และความตั้งใจจะกลับมาตรวจสอบอีกฝ่ายต่อหน้าเจ้าตัวมาตลอด โดยที่อีกฝ่ายไม่เปิดโปงสักคำ
“แล้วทำไมไม่บอกหนูคะ” อันหนิงถามอย่างเสียหน้าอยู่บ้าง หลินเยว่ชิงตอบเพียงว่า “ตอนนั้นเรื่องเครื่องสำคัญกว่าค่ะ” คำตอบสั้น ๆ ทำให้เธอเถียงไม่ออก ต่อให้ย้อนกลับไป เธอเองก็คงไม่อยากให้คนในหน้าจอหยุดเตือนเรื่องอันตรายเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ในครอบครัวเหมือนกัน
หลินเยว่ชิงปล่อยให้เธอทบทวนคำพูดเมื่อคืนโดยไม่ซ้ำเติม สืออันหนิงยกมือปิดหน้า ภาพเมื่อคืนที่ตัวเองประกาศว่าจะกลับมาช่วยพี่ชายเรื่องหย่าผุดขึ้นมาทันที คนที่ตั้งใจมาตรวจสอบกลับเป็นคนเดียวกับคนที่ช่วยชีวิตเธอ สืออันหนิงนั่งลงช้า ๆ แล้วรับแก้วน้ำจากเจ้าของห้อง พอคิดอีกมุมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า คนที่โชคดีที่สุดอาจไม่ใช่เธอที่กดสิทธิ์ทันเมื่อคืน แต่อาจเป็นพี่ชายตัวเอง
สืออันหนิงพยายามทำหน้าให้ปกติอยู่พักหนึ่ง ก่อนนึกถึงของที่ถือมาด้วย เธอจึงรีบวางแฟ้มกับพวงกุญแจลงบนโต๊ะ
“คุณย่าฝากมาค่ะ”
หลินเยว่ชิงเปิดดูเพียงหน้าแรกก็รู้ว่าเป็นเอกสารอะไร เธอปิดกลับทันที
“ฝากเอากลับไปก่อนนะคะ ฉันยังไม่คิดย้าย”
สืออันหนิงเคยได้ยินคุณย่าเล่าว่าหลินเยว่ชิงปฏิเสธห้องนี้มาแล้ว แต่พอเห็นกับตาว่าอีกฝ่ายเปิดแฟ้มเพียงหน้าแรกก็คืน ความสงสัยเรื่องแต่งงานเพราะทรัพย์สินก็ยิ่งเหลือน้อยลง ห้องเช่าเก่าและเล็กจริง แต่ไม่เห็นท่าทีของคนที่รอวันย้ายเข้าบ้านหรูเลย
สืออันหนิงปิดแฟ้มแล้วเก็บกลับเข้าถุงโดยไม่ยื้อ
“งั้นฉันเอากลับไปให้ค่ะ แต่ถ้าคุณย่าบ่น คุณต้องช่วยฉันนะ”
“ได้ค่ะ”
พอได้คำรับปาก เจ้าตัวก็สบายใจขึ้นทันที แล้วค่อยหยิบผลไม้กับของบำรุงอีกส่วนออกมาวางแทน
“ของพวกนี้รับไว้บ้างนะคะ ไม่งั้นฉันกลับไปคงถูกบ่นแน่”
หลินเยว่ชิงมองของบนโต๊ะ ก่อนยอมรับไว้บางส่วน สืออันหนิงเห็นดังนั้นก็ไม่เซ้าซี้เพิ่ม ความอยากรู้ว่าทำไมคนแบบหลินเยว่ชิงถึงยอมแต่งกับพี่ชายยังมีอยู่ แต่เห็นสีหน้าเหนื่อยล้าหลังผ่านทั้งไลฟ์ ตำรวจ และเหตุเที่ยวบิน เธอจึงไม่ถามต่อ
สืออันหนิงเห็นกระดาษยันต์วางซ้อนกันบนโต๊ะ เธอเกือบยื่นมือไปหยิบ แต่พอนึกถึงคำเตือนที่ทำให้ตนไม่ได้ขึ้นเครื่องและภาพวิญญาณผู้โดยสารเมื่อคืนก็ชักมือกลับ หลินเยว่ชิงเห็นเข้าจึงเลื่อนแผ่นที่เขียนเสร็จแล้วมาให้ดูใกล้ ๆ อันหนิงรับไว้ด้วยสองมือ ไม่กล้าพลิกแรงเหมือนกระดาษทั่วไป
ตอนลุกจะกลับ เธอหยุดอยู่ตรงประตูชั่วครู่ ก่อนหันมาอีกครั้ง
“เมื่อคืน…ขอบคุณนะคะ”
คราวนี้ไม่มีน้ำเสียงเล่น ๆ แบบตอนส่งของขวัญในไลฟ์
“ถ้าคุณไม่เตือน ฉันคงไม่ได้กลับไปกอดคุณย่าอีกแล้ว”
หลินเยว่ชิงไม่ได้พูดว่ามันเป็นหน้าที่ หรือบอกว่าไม่เป็นไร เพียงพยักหน้ารับคำขอบคุณนั้น สืออันหนิงยิ้ม “ต่อไปเรียกฉันว่าอันหนิงก็ได้ค่ะ” พูดจบก็เดินลงบันไดไป แต่พอพ้นประตูอาคาร รอยยิ้มที่พยายามเก็บมาตลอดก็กลับมาเต็มหน้า สืออันหนิงเกือบโทรหาพี่ชายทันที แต่พอเห็นแฟ้มบ้านที่ถูกส่งกลับมาในมือก็เปลี่ยนใจ กลับไปให้คุณย่าเห็นก่อนดีกว่า
สืออันหนิงกลับถึงบ้านสือในช่วงบ่าย คุณย่าสือเพียงเห็นแฟ้มเดิมอยู่ในมือหลานก็เข้าใจทันที
“ไม่รับ?”
“ค่ะ”
สืออันหนิงวางแฟ้มลง “อย่าเพิ่งบังคับเธอเลยนะคะ ที่อยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น” คุณย่าสือเงยหน้ามองหลานสาวที่เมื่อเช้ายังตั้งใจไปตรวจสอบพี่สะใภ้ “เจอกันครั้งเดียวก็เข้าข้างเขาแล้วหรือ” สืออันหนิงส่ายหน้า “หนูแค่รู้แล้วว่าคุณย่ามองคนไม่ผิดค่ะ”
เงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง สืออันหนิงจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดหน้าบัญชีของหลินเยว่ชิงให้ดู
“คุณย่ารู้ไหมคะ ว่าเธอก็คืออาจารย์หลินที่ช่วยฉันเมื่อคืน”
คราวนี้คุณย่าสือถึงกับวางถ้วยชา สืออันหนิงเล่าเรื่องสนามบินให้คุณย่าฟังเพียงส่วนสำคัญ ตั้งแต่คำเตือนจนถึงการรับข้อความจากผู้เสียชีวิต คุณย่าสือฟังแล้วเพียงยิ้ม “ย่าบอกแล้วว่าเยว่ชิงไม่ธรรมดา” คราวนี้หลานสาวยอมพยักหน้าโดยไม่เถียง
“แล้วเรื่องจะช่วยพี่ชายหย่าล่ะ”
มือที่กำลังหยิบองุ่นหยุดทันที สืออันหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรออก สือเยี่ยนโจวรับสายตอนที่กำลังดูเอกสารอยู่ในห้องทำงาน ยังไม่ทันได้พูดอะไร น้องสาวก็เริ่มก่อน
“พี่รู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าอาจารย์หลินคือพี่สะใภ้ แต่ปล่อยให้ฉันพูดเรื่องช่วยหย่าตั้งนาน พี่นี่ร้ายกว่าที่คิดนะ”
อีกด้านเงียบไปนิดหนึ่ง
“เธอเป็นคนตัดสายเอง”
สืออันหนิงชะงัก เมื่อนึกได้ว่าตัวเองเป็นคนรีบตัดสายเมื่อคืนก็เลิกเถียงเรื่องนั้น
“ไม่สำคัญแล้วค่ะ”
สือเยี่ยนโจวรอฟังเงียบ ๆ
“เรื่องที่ฉันบอกว่าจะช่วยพี่หย่า ฉันถอนคำพูดทั้งหมด”
ปลายสายยังไม่ตอบ สืออันหนิงพูดต่อเอง “แล้วพี่ก็เลิกปล่อยให้ภรรยาตัวเองอยู่ห้องเช่าเล็ก ๆ คนเดียวได้แล้ว คุณย่าซื้อห้องให้ก็ไม่รับ พี่ไม่คิดจะทำอะไรบ้างหรือไง”
“เธอเป็นคนเลือกอยู่ที่นั่น”
“นั่นคือคำตอบของคนเป็นสามี?”
สือเยี่ยนโจวขมวดคิ้ว “แล้วเธออยากให้ฉันทำอะไร”
“คิดเองค่ะ”
สืออันหนิงพูดจบก็วางสายทันที คุณย่าสือที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ หัวเราะจนไหล่สั่น
“เมื่อวานยังคิดจะช่วยให้เขาหย่ากันอยู่เลย วันนี้กลับมาสอนพี่ชายให้ดูแลภรรยาเสียแล้ว”
“ก็พอรู้ว่าตัวเองคิดผิด ฉันก็แก้สิคะ”
สีหน้าของสืออันหนิงจริงจังจนคุณย่าสือหมดใจจะแซวต่อ ได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ อีกด้าน สือเยี่ยนโจวมองสายที่ถูกตัดไปครู่หนึ่ง ก่อนหลัวเฉิงเข้ามาเตือนว่าอีกสิบห้านาทีจะเริ่มประชุม เขากำลังจะวางโทรศัพท์ แต่สายตาหยุดที่หน้าบัญชีไลฟ์ของหลินเยว่ชิงชั่วครู่ ฉินจื่อเฉินกับสืออันหนิงต่างรอดเหตุร้ายเพราะเธอ ส่วนคุณย่าก็ยิ่งชอบหลานสะใภ้คนนี้ขึ้นทุกวัน เขาปิดหน้าจอแล้วลุกไปประชุมโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
ช่วงเย็น บ้านสือกลับคึกคักขึ้นเพราะเสียงของสืออันหนิงอีกครั้ง โทรศัพท์ของเธอเด้งแจ้งเตือนว่า อาจารย์หลินดูดวง เริ่มถ่ายทอดสด สืออันหนิงแทบไม่รอให้ข้อความขึ้นครบก็เชื่อมภาพเข้ากับโทรทัศน์ในห้องรับแขก
“คุณย่า มาเร็วค่ะ พี่สะใภ้เริ่มไลฟ์แล้ว!”
คนถูกเรียกเดินออกมาจากด้านในพร้อมแม่บ้านเก่าแก่ของตระกูลสือ คุณย่าสือได้ยินคำว่า พี่สะใภ้ แล้วอดยิ้มไม่ได้ เมื่อวานยังเรียกอีกฝ่ายว่า “ผู้หญิงคนนั้น” อยู่เลย วันนี้กลับพูดคล่องราวกับสนิทกันมานาน ภาพบนโทรทัศน์ปรากฏหลินเยว่ชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะเล็ก
หลินเยว่ชิงปรากฏบนจอโทรทัศน์พร้อมยอดผู้ชมที่สูงกว่าทุกครั้งจากเหตุเที่ยวบินเมื่อคืน เธอบอกสั้น ๆ ว่าไฟล์ทั้งหมดส่งให้เจ้าหน้าที่แล้ว ก่อนเริ่มดูดวงตามปกติ คุณย่าสือนั่งดูอยู่ข้างหลานสาวอย่างตั้งใจ สิทธิ์เชื่อมสายคนแรกถูกเลือกหลังเปิดไลฟ์ไม่นาน
ภาพอีกฝั่งปรากฏหญิงชราคนหนึ่ง อายุราวหกสิบกว่า ผมขาวแซมเกือบทั่วศีรษะ ใต้ตาคล้ำจัดเหมือนหลายคืนที่ผ่านมาแทบไม่ได้นอน ในมือกำรูปถ่ายใบหนึ่งแน่นจนขอบกระดาษยับ พอสายเชื่อมติด เธอไม่ได้เสียเวลากับคำทักทายมากมาย
“อาจารย์หลิน ช่วยฉันหาหลานสาวทีค่ะ”
รูปถ่ายถูกยกขึ้นมาใกล้กล้อง เด็กหญิงในภาพดูอายุไม่มากนัก กำลังยิ้มกว้างอยู่หน้าสวนสนุก เสียงหญิงชราเริ่มสั่น
“เธอหายไปสี่วันแล้ว”
หลินเยว่ชิงมองรูปอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่สงบมาตลอดค่อย ๆ เปลี่ยนไป