LNCrawler

26

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

26

หวงซูหลานยังยื่นมือค้างอยู่ข้างตัว แม้ตรงนั้นจะว่างเปล่าไปแล้ว ตำรวจรับโทรศัพท์จากโจวเจี้ยนหมิงไปบันทึกข้อมูล ส่วนกู้เหม่ยอิงพาแม่สามีออกจากหลังบ้าน หลินเยว่ชิงรอจนหญิงชราพยักหน้ารับรู้ จึงตัดการเชื่อมสาย

หน้าจอกลับมาเหลือเธอเพียงคนเดียว ความเห็นยังวนอยู่กับถังถัง บ้างด่าซุนอวี้หลาน บ้างขุดคำพูดเก่าของโจวเจี้ยนหมิงขึ้นมาต่อว่า หลินเยว่ชิงไม่ร่วมวง เธอยกน้ำอุ่นขึ้นดื่ม ปล่อยให้คนดูพูดกันไปจนข้อความเริ่มช้าลง แล้วจึงเปิดถุงโชคใบที่สองของคืนนี้

บัญชีที่ได้สิทธิ์ไม่มีชื่อ ไม่มีรูป มีเพียงจุดสามจุด … ภาพฝั่งตรงข้ามสั่นตามแรงลม ชายหนุ่มในเสื้อส่งอาหารนั่งอยู่ใต้เสาไฟ มุมปากแตก แก้มซ้ายบวม เสื้อขาดตรงหัวไหล่ หมวกกันน็อกวางข้างตัว กระจกหน้าหมวกแตกร้าวเป็นทาง ตอนแรกคนดูมัวแต่มองรอยช้ำบนหน้า กระทั่งกล้องเอียงไปด้านข้าง ทุกคนจึงเห็นขาข้างหนึ่งของเขาห้อยอยู่นอกราวสะพาน ด้านล่างเป็นผิวน้ำดำสนิท

ขอกะละมังกับชาม: เอาขากลับเข้ามาก่อนพี่

ทำงานจนใจพัง: ใครอยู่แถวนั้นช่วยโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ที

คืนนี้ไม่รับงานเพิ่ม: พี่ได้ยินไหม คนในห้องยังอยู่ตรงนี้นะ

โทรศัพท์อีกเครื่องในมือชายหนุ่มสั่นขึ้น คำว่า แม่ สว่างอยู่กลางจอ เขากดตัดสายแล้ววางคว่ำลง

“เอาขากลับเข้ามาก่อนค่ะ” หลินเยว่ชิงพูด

เขาเหลือบมองกล้อง “ผมยังไม่ได้จะทำอะไร”

“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรค่ะ ขยับเข้ามาก่อน”

ชายหนุ่มมองเธออยู่พักหนึ่ง สุดท้ายจึงยกขากลับ ข้ามมานั่งฝั่งทางเดิน แล้วพิงเสาไฟอยู่ห่างจากราวหลายก้าว

“ผมชื่อเหอจิ้งอันครับ”

เสียงแหบจนแทบกลืนไปกับลม เขาหันไปมองแม่น้ำอีกครั้ง ก่อนถามโดยไม่มองกล้อง

“เมื่อคืนผมเห็นคุณคุยกับคนตาย ถ้าคนหนึ่งตามไปทีหลัง...จะได้เจอกันไหมครับ”

“ไม่เสมอไปค่ะ”

“ถ้าตั้งใจตายเองล่ะ”

“ยิ่งไปไม่ถึงคนที่อยากเจอ”

จิ้งอันก้มมองโทรศัพท์ซึ่งเพิ่งถูกแม่โทรเข้า ไม่ได้ถามต่อ เขาหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาหมุนดูรอยแตก แล้วพูดเรื่องอื่นเสียเฉย ๆ

“หมวกนี่เช่าจากศูนย์ ถ้าคืนสภาพนี้คงโดนหักเงิน เสื้อกับกระเป๋าก็ต้องคืนเหมือนกัน”

โทรศัพท์อีกเครื่องถูกยกขึ้น หน้าจอมีข้อความจากแพลตฟอร์มส่งอาหารค้างอยู่ บัญชีรับงานของคุณถูกระงับชั่วคราว ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียน

“เมื่อชั่วโมงก่อนยังวิ่งงานอยู่เลยครับ” เขาเลื่อนหน้าจอขึ้นลง “ตอนนี้รับอะไรไม่ได้แล้ว”

หลินเยว่ชิงมองเลือดแห้งตรงมุมปาก จิ้งอันเห็นสายตานั้นก็ยกมือแตะแผลเบา ๆ

“นี่ก็เพิ่งได้มา”

ออเดอร์สุดท้ายส่งไปยังห้องส่วนตัวของสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง เขาเปิดประตูเข้าไปแล้วเจอกัวเหวินเฉียง อดีตหัวหน้า กับคนจากบริษัทเก่าอีกหลายคน สามปีแล้วที่ไม่ได้พบกัน ถ้าไม่มีใครร้องเรียกชื่อ เขาคงวางอาหารแล้วเดินออกมา แต่คนในห้องจำเขาได้

คนหนึ่งมองเสื้อบนตัวแล้วถามว่าเด็กเก่งของแผนกหายไปไหนมา อีกคนหัวเราะว่าปริญญาจากมหาวิทยาลัยดังช่วยให้ส่งอาหารเร็วขึ้นหรือเปล่า จิ้งอันไม่ตอบ เขาวางของบนโต๊ะ กัวเหวินเฉียงกลับรินเหล้าส่งมาให้ บอกว่าไม่เจอกันนาน ดื่มด้วยกันสักแก้วคงไม่เสียเวลา

“ผมบอกว่าต้องขี่รถ เขาถามว่างานแบบผมยังต้องกลัวเสียภาพอะไรอีก”

จากนั้นมีคนพูดขึ้นมาว่า เมื่อก่อนจริงจังแทบตาย สุดท้ายได้อะไร จิ้งอันหัวเราะเบา ๆ “ประโยคนี้แทงตรงดีครับ” กัวเหวินเฉียงเคยเอาแผนงานที่จิ้งอันแก้จนถึงตีสามเข้าไปนำเสนอในเช้าวันรุ่งขึ้น คนทั้งทีมได้ไปเลี้ยงฉลอง ส่วนเจ้าของไฟล์ถูกทิ้งไว้ให้ตรวจงานชุดใหม่ นั่นยังไม่ใช่ครั้งเดียว จิ้งอันจึงเคยคิดว่า หากทำต่อไปเรื่อย ๆ สักวันผู้บริหารคงมองเห็นเอง

เรื่องที่ทำให้เขาเลิกคิดเช่นนั้นเกิดขึ้นกับโครงการหนึ่ง หลังส่งตัวเลขชุดสุดท้ายไปแล้ว กัวเหวินเฉียงกลับสั่งแก้บางส่วนโดยไม่ผ่านเขา พอลูกค้าพบความผิดพลาด เอกสารชี้แจงกลับถูกเลื่อนมาตรงหน้าจิ้งอัน พร้อมคำสั่งให้เซ็นรับว่าเป็นผู้ตรวจข้อมูลคนสุดท้าย

เขาไม่เซ็น หลังจากวันนั้น ชื่อของจิ้งอันหายไปจากการประชุม งานสำคัญถูกย้ายให้คนอื่น ส่วนผลประเมินปลายปีก็มีคำว่า ไม่ให้ความร่วมมือกับทีม เพิ่มเข้ามา

“ผมกลับห้องไปเขียนใบลาออก ไม่ได้ด่าใครสักคำ”

เขานึกว่าออกมาแล้วจะพ้น แต่สมัครงานใหม่ทีไร ทุกอย่างมักเงียบตรงขั้นตรวจประวัติ จนเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลจากบริษัทหนึ่งยอมเตือนว่า ที่เดิมให้ข้อมูลว่าเขามีปัญหากับทีม ไม่เคารพผู้บังคับบัญชา และควบคุมอารมณ์ไม่ดี จิ้งอันไม่ต้องถามว่าใครเป็นคนพูด

“คืนนี้เขาก็พูดเรื่องนี้อีก บอกคนในห้องว่าผมไปอยู่ที่ไหนก็สร้างปัญหา”

เขาตั้งใจหยิบกระเป๋าส่งอาหารแล้วออกมา แต่ใครบางคนดึงกระเป๋าไปโยนต่อกันเหมือนของเล่น อีกคนยกโทรศัพท์ถ่ายคลิปแล้วสั่งให้เขาพูดว่าเรียนมาสูงแค่ไหน จิ้งอันเอื้อมไปบังกล้อง ระหว่างยื้อ แว่นของคนหนึ่งตกลงพื้น เสียงหัวเราะหยุดทันที

มีคนผลักเขาก่อน เขาผลักกลับ แล้วคนที่เหลือก็ลุกขึ้นพร้อมกัน

“ผมจำไม่ได้ว่าใครต่อยตรงไหน รู้ตัวอีกทีก็อยู่หน้าลิฟต์แล้ว”

หมวกแตก เสื้อขาด ออเดอร์ถัดไปเลยเวลา พอลงถึงชั้นล่างก็เจอเรื่องร้องเรียนว่าคนส่งอาหารเป็นฝ่ายก่อเหตุ บัญชีถูกระงับในเวลาไม่กี่นาที

จิ้งอันบอกว่าเขายังมีสำเนาไฟล์โครงการ อีเมลที่สั่งให้แก้ตัวเลข และข้อความจากอดีตเพื่อนร่วมทีมอยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่ตลอดสามปีไม่เคยคิดนำออกมาใช้ เพราะหลังลาออกใหม่ ๆ เขาอยากตัดทุกอย่างให้ขาด ต่อมาพอเริ่มสมัครงานแล้วถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ ก็ไม่มีแรงกลับไปเปิดเรื่องเก่าอีก

หลินเยว่ชิงไม่ได้บอกให้เขาลืมเรื่องทั้งหมด เพียงเตือนว่า ถ้ากลับไปถึงบ้านแล้วใจนิ่งขึ้น ค่อยรวบรวมหลักฐานและปรึกษาคนที่รู้กฎหมาย การถูกทำร้ายคืนนี้กับการใส่ร้ายในอดีตเป็นคนละเรื่อง แต่ทั้งสองอย่างไม่จำเป็นต้องปล่อยผ่านเพียงเพราะเขาเหนื่อยเกินกว่าจะต่อสู้ในวันนี้

เขาโทรไปอธิบาย ฝ่ายบริการตอบให้รอผลตรวจสอบ

“ผมรอเป็นครับ”

ขอกะละมังกับชาม: ร้านต้องมีกล้อง เก็บหลักฐานไว้ก่อน

มนุษย์เงินเดือนขอลาออก: ทำประวัติเสียหลังลูกน้องลาออกนี่ใจร้ายเกิน

งานสุจริตไม่ต่ำ: ส่งอาหารแล้วไงวะ หาเงินเองทั้งนั้น

จิ้งอันอ่านข้อความอยู่พักหนึ่ง “ผมไม่ได้อายที่ส่งอาหารครับ พ่อป่วย งานไหนได้เงินเร็วผมก็ทำ” เขาเป็นคนแรกในบ้านที่เรียนจบมหาวิทยาลัย วันที่สอบติด พ่อเลิกบุหรี่ที่สูบมานาน บอกว่าเงินซึ่งเคยหมดไปกับบุหรี่ เอาไว้เพิ่มค่ากินให้ลูกยังมีประโยชน์กว่า

เงินเดือนก้อนแรก จิ้งอันโอนกลับบ้านเกือบหมด พ่อโทรมาด่า บอกให้เก็บไว้ซื้อเสื้อดี ๆ ใส่บ้าง ทำงานในเมืองอย่าแต่งตัวเหมือนเพิ่งลงจากรถทัวร์

“พ่อพูดเหมือนดุ แต่วันนั้นเดินบอกคนทั้งหมู่บ้านว่าลูกได้เงินเดือนแล้ว”

หลังพ่อเริ่มป่วย เงินที่บ้านก็หมดไปกับค่ารักษามากขึ้น พอหางานประจำไม่ได้ จิ้งอันจึงเริ่มส่งอาหาร รับจ้างยกของ หรือทำอะไรก็ตามที่ได้เงินภายในวันนั้น โทรศัพท์เครื่องที่วางคว่ำอยู่สว่างขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความเสียงจากแม่

เขามองอยู่นาน ก่อนกดเปิด เสียงหญิงสูงวัยดังออกมาแผ่ว ๆ ปนสะอื้น

“จิ้งอัน กลับบ้านเถอะลูก…”

เขารีบกดหยุด ลมบนสะพานพัดชายเสื้อที่ขาดให้ปลิวอยู่ข้างตัว

“พ่อเสียแล้วครับ”

ห้องไลฟ์เงียบลงจนเหลือเพียงเสียงรถจากถนน

“แม่โทรมาตอนผมยังอยู่ในห้องนั้น ผมไม่รับ พอออกมาก็มัวคุยเรื่องบัญชี” เขาลูบหน้าตัวเองแล้วหยุดเมื่อโดนแผล “ตอนโทรกลับ แม่บอกว่าพ่อทรุดเร็ว พาไปไม่ทัน”

แม่ถามว่าจะกลับถึงบ้านเมื่อไร เขาตอบว่าเดี๋ยวกลับ หลังวางสาย จิ้งอันเปิดแอปซื้อตั๋ว ดูยอดเงินในบัญชี แล้วปิด เขาสตาร์ตรถ ขี่ออกมาโดยไม่รู้ว่ากำลังจะไปไหน จนสุดท้ายมาหยุดบนสะพาน

“ผมไม่ได้คิดจะมาฆ่าตัวตายตั้งแต่แรกนะครับ แค่อยากหยุดสักพัก”

เขามองราวเหล็กที่อยู่ห่างออกไป

“นั่งไปนั่งมา ผมก็คิดว่า ถ้าลงไป ทุกอย่างคงเงียบ”

สายตากลับมาหาหลินเยว่ชิง “ผมเลยถามว่า ถ้าตายแล้วจะเจอพ่อไหม”

“ไม่ได้ค่ะ”

จิ้งอันพยักหน้า ไม่ถามซ้ำ แต่ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม

“ผมไม่รู้จะกลับไปพูดอะไรกับแม่”

“ยังไม่ต้องคิดค่ะ กลับไปก่อน”

เขาก้มหน้าอยู่พักใหญ่ ความคิดเห็นค่อย ๆ ลอยขึ้นมาทีละข้อความ

ขอกะละมังกับชาม: เรารออยู่ตรงนี้

คืนนี้ไม่รับงานเพิ่ม: ถึงบ้านแล้วมาบอกกันก็ได้

คนทำงานกะดึก: คืนนี้อย่าอยู่คนเดียวเลยพี่

จิ้งอันอ่านจนหมด ก่อนหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมา เขาลุกช้า ๆ เดินไปทางรถส่งอาหารซึ่งจอดอยู่ห่างออกไป ไม่ได้หันกลับไปทางราวอีก พอถึงรถ เขาเห็นหน้าตัวเองในกระจกแล้วถอนใจ

“หน้าแบบนี้ แม่คงตกใจ”

“ก็ตกใจค่ะ”

จิ้งอันหันมามองจอ ก่อนหัวเราะทั้งที่ตายังแดง “คุณปลอบคนไม่เป็นเลยนะครับ”

“ไม่ค่อยเป็นค่ะ”

เขาส่ายหน้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ้วค้างเหนือชื่อแม่อยู่ไม่กี่วินาที ก่อนกดโทรออก ปลายสายรับแทบจะทันที เสียงสะอื้นดังขึ้นก่อนคำพูด จิ้งอันเม้มปาก พยายามอยู่สองครั้งกว่าจะเรียกออกมาได้

“แม่”

เขาหยุดไปพักหนึ่ง

“ผมกำลังกลับ”