29
29
คำท้าของเซี่ยจิ่งหาวเพิ่งหลุดจากปาก ฉินจื่อเฉินก็คว้าคอเสื้อเจ้าบ่าวดึงเข้าหาตัว จิ่งหาวยกแขนกันตามสัญชาตญาณ เชือกแดงตรงข้อมือหดสั้นลงจนทั้งคู่เสียหลัก ฉินจื่อเฉินเหยียบชายกระโปรงของตัวเอง ส่วนจิ่งหาวถอยชนขอบเตียง ก่อนล้มลงไปพร้อมกันจนม่านแดงเหนือหัวหลุดตามลงมาครึ่งหนึ่ง
เสียงนับถอยหลังด้านนอกเงียบลง แล้วประตูก็เปิดออกในจังหวะนั้นพอดี หญิงชราหลังค่อมยืนถือถาดน้ำแกงอยู่ตรงธรณีประตู เธอมองเจ้าบ่าวซึ่งกำลังกดอยู่เหนือร่างเจ้าสาว แล้วมองม่านเตียงที่ยุ่งเหยิง รอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นค่อย ๆ กว้างขึ้น
“บ่าวเข้ามาผิดเวลาเสียแล้ว”
“ไม่ใช่อย่างที่”
ประตูปิดใส่หน้าเซี่ยจิ่งหาวดังปัง เสียงหัวเราะพอใจของหญิงชราค่อย ๆ ห่างออกไปตามระเบียง ฉินจื่อเฉินผลักคนบนตัวออกทันที จิ่งหาวกลิ้งตกขอบเตียง หัวกระแทกพื้นจนต้องกุมท้ายทอย พอเงยขึ้นมาเห็นอีกฝ่ายกำลังรวบชายกระโปรงให้พ้นขา เขาก็เกือบหลุดหัวเราะอีกครั้ง แต่เสียงระฆังด้านนอกดังรัวเสียก่อน ตามด้วยฝีเท้าหนักจำนวนมากกับเสียงตะโกนให้เปิดประตู
บานประตูถูกถีบกระแทกผนัง ทหารในเกราะดำกรูกันเข้ามา ดาบหลายเล่มชี้ตรงมายังคนในห้อง เสียงประกาศจับดังลั่นว่าแม่ทัพใหญ่ซ่องสุมกำลัง ปลอมพระราชโองการ และคิดก่อกบฏ คนทั้งจวนไม่เว้นแม้แต่บ่าวไพร่ต้องถูกควบคุมตัว จิ่งหาวพยายามบอกว่าตนไม่เกี่ยว ทันทีที่เอ่ยชื่อจริง เชือกแดงตรงข้อมือกลับรัดลึกจนเลือดซึม ส่วนคำที่หลุดจากปากกลายเป็นชื่อของคนอื่น
“คุณชายรองยังคิดปฏิเสธฐานะตนเองอีกหรือ”
ฉินจื่อเฉินเองก็หน้าเปลี่ยนเมื่อถูกเรียกว่า “คุณหนูหลิน” รอยหมึกแดงบนป้ายหยกตรงเอวเข้มขึ้นทุกครั้งที่ชื่อนั้นถูกขาน เหมือนโลกนี้กำลังบังคับให้พวกเขารับบทของคนในเรื่อง
ทหารมัดทั้งคู่แยกจากกันไม่ได้เพราะเชือกแดงยังเชื่อมอยู่ จึงลากออกจากเรือนหอไปพร้อมกัน ทางเดินซึ่งเมื่อครู่เต็มไปด้วยโคมมงคลตอนนี้มีคนคุกเข่าอยู่ตลอดแนว บ่าวคนหนึ่งฉวยจังหวะวิ่งหนี แต่เงาของทหารบนพื้นกลับยืดยาวไปคว้าข้อเท้าไว้ก่อนมือจริงจะถึงตัว
จิ่งหาวเห็นดังนั้นก็เลิกคิดว่าทั้งหมดเป็นเพียงฉากหลอกคน รถนักโทษพาพวกเขาออกจากคฤหาสน์ในตอนที่ฟ้ายังไม่สว่าง ฉินจื่อเฉินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พู่ทองบนศีรษะถูกดึงออกไปแล้ว แต่ผมปลอมกับเครื่องประดับเจ้าสาวยังติดอยู่หลายชิ้น จิ่งหาวมองเพียงแวบเดียวก็รีบหันไปทางอื่น
“หัวเราะสิ” ฉินจื่อเฉินพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้า
“ผมยังไม่อยากตายก่อนถึงที่หมาย”
รถกระแทกหลุมจนทั้งคู่ไหลมาชนกัน เชือกแดงรัดแน่นกว่าเดิม เสียงกระซิบจากนอกรถเรียกด้วยชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวซ้ำไปมา จิ่งหาวกัดปลายลิ้นแล้วท่องชื่อตัวเองในใจ ส่วนฉินจื่อเฉินจิกเล็บลงบนฝ่ามือ ไม่ยอมให้ชื่อแปลกปลอมแทรกเข้ามาแทนความทรงจำเดิม
ลานประหารอยู่กลางเมือง ผู้คนเบียดกันหลังแนวกั้น บางคนขว้างเศษผัก บางคนตะโกนสาปแช่งตระกูลแม่ทัพ นักโทษถูกผลักให้คุกเข่าบนแท่นไม้ซึ่งมีรอยเลือดเก่าฝังอยู่ สองคนก่อนหน้าถูกลากขึ้นไปโดยแทบไม่มีเวลาร้องขอชีวิต คมดาบฟันลง เสียงหนักดังเพียงครั้งเดียว ศีรษะทั้งคู่กลิ้งมาตามพื้นจนหยุดใกล้เข่าของเซี่ยจิ่งหาว
สีหน้ากวนประสาทซึ่งติดอยู่บนหน้าเขามาตลอดหายวับ
“ผมขอถอนคำพูดที่ว่านี่เป็นการแกล้งกันเล่น”
ฉินจื่อเฉินไม่ได้ตอบ ดวงตายังจับอยู่ที่ดาบของเพชฌฆาต เลือดบนคมเหล็กหยดลงพื้น กลิ่นคาวลอยมากับลมจนไม่มีทางหลอกตัวเองได้ว่าเป็นของปลอม ชื่อเจ้าบ่าวในหนังสือถูกขานขึ้น ทหารคว้าตัวจิ่งหาวไปกดคว่ำบนแท่นประหาร ฉินจื่อเฉินพยายามลุกตาม แต่โซ่ตรงข้อเท้ารั้งไว้แน่น
“พวกคุณจับผิดคนแล้ว! ผมเพิ่งเข้าบ้านนี้ไม่ถึงชั่วยาม ต่อให้เขากบฏ ผมยังไม่ทันรู้เลยว่าห้องครัวอยู่ทางไหน!”
ฝูงชนรอบลานหัวเราะลั่น เพชฌฆาตกลับไม่สนใจ ดาบถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ แสงเช้าสะท้อนคมเหล็กวาบลงมา ลมจากใบดาบกวาดผ่านต้นคอ จิ่งหาวหลับตาแน่น แต่คมดาบไม่ตกถึงตัว เสียงรอบลานหยุดลงพร้อมกัน เศษผักค้างอยู่กลางอากาศ หยดเลือดจากปลายดาบแขวนเหนือพื้น เพชฌฆาตยืนแข็งทื่อโดยมีคมเหล็กห่างจากต้นคอเขาไม่ถึงคืบ
“ถอยออกมาก่อนค่ะ”
หลินเยว่ชิงเดินผ่านผู้คนซึ่งถูกหยุดไว้ เสื้อผ้าของเธอยังเป็นชุดเดิมจากโรงพยาบาล ทุกรอยหมึกดำบนพื้นถอยห่างออกไปตามย่างก้าว จิ่งหาวรีบคลานออกจากใต้คมดาบ ฉินจื่อเฉินเองก็ผ่อนลมหายใจเมื่อเห็นเธอ
“อาจารย์หลิน อีกนิดเดียวหัวผมหายแล้วนะ”
“ไปอยู่ข้างหลังฉันก่อนค่ะ”
หลินเยว่ชิงแตะปลายนิ้วลงบนโซ่ตรงข้อเท้าฉินจื่อเฉิน อักขระจากยันต์บนหน้าปกหนังสือปรากฏเป็นตราสีแดงกลางฝ่ามือ โซ่ดำแตกร้าวแล้วหลุดออก ทั้งสองจึงถอยไปอยู่ด้านหลังเธอโดยไม่เถียง เสียงเรียกดังขึ้นจากทุกทิศ บ้างเรียกคุณชายรอง บ้างเรียกคุณหนูหลิน บางเสียงกลับกลายเป็นเสียงของคนในครอบครัว จิ่งหาวได้ยินเซี่ยอวี่ถงตะโกนให้หันกลับ ส่วนฉินจื่อเฉินได้ยินเสียงสือเยี่ยนโจวเรียกชื่อเขาจากกลางฝูงชน
“อย่าขานรับค่ะ ชื่อจริงของพวกคุณกำลังถูกลบ”
ทั้งคู่กัดฟันเงียบ จิ่งหาวท่องชื่อตัวเองซ้ำ ส่วนฉินจื่อเฉินกำเชือกแดงตรงข้อมือไว้แน่น หลินเยว่ชิงขึ้นไปบนแท่นประหาร ตรงฐานไม้มีป้ายแดงฝังอยู่ ชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่ก่อนซ้อนกันเต็มแผ่น บางชื่อถูกขีดทับ บางชื่อเหลือเพียงครึ่งเดียว ส่วนชื่อปลอมของคนทั้งสองกำลังถูกเขียนเพิ่มด้วยหมึกสด
“มันกำลังเขียนชื่อพวกคุณทับคนเดิม”
เธอกรีดปลายนิ้วกับขอบป้าย เลือดหยดลงบนรอยหมึก ก่อนเขียนชื่อจริงทับลงไปทีละชื่อ เซี่ยจิ่งหาว ฉินจื่อเฉิน เชือกแดงกระตุกแรง เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากใต้แท่น ทหารกับฝูงชนหันหน้ามาพร้อมกัน ดวงตาทุกคู่กลายเป็นสีขาวขุ่น
ตรากลางฝ่ามือหลินเยว่ชิงสว่างขึ้น เธอกดมันลงบนป้าย ชื่อปลอมแตกเป็นเศษหมึกดำแล้วปลิวหาย เสียงฆ้องงานแต่งดังซ้อนกับเสียงดาบประหาร โคมแดงผุดขึ้นเต็มท้องฟ้าและลุกไหม้พร้อมกัน รอยแยกสีขาววิ่งผ่านลานไปถึงกำแพงเมือง
พื้นใต้เท้ายุบหาย หลินเยว่ชิงคว้าข้อมือชายหนุ่มทั้งสองไว้ก่อนร่างจะตกลงไปพร้อมโลกที่กำลังถล่ม เสียงหญิงชราร้องเรียกชื่อเจ้าบ่าวดังมาจากด้านหลัง จิ่งหาวเผลอชะงัก แต่ฉินจื่อเฉินกระชากแขนเขาไว้ทัน
“อย่าหัน”
“รู้แล้วน่า!”
แสงสีขาวกลืนทั้งสามร่างไปพร้อมเสียงคฤหาสน์พังครืนอยู่ไกล ๆ ในห้องสังเกตอาการ หนังสือเก่าสั่นอยู่ใต้ยันต์ซึ่งปิดบนหน้าปก เซี่ยอวี่ถงประคองกระบอกทองแดงไว้แน่น เปลวไฟด้านในสั้นลงจนเกือบมอด แต่เธอไม่ละสายตาจากมัน
หลินเยว่ชิงลืมตาขึ้นแล้วต้องจับขอบโต๊ะไว้ชั่วครู่ เลือดตรงปลายนิ้วยังไม่หยุด ใบหน้าซีดกว่าตอนเข้าไปอย่างเห็นได้ชัด เซี่ยอวี่ถงขยับจะเข้ามาช่วย แต่เธอยกมือห้าม สายตายังอยู่ที่คนบนเตียง หนังสือเด้งขึ้นจากโต๊ะ เชือกแดงคลายออกจากข้อมือของชายหนุ่มทั้งสอง หน้ากระดาษพลิกพรึ่บไปจนถึงหน้าสุดท้าย ก่อนอักษรทั้งหมดจะเลือนหาย เหลือเพียงกระดาษเปล่ากับรอยไหม้ตรงสัน
เซี่ยจิ่งหาวกับฉินจื่อเฉินสูดลมหายใจแรงขึ้นเกือบพร้อมกัน แล้วลืมตา แพทย์เวรรีบเข้ามาตรวจสัญญาณชีพ จิ่งหาวก้มมองเสื้อของตัวเองเป็นอย่างแรก พอเห็นว่าไม่มีชุดเจ้าบ่าวสีแดงจึงถอนใจ ส่วนฉินจื่อเฉินยกมือแตะศีรษะเหมือนยังระแวงว่าปิ่นทองจะติดกลับมาด้วย
เซี่ยอวี่ถงยืนอยู่ปลายเตียง สีหน้าไม่เปิดช่องให้น้องชายหาเรื่องพูดเล่น จิ่งหาวจึงรีบชิงสารภาพ
“ผมรู้แล้วว่าผิด กลับถึงบ้านจะไม่ออกไปไหนอีกสามวัน หนังสืออะไร กล่องอะไร ต่อให้วางขวางทางก็ไม่แตะแล้ว”
เธอยกมือขึ้นเพียงนิดเดียว เขาก็ขยับไปหลบหลังแพทย์ทันที
“ยังพูดไม่หยุด แสดงว่าสมองคงไม่เป็นไร” เซี่ยอวี่ถงว่า
หลังแพทย์ตรวจซ้ำและยืนยันว่าไม่มีความผิดปกติร้ายแรง ฉินจื่อเฉินจึงเดินมาหาหลินเยว่ชิง ใบหน้ายังซีด แต่ท่าทางกลับมาสงบเหมือนเดิมแล้ว
“คุณช่วยผมไว้อีกครั้ง คราวนี้คนเปิดกล่องไม่ใช่ผมนะครับ”
หลินเยว่ชิงเหลือบไปทางเซี่ยจิ่งหาว ซึ่งกำลังถูกพี่สาวค้นกระเป๋าว่ายังซ่อนอะไรจากร้านไว้อีกหรือไม่
“ฉันเห็นแล้วค่ะ”
ฉินจื่อเฉินมองตาม ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยโดยไม่คิดช่วยแก้ตัวให้คนอีกฝั่ง
“ครั้งนี้เท่าไรครับ”
หลินเยว่ชิงยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว เดิมตั้งใจเรียกหนึ่งแสนหยวน เพราะแม้ต้องแยกจิตเข้าไปในหนังสือ แต่ยันต์กับธูปที่เสียไปยังไม่เกินราคานั้น ยังไม่ทันพูดจำนวน ฉินจื่อเฉินก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“สิบล้าน ผมจะให้ผู้ช่วยโอนเข้าบัญชีเดิม”
คำว่า หนึ่งแสน หยุดอยู่ตรงริมฝีปาก ไม่ถึงนาที โทรศัพท์ของเธอก็สั่น ข้อความแจ้งเงินเข้ามีศูนย์มากกว่าที่ตั้งใจไว้สองตัว หลินเยว่ชิงมองยอดเงินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บโทรศัพท์กลับอย่างสงบ ฉินจื่อเฉินเห็นเธอไม่ทักท้วงก็ยิ้ม “ถือว่ารวมค่าช่วยผมกับค่าทำขวัญจากชุดเจ้าสาวครับ” หลินเยว่ชิงไม่รับมุก เพียงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า
ในเมื่อเจ้าตัวตีราคาให้เอง เธอก็ไม่คิดขัดศรัทธา