LNCrawler

25

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

25

เสียงของหลินเยว่ชิงดังออกมาจากโทรศัพท์ไม่ดังนัก แต่คนหลังบ้านกลับไม่มีใครขยับอยู่พักใหญ่ ไฟฉายสามกระบอกส่องค้างบนแผ่นไม้เก่าที่พาดปิดปากบ่อ หวงซูหลานหน้าซีดจนต้องใช้มืออีกข้างยันกำแพง ส่วนกู้เหม่ยอิงยืนแข็งอยู่ข้างสามี ราวกับกลัวว่าหากใครเดินเข้าไปอีกก้าว สิ่งที่พยายามไม่คิดมาตลอดสี่วันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมา

โจวเจี้ยนหมิงเป็นคนได้สติก่อน “ถังถังไม่มีทางมาที่นี่เอง” เขาพูดโดยไม่ละสายตาจากบ่อ เด็กหญิงไม่ชอบกลิ่นเหม็น ตั้งแต่เล็กเวลาเดินผ่านคอกหมูก็จะวิ่งหนีไปอีกฝั่ง บ่อร้างหลังบ้านซึ่งแม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่อยากเข้าใกล้ ยิ่งไม่มีเหตุผลให้เธอเดินมาถึงตรงนี้

หลินเยว่ชิงมองแผ่นไม้ผ่านกล้อง ก่อนเอ่ยเพียงว่า “อย่าแตะอะไรค่ะ โทรหาตำรวจ” โจวเจี้ยนหมิงหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องออกมาโทรหาเจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบคดี ตั้งแต่ปลายสายได้ยินคำว่า บ่อเก่าหลังบ้านเหล่าเถียน น้ำเสียงของตำรวจก็เปลี่ยนทันที กำชับให้ทุกคนถอยออกจากบริเวณนั้นและอย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของแม้แต่ชิ้นเดียว

หวงซูหลานทรุดนั่งลงตรงก้อนอิฐริมแปลงพริก ลำแสงจากไฟฉายในมือสั่นไปตามแรงมือ

ทำงานจนใจพัง: ถ้าปากบ่อปิดแบบนี้ เด็กเปิดเองไม่ได้แน่

ข่าวว่าครอบครัวถังถังมาหยุดหลังบ้านร้างทำให้เพื่อนบ้านทยอยเปิดไฟและเดินมาดู เจ้าของบ้านไม่อยู่มาหลายเดือน ส่วนแปลงผักด้านข้างมีญาติแวะมาดูแลเป็นระยะ ชายชราคนหนึ่งยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนพึมพำ “แปลงพริกนี่อวี้หลานเป็นคนมารดน้ำไม่ใช่หรือ”

หวงซูหลานเงยหน้าขึ้นทันที ยังไม่ทันมีใครถามต่อ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากตรอก ซุนอวี้หลานเดินเข้ามาพร้อมสามีโจวเต๋อฝู ทั้งคู่คงได้ยินจากเพื่อนบ้านว่าคนมารวมกันอยู่หลังบ้านเหล่าเถียน ซุนอวี้หลานหยุดเมื่อเห็นตำรวจยังมาไม่ถึง แต่คนหลายคนยืนล้อมอยู่ตรงแปลงผัก

“เกิดอะไรขึ้น”

หวงซูหลานไม่มีแรงเล่าทั้งหมด “อาจารย์ที่ช่วยดูเรื่องถังถังบอกว่าเด็กอยู่แถวนี้” สายตาซุนอวี้หลานผ่านไปทางบ่อแวบหนึ่ง ก่อนรีบเบือนกลับ “ตรงนี้ค้นกันไปแล้วไม่ใช่หรือ จะให้ค้นกี่รอบ เด็กจะมาอยู่หลังบ้านร้างได้ยังไง” ไม่มีใครเถียง

เธอจึงพูดต่อเอง “ซูหลาน กลับบ้านก่อนเถอะ ตีสองตีสามแล้วยังเดินกันอยู่แบบนี้ เดี๋ยวล้มป่วยอีกคน” หวงซูหลานส่ายหน้า ซุนอวี้หลานยื่นมือเหมือนจะช่วยพยุง แต่กู้เหม่ยอิงขยับเข้ามารับแม่สามีไว้เอง

“รอตำรวจก่อนค่ะ”

อีกฝ่ายชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนถอยกลับไปยืนข้างสามี หลินเยว่ชิงจับตาซุนอวี้หลานอยู่เงียบ ๆ เพราะตั้งแต่มาถึง อีกฝ่ายยังไม่มีใครบอกว่าจุดต้องสงสัยคือบ่อ แต่สายตากลับวนอยู่ตรงนั้นตลอด เสียงรถดังมาจากหน้าตรอกไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจสี่นายกับเจ้าหน้าที่หมู่บ้านเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นเป็นคนที่เคยร่วมค้นถังถังตั้งแต่คืนแรก พอเห็นสภาพปากบ่อก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

แผ่นไม้ไม่เพียงวางปิด แต่ยังมีกองฟืนกับตะกร้าเก่าทับอยู่ด้านบนอีกชั้น คืนแรกมีคนส่องไฟผ่านหลังบ้านจริง แต่เห็นกองฟืนทับแผ่นไม้แล้วคิดว่าเด็กห้าขวบคงเปิดเองไม่ได้ จึงไม่ได้รื้อ ตำรวจจึงกันครอบครัวออกก่อนย้ายของและตรวจด้านใน

ไม่มีใครบนโต๊ะไลฟ์พูดอะไรอยู่พักใหญ่ กระทั่งเครื่องสูบเงียบลง เสียงหนึ่งดังแทรกจากด้านหลัง จากนั้นตำรวจนายหนึ่งเดินผ่านกล้องไปพร้อมถุงหลักฐานใส ข้างในมีตุ๊กตากระต่ายตัวเล็ก หูซ้ายเย็บด้วยด้ายสีฟ้า กู้เหม่ยอิงเห็นเพียงเท่านั้นก็ทรุดลง สามีรับตัวเธอไว้ทันก่อนศีรษะจะกระแทกพื้น ส่วนหวงซูหลานนั่งนิ่งเหมือนยังไม่เข้าใจ จนเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาคุยกับครอบครัว เธอจึงเรียกชื่อหลานขึ้นมาเบา ๆ

“ถังถัง…”

ไม่มีเสียงร้องโหยหวนตามมา หญิงชราเพียงก้มหน้าลง มือที่วางบนเข่ากำแน่นจนสั่น โจวเจี้ยนหมิงปิดไมค์ของโทรศัพท์ไปชั่วครู่ ไม่นานคนในไลฟ์ก็เข้าใจว่าเด็กถูกพบแล้ว ตรงข้างหวงซูหลาน หลินเยว่ชิงเห็นเด็กหญิงยืนอยู่เงียบ ๆ ถังถังยังคงกอดตุ๊กตากระต่ายไว้กับอก มองแม่ที่ร้องไห้โดยไม่รู้จะเข้าไปหาอย่างไร แล้วค่อยหันมามองย่า

สิ่งที่หลินเยว่ชิงเห็นจากรูปในตอนแรกจึงชัดเจนขึ้นทั้งหมด ชะตาของเด็กไม่ได้เคลื่อนไปจากหมู่บ้าน เพราะวิญญาณของเธอยังติดอยู่ตรงนี้มาตลอด หลังพบเด็ก ตำรวจหันมาตรวจว่าใครเป็นคนย้ายแผ่นไม้หนักและใช้พื้นที่หลังบ้านเป็นประจำ ชื่อซุนอวี้หลานถูกพูดถึงทันที เพราะเธอเป็นคนช่วยดูแปลงผักให้เจ้าของบ้าน

ตำรวจถามถึงวันที่ถังถังหาย

“วันนั้นฉันอยู่ในนากับทุกคน”

โจวเต๋อฝูหันมามองภรรยาแทบจะทันที

“อยู่ในนาอะไร บ่ายวันนั้นเธอบอกปวดหัวแล้วกลับก่อนฉัน”

ซุนอวี้หลานหันขวับ “นายจำผิดแล้ว”

“ฉันเป็นคนบอกให้กลับมากินยา จะจำผิดได้ยังไง”

ตำรวจจดเวลาไว้ แล้วถามต่อว่าเธอกลับถึงบ้านกี่โมง ซุนอวี้หลานบอกว่ากลับไปนอนและไม่ได้ออกมาอีกจนทราบข่าวเด็กหาย

“แต่ฉันเห็นป้าอวี้หลานอยู่นี่นะ”

เสียงหนึ่งดังจากกลุ่มชาวบ้าน ชายสูงวัยบ้านฝั่งตรงข้ามยกมือขึ้นอย่างไม่แน่ใจนัก “น่าจะช่วงก่อนเย็น ผมออกมาเก็บฟืน เห็นแกเดินเข้ามาทางนี้ ถือถุงแดง ๆ อยู่ใบหนึ่ง ผมนึกว่ามาเก็บผัก”

“ลุงมองผิดคนแล้ว”

ซุนอวี้หลานตอบเร็วเสียจนชายชราหยุดไป

“ก็อาจผิด…” เขาพึมพำ “แต่เสื้อตัวนั้นเหมือนตัวที่แกใส่วันเก็บข้าว”

กู้เหม่ยอิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ถุงแดง วันนั้นถังถังเพิ่งบอกว่าอยากกินลูกอมรสนมที่ร้านหน้าหมู่บ้านขายเป็นถุงสีแดง แม่ไม่ให้เพราะเด็กกินไปตั้งแต่เช้าแล้ว ความคิดบางอย่างแล่นผ่านจนเธอรู้สึกเย็นไปทั้งตัว ตำรวจยังไม่ได้สรุปอะไร แต่ขอให้ซุนอวี้หลานอยู่ก่อน

หญิงสูงวัยเริ่มไม่พอใจ “จะให้ฉันอยู่ทำไม เด็กหายเกี่ยวอะไรกับฉัน ใคร ๆ ก็เข้าออกหลังบ้านนี้ได้ทั้งนั้น” คำพูดนั้นค้างอยู่กลางวง โจวเจี้ยนหมิงจ้องเธออยู่นาน ก่อนถามขึ้นมาเพียงครั้งเดียว

“วันนั้นถังถังเจอป้าหรือเปล่า”

ซุนอวี้หลานไม่มองเขา

“ป้าอวี้หลาน”

“อย่ามาเรียกฉันแบบนั้น”

เสียงที่สวนกลับแข็งจนคนรอบข้างเงียบ เธอหันมามองโจวเจี้ยนหมิงตรง ๆ เป็นครั้งแรก “ตอนนี้รู้จักทำเสียงดีแล้วหรือ” ชายหนุ่มชะงัก

โจวเจี้ยนหมิงนึกถึงเรื่องหลายปีก่อน ลูกชายของโจวเต๋อฝูประสบอุบัติเหตุจนมีปัญหาเรื่องครอบครัว ขณะตัวเขาเองเคยเมาแล้วพูดจาแทงใจเรื่องการมีลูกมากกว่าหนึ่งครั้ง ครั้งหนึ่งยังอุ้มถังถังแล้วพูดว่า อย่างน้อยบ้านตนก็มีเด็กเรียกพ่อ เขาจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นเมาแค่ไหน แต่ซุนอวี้หลานจำได้ทุกคำ

“จำประโยคนั้นได้หรือยัง”

เสียงเธอแหบลง โจวเจี้ยนหมิงเม้มปาก

“ลูกฉันนั่งอยู่ข้าง ๆ นายยังพูดได้”

โจวเต๋อฝูเรียกชื่อภรรยาเบา ๆ เหมือนขอให้หยุด เธอไม่หยุด

“กลับจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ มันแทบไม่ยอมออกจากบ้าน นายเห็นอยู่ ยังจะพูด…ทุกครั้งที่มีถังถังอยู่ด้วยก็ยิ่งพูด”

กู้เหม่ยอิงตัวสั่น “แล้วลูกฉันเกี่ยวอะไรด้วย” ซุนอวี้หลานหันมาทางเธอ ประโยคหนึ่งหลุดออกมาเบามาก

“เด็กไม่ได้ทำอะไรหรอก”

โจวเต๋อฝูหน้าเสีย ตำรวจสองนายขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ซุนอวี้หลานเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดเกินไป แต่ความคับแค้นที่กดมาหลายปีหลุดออกมาแล้ว ตำรวจจึงหยุดการซักถามกลางหมู่บ้าน พาเธอกับโจวเต๋อฝูไปให้ข้อมูลแยกต่างหาก และเก็บเรื่องถุงขนม เวลาเข้าออกหลังบ้าน รวมถึงปากคำพยานไว้ตรวจต่อ

โจวเจี้ยนหมิงยืนมองทางที่ซุนอวี้หลานถูกพาไปอยู่นาน ก่อนตบหน้าตัวเองแรงหนึ่งครั้ง กู้เหม่ยอิงคว้าข้อมือเขาไว้ก่อนมือจะยกขึ้นอีก

“พอ”

เขาส่ายหน้า “ถ้าผมไม่พูดเรื่องลูกเขา…”

“คุณพูดเลว”

เสียงกู้เหม่ยอิงสั่น แต่ทุกคำชัด

“ฉันเตือนคุณแล้ว คุณก็ยังพูด นั่นเป็นเรื่องที่คุณต้องจำไปทั้งชีวิต”

โจวเจี้ยนหมิงก้มหน้าลง ภรรยามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงจะเบาลง

“แต่ถังถังไม่ได้พูด”

เขาไม่ตอบอีก ในไลฟ์มีคนเริ่มพิมพ์ด่าโจวเจี้ยนหมิง บางคนบอกว่าเขาเป็นต้นเหตุ ขณะที่อีกกลุ่มเถียงว่าต่อให้คำพูดเลวร้ายเพียงใด เด็กห้าขวบก็ไม่ควรเป็นคนรับผล หลินเยว่ชิงปล่อยให้ข้อความไหลผ่านไป เธอไม่ได้สรุปว่าใครควรรู้สึกผิดแค่ไหน

คนเป็นยังมีตำรวจ กฎหมาย และชีวิตที่เหลือให้จัดการ ส่วนตรงหน้าของเธอยังมีเด็กคนหนึ่งรออยู่ ถังถังยืนข้างหวงซูหลาน พยายามยื่นตุ๊กตากระต่ายในมือให้ย่าอยู่หลายครั้ง ปลายนิ้วเล็กผ่านฝ่ามือคนเป็นทุกครั้ง เด็กหญิงจึงยืนมองมือของตัวเองงง ๆ

หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ขึ้นมา

“คุณย่าคะ”

หวงซูหลานเงยหน้าจากหัวเข่าของตัวเอง

“ถังถังอยู่ข้างคุณ”

หญิงชรานิ่งไป จากนั้นจึงยื่นมือออกไปยังข้างตัวช้า ๆ

“ถังถัง…ย่าอยู่นี่”

เด็กหญิงมองมือที่เอื้อมมา ก่อนขยับเข้าไปหา ปลายนิ้วของคนสองโลกไม่มีทางสัมผัสกัน แต่ถังถังยังวางมือเล็กของตัวเองลงบนฝ่ามือนั้น เธอยิ้ม ไม่กว้างเหมือนในรูป แต่เป็นรอยยิ้มของเด็กคนเดิม หลินเยว่ชิงแตะปลายนิ้วลงบนยันต์ แสงอ่อนบาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏรอบตัวถังถัง เด็กหญิงหันไปมองแม่ที่ยังนั่งกอดเข่าอยู่ มองพ่อซึ่งยืนก้มหน้า แล้วกลับมาหาย่าอีกครั้ง

ไม่มีใครได้ยินคำลา ร่างเล็กค่อย ๆ จางลง ก่อนหายไปจากตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ