LNCrawler

28

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

28

เซี่ยอวี่ถงยืนอยู่ข้างเตียงน้องชาย แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่คนอีกฝั่งของม่าน ฉินจื่อเฉินนอนหมดสติไม่ต่างกัน ใบหน้าซีดกว่าปกติเล็กน้อย แต่เครื่องวัดสัญญาณชีพข้างเตียงไม่แสดงสิ่งผิดปกติ สิ่งที่แพทย์มองไม่เห็นกลับชัดเจนในสายตาหลินเยว่ชิง เงาดำเส้นเดียวกันพันรอบข้อมือของชายทั้งสอง ก่อนทอดไปบรรจบกันตรงโต๊ะเล็กระหว่างเตียง

บนโต๊ะมีหนังสือเก่าปกผ้าสีน้ำเงินวางอยู่ ขอบกระดาษดำคล้ำเหมือนเคยผ่านควันไฟ หน้าปกไม่มีชื่อเรื่อง มีเพียงรอยสีแดงจาง ๆ คล้ายอักษรมงคลที่ถูกลบจนเกือบหมด เชือกไหมแดงเส้นหนึ่งพันรอบสันหนังสือ ปลายเชือกแต่ละด้านรัดอยู่ตรงข้อมือของเซี่ยจิ่งหาวกับฉินจื่อเฉิน ทั้งสองยังกำมันไว้แน่น แม้หมดสติ นิ้วก็ไม่ยอมคลาย

แพทย์เวรเล่าว่า เจ้าหน้าที่เคยลองแยกหนังสือออกจากมือแล้ว แต่เพียงขยับเชือก ร่างของทั้งคู่ก็เกร็งขึ้นพร้อมกัน ชีพจรพุ่งสูงจนต้องหยุด สุดท้ายจึงเลื่อนเตียงเข้ามาใกล้และวางหนังสือไว้ตรงกลางอย่างที่เห็น ระหว่างนั้นหน้ากระดาษเคยเปิดเองหนึ่งครั้ง แม้ในห้องจะไม่มีลม ตัวหนังสือสีแดงผุดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วจางหายไปก่อนใครจะอ่านทัน

เพื่อนของจิ่งหาวเปิดคลิปในโทรศัพท์ ภาพสั่นจนเห็นเหตุการณ์ไม่ครบ มีเพียงชั้นไม้สูง กล่องลงรักสีดำ และเซี่ยจิ่งหาวซึ่งเปิดฝากล่องเพราะคิดว่าเป็นของที่หยิบดูได้ หนังสือด้านในไหลออกมาเกือบตกพื้น ฉินจื่อเฉินซึ่งเดินผ่านมาพอดียื่นมือรับไว้ ในจังหวะนั้นเอง เชือกแดงที่พันรอบหนังสือก็รัดเข้าที่ข้อมือของทั้งคู่

เสียงฆ้องกับกลองงานแต่งดังแทรกขึ้นในคลิป ทั้งที่คนอื่นในร้านไม่ได้ยิน จิ่งหาวหันไปทางม่านด้านหลังราวกับมีคนเรียก ฉินจื่อเฉินคว้าแขนเขาไว้ แต่กลับถูกดึงตามเข้าไปด้วย ตอนเพื่อนวิ่งไปถึง ทั้งคู่ก็นอนหมดสติอยู่หลังม่านแล้ว ส่วนเจ้าของร้านยืนชิดผนัง เอาแต่ยืนยันว่าหนังสือเล่มนั้นไม่เคยอยู่ในร้านของตน

หลินเยว่ชิงดูคลิปจบก็ส่งโทรศัพท์คืน แล้วตรวจชีพจรของชายหนุ่มทั้งสอง สัญญาณชีพยังปกติ แต่จิตเดิมไม่ตอบสนอง เส้นเงาสีดำทอดจากกลางอกเข้าไปในสันหนังสือ ยิ่งปล่อยไว้นาน เส้นนั้นยิ่งกลืนเข้ากับรอยอักษรบนปก ราวกับหนังสือกำลังค่อย ๆ เขียนตัวตนใหม่ทับลงบนความทรงจำเดิม

“พวกเขาไม่ได้หลับ จิตถูกขังอยู่ในหนังสือค่ะ”

เธอหยิบกระบอกทองแดงขนาดเล็กออกจากกระเป๋า จุดธูปนำจิตด้านในแล้วส่งให้เซี่ยอวี่ถง เปลวไฟเล็กจนแทบไม่มีควัน แต่ส่องนิ่งผิดกับลมจากเครื่องปรับอากาศในห้อง

“ช่วยเฝ้าเปลวไฟไว้ อย่าให้ดับ และห้ามใครแตะหนังสือจนกว่าฉันจะลืมตา”

เซี่ยอวี่ถงรับกระบอกไป ลากเก้าอี้มานั่งข้างโต๊ะ สายตาไม่ละจากหนังสือ แพทย์เวรให้คนไม่เกี่ยวข้องออกไปรอด้านนอก เหลือตัวเองอยู่ใกล้ประตูเผื่อสัญญาณชีพของคนไข้เปลี่ยนแปลง หลินเยว่ชิงวางยันต์ลงบนอกของชายหนุ่มทั้งสอง ก่อนแปะแผ่นสุดท้ายลงบนหน้าปกหนังสือ ปลายนิ้วแตะเชือกแดงแล้วหลับตา

เสียงฆ้องงานแต่งดังขึ้นข้างหูทันที เซี่ยจิ่งหาวได้สติในจังหวะที่ร่างของตนกำลังก้มลงต่อหน้าแท่นบูชา ชุดเจ้าบ่าวสีแดงหนักอึ้งกดอยู่บนไหล่ หมวกพิธีรัดศีรษะจนปวด แต่ไม่ว่าเขาจะออกแรงฝืนเพียงใด แขนขาก็ไม่ยอมขยับตามใจ

เสียงผู้ขานพิธียานคางดังไปทั่วโถง ฆ้องดังซ้ำเป็นจังหวะ ร่างของจิ่งหาวถูกบังคับให้ก้มต่อฟ้าดิน ต่อป้ายวิญญาณสองแผ่น และสุดท้ายหันไปคำนับคนในชุดแดงซึ่งยืนอยู่ข้างกัน ผ้าคลุมหน้าปักดอกโบตั๋นซ่อนใบหน้าอีกฝ่ายไว้ทั้งหมด มือขาวซีดใต้แขนเสื้อกำแน่น เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวก็กำลังฝืนแรงควบคุมเช่นเดียวกัน

ทุกครั้งที่ศีรษะถูกกดลง เสียงคนรอบข้างจะเรียกเขาด้วยชื่อหนึ่งซึ่งไม่ใช่เซี่ยจิ่งหาว ครั้งแรกเขายังได้ยินไม่ชัด ครั้งต่อมากลับเผลอรู้สึกว่าชื่อนั้นคุ้นเคยอย่างประหลาด จิ่งหาวจึงกัดปลายลิ้นตัวเองจนได้กลิ่นเลือด แล้วท่องชื่อของตนซ้ำอยู่ในใจ หากปล่อยให้เสียงพวกนั้นดังต่อไปอีก เขาไม่แน่ใจว่าจะยังจำได้หรือไม่ว่าคนในชุดเจ้าบ่าวนี้เป็นใคร

เชือกแดงตรงข้อมือรัดลึกขึ้นทุกครั้งที่ขัดขืน จนพิธีสิ้นสุด แรงบังคับจึงผ่อนลงเพียงเล็กน้อย คนทั้งคู่ถูกแขกในงานล้อมพาออกจากโถงใหญ่ ผ่านลานซึ่งแขวนโคมแดงจนสว่างราวกลางวัน แต่แสงจากโคมกลับไม่ให้ความอบอุ่นแม้แต่น้อย

ระหว่างถูกพาไปยังเรือนด้านใน จิ่งหาวสังเกตเห็นว่าโคมแดงเหนือศีรษะไหวทั้งที่ไม่มีลม เงาของแขกทอดสวนทางกับแสง บางเงาไม่มีศีรษะ บางเงามีแขนยาวจนลากไปตามพื้น เด็กสองคนซึ่งเดินโปรยกลีบดอกไม้ข้างหน้าไม่มีดวงตา แต่ทุกครั้งที่จิ่งหาวชะลอฝีเท้า ทั้งคู่จะหันกลับมาพร้อมกันราวกับมองเห็นเขาได้ดีกว่าใคร

ตลอดทางไม่มีใครสนทนา มีเพียงเสียงหัวเราะเป็นช่วง ๆ จากริมฝีปากที่แทบไม่ขยับ ราวกับคฤหาสน์ทั้งหลังจดจำได้เพียงเสียงเดียว ก่อนปิดประตูเรือนหอ หญิงชราหลังค่อมใช้ไม้เท้าเคาะพื้นหนึ่งครั้ง แล้วทิ้งคำเตือนไว้ว่า พิธีต้องเสร็จก่อนธูปนอกเรือนมอด หากทำไม่สำเร็จ คนในห้องจะไม่มีวันออกจากคฤหาสน์นี้อีก

บานประตูปิดดังปัง กลอนด้านนอกเลื่อนเข้าที่เอง แรงที่กดร่างจิ่งหาวคลายลง เขากระชากหมวกพิธีออกโยนลงบนโต๊ะ ก่อนพุ่งไปเปิดประตูเต็มแรง ด้านนอกไม่ได้เป็นระเบียงอย่างที่ควร กลับเป็นห้องหออีกห้องซึ่งเหมือนห้องที่เขายืนอยู่ทุกอย่าง ทั้งเตียง โต๊ะ และเจ้าสาวใต้ผ้าคลุมแดง

เขาปิดประตูแล้วเปิดใหม่ ภาพตรงหน้ายังเหมือนเดิม ไม่มีทางเดิน ไม่มีลานด้านนอก มีเพียงห้องเดิมซ้อนต่อกันไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด จิ่งหาวถอยกลับมา แล้วจึงเห็นภาพแต่งงานหลายคู่บนผนัง ใบหน้าของเจ้าบ่าวยังอยู่ครบ แต่ใบหน้าของเจ้าสาวถูกขูดจนกระดาษทะลุ เหลือเพียงรอยดำเป็นทาง ตรงมุมภาพหนึ่งมีลายมือเล็ก ๆ เขียนด้วยหมึกจางว่า อย่าตอบรับชื่อที่พวกมันเรียก

คนใต้ผ้าคลุมยังนั่งนิ่งอยู่บนเตียง จิ่งหาวคว้าเชิงเทียนขึ้นมาถือแล้วถอยไปยืนอีกฝั่งของโต๊ะ เขายังไม่รู้ว่าข้างใต้เป็นหญิงสาว หุ่นกระดาษ หรือสิ่งที่รอให้เข้าใกล้กันแน่

“ถ้าได้ยินผม ขยับมือก็พอ ไม่ต้องลุก”

อีกฝ่ายยังเงียบ

“เรื่องที่ยายหน้าประตูพูดเมื่อกี้ไม่ต้องสนใจ ผมไม่แตะคุณแน่ เราหาทางออกก่อน”

มือขาวซีดยื่นออกมาจากแขนเสื้อแดง จับชายผ้าคลุมแล้วกระชากออก ใบหน้าของฉินจื่อเฉินปรากฏอยู่ใต้พู่ระย้าสีทอง จิ่งหาวถือเชิงเทียนค้าง ส่วนฉินจื่อเฉินกวาดตามองชุดเจ้าบ่าวบนตัวเขา ทั้งห้องเงียบไปครู่หนึ่ง

“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

ฉินจื่อเฉินไม่ได้ตอบทันที เขาถอดปิ่นทองออกจากศีรษะทีละอัน ก่อนยกข้อมือซึ่งถูกเชือกแดงรัดขึ้นมา

“ฉันได้สติตั้งแต่ตอนอยู่ในห้องโถงแล้ว แต่ขยับไม่ได้ ยิ่งฝืน มันยิ่งรัดแน่น”

จิ่งหาวก้มมองเชือกที่พาดจากข้อมือตนไปถึงอีกฝ่าย ภาพหนังสือซึ่งไหลออกจากกล่องกับเสียงฆ้องหลังม่านกลับเข้ามาในหัวพร้อมกัน ฉินจื่อเฉินเองก็คงถูกเสียงในพิธีเรียกด้วยชื่ออื่น เขาจึงดึงป้ายหยกที่ห้อยตรงเอวขึ้นมาดู ด้านหน้าแกะชื่อเจ้าสาวซึ่งไม่มีใครในห้องรู้จัก ส่วนด้านหลังมีรอยขีดลึกคล้ายคนพยายามลบมันออก

ทั้งคู่ลองแกะเชือกด้วยทุกอย่างที่หาได้ในห้อง จิ่งหาวใช้ปลายปิ่นทองสอดใต้ปม ส่วนฉินจื่อเฉินหยิบกรรไกรจากโต๊ะเครื่องแป้ง แต่คมกรรไกรผ่านเส้นเชือกไปเหมือนตัดเงา ยิ่งออกแรง รอยแดงบนข้อมือกลับยิ่งลึก สุดท้ายต้องหยุดก่อนที่ร่างจริงซึ่งนอนอยู่โรงพยาบาลจะได้รับผลตามไปด้วย

ฉินจื่อเฉินหันไปค้นลิ้นชักข้างเตียง ด้านในมีจดหมายแต่งงานกับป้ายชื่อสองแผ่น ตัวอักษรบนกระดาษเลือนทุกครั้งที่พยายามอ่านชื่อเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว แต่ตรงมุมล่างมีรอยหมึกแดงรูปเดียวกับหน้าปกหนังสือ จิ่งหาวเพียงแตะ ป้ายชื่อในมือก็ร้อนขึ้นจนต้องปล่อยตกพื้น

“โลกนี้ไม่อยากให้เรารู้ว่าเป็นใคร” ฉินจื่อเฉินพูด จิ่งหาวมองห้องที่วนกลับมาที่เดิมไม่ว่าจะเปิดประตูไหน “งั้นก็อย่ารับว่าตัวเองเป็นคนในนี้ไว้ก่อนครับ” ทั้งสองตกลงจะเรียกกันด้วยชื่อจริงตลอด ไม่ตอบชื่อแปลกที่คนข้างนอกใช้ และหาทางประคองสติจนหลินเยว่ชิงตามเข้ามา

ฉินจื่อเฉินโยนป้ายหยกลงบนเตียง แล้วมองคนเปิดกล่องนิ่ง

“คราวหลังเห็นของที่ไม่ใช่ของตัวเอง อย่าเปิดเล่น”

จิ่งหาวรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายมือซน แต่พอเห็นฉินจื่อเฉินในชุดเจ้าสาวเต็มตัวก็กลั้นยิ้มไม่อยู่

“หัวเราะออกมาให้จบ”

“ผมแค่คิดว่าคนจัดงานเลือกได้เหมาะดี”

หมอนใบหนึ่งพุ่งใส่หน้าเต็มแรง จิ่งหาวรับไม่ทันจนเซไปชนโต๊ะ

“ผมชมอยู่นะ!”

หมอนใบที่สองตามมา เขาหลบทัน มันจึงกระแทกภาพแต่งงานบนผนัง ใบหน้าของเจ้าสาวในภาพบิดเบี้ยว ก่อนเสียงหัวเราะของหญิงสาวจะดังออกมาจากหลังกระดาษ ทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน เปลวเทียนรอบห้องพุ่งสูง เงาบนผนังค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหากันเอง ขณะที่เชือกตรงข้อมือหดสั้นลงทีละน้อย จากนอกเรือนมีเสียงไม้เท้าเคาะพื้นสามครั้ง แล้วเสียงหญิงชราคนเดิมก็เริ่มนับถอยหลังช้า ๆ

ฉินจื่อเฉินรวบชายกระโปรงขึ้นพันไว้ตรงเอว ก่อนถลกแขนเสื้อจนพ้นข้อมือ

“ออกไปได้เมื่อไร ฉันคิดบัญชีเรื่องคำว่า ‘เหมาะ’ แน่”

จิ่งหาววางเชิงเทียนลง รอยยิ้มกวนประสาทยังไม่หายไปจากหน้า แม้เสียงกระแทกนอกประตูจะดังขึ้นเรื่อย ๆ

“จะต่อยก็ต่อยสิ ใครกลัวกัน”