LNCrawler

32

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

32

รถสีดำที่จอดอยู่หน้าบ้านเพิ่งดับเครื่องตอนหลินเยว่ชิงเดินกลับเข้ามาในตรอก ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมก้าวลงจากเบาะหลัง เสื้อเชิ้ตกับกางเกงดูดีจนแทบไม่มีรอยยับ แต่ใบหน้ากลับโทรมกว่าคนวัยเดียวกันมาก ใต้ตาคล้ำลึก ผิวออกเหลืองซีด ตรงลำคอเหนือปกเสื้อมีรอยช้ำจาง ๆ หลายรอยเหมือนผ่านการกดรัดซ้ำ ๆ

โจวอี้เฉินรีบออกมาต้อนรับ ก่อนแนะนำว่าชายคนนี้คือ เถาเหวินเซิ่ง เจ้าของบ้านและอดีตเจ้าของร้านเครื่องประดับที่เคยเปิดกิจการอยู่ตรงนี้ เถาเหวินเซิ่งมองหลินเยว่ชิงอยู่ครู่หนึ่ง ความสงสัยปรากฏชัดบนใบหน้า เขาคงไม่คิดว่าคนที่นายหน้าโทรไปบอกว่าสามารถช่วยเรื่องฝันร้ายได้จะเป็นหญิงสาวอายุเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ทันพูดอะไร เสียงเคาะเบา ๆ ก็ดังมาจากด้านในบ้าน

กึก...กึก...กึก... สามครั้งพอดี โจวอี้เฉินหันไปทางประตู ส่วนเถาเหวินเซิ่งตัวแข็งขึ้นทันที หลินเยว่ชิงเดินผ่านทั้งสองเข้าไปด้านในโดยไม่รีบ พื้นร้านยังมีฝุ่นจับหนาเหมือนตอนที่เธอออกไป เสียงเคาะเมื่อครู่เงียบหายไปแล้ว แต่ความเย็นจากลานด้านหลังกลับชัดกว่าตอนก่อนออกไปเสียอีก

เถาเหวินเซิ่งตามเข้ามาอย่างไม่เต็มใจนัก เขาไม่ยอมมองทางประตูวงเดือนที่เชื่อมไปด้านหลัง และยิ่งเดินลึก สีหน้าก็ยิ่งแย่ หลินเยว่ชิงหยุดตรงกลางร้าน

“เสียงแบบนี้ ได้ยินในฝันทุกคืนใช่ไหมคะ”

เถาเหวินเซิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนพยักหน้า

“บางคืนมันเคาะประตู บางคืนเคาะหัวเตียง” เขาพูดเสียงต่ำ “เมื่อคืนดังอยู่ข้างหูเลย”

หลินเยว่ชิงมองรอยช้ำตรงคอเขา

“แล้วเมื่อคืนเธอก็เข้ามาใกล้กว่าทุกครั้ง”

มือของชายวัยกลางคนแตะคอตัวเองทันที เขาไม่ได้ถามแล้วว่าเธอรู้ได้อย่างไร ช่วงแรกหญิงสาวในฝันเพียงยืนอยู่ปลายเตียง เสื้อสีเทาเปียกชื้น ผมยาวปิดใบหน้า คืนต่อ ๆ มาเธอขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทีละน้อย จนเมื่อคืนเขารู้สึกเหมือนมีมือเย็นจัดบีบรอบคอ ตื่นขึ้นมาก็หายใจไม่ทันและพบรอยช้ำอยู่จริง

“นายหน้าโทรมาบอกว่าคุณพูดถึงผู้หญิงชุดเทา” เขากลืนน้ำลาย “ผมไม่เคยเล่าเรื่องชุดให้เขาฟัง”

“ฉันเห็นเธอตรงบ่อน้ำค่ะ”

กุญแจรถในมือเถาเหวินเซิ่งหล่นกระทบพื้น โจวอี้เฉินก้มเก็บให้เงียบ ๆ คราวนี้สีหน้าของเขาเองก็เริ่มไม่ดี เพราะตอนพาหลินเยว่ชิงมาดูบ้านครั้งแรก ไม่มีใครบอกอะไรเกี่ยวกับบ่อน้ำหรือผู้หญิงคนนั้นเลย เถาเหวินเซิ่งไม่ได้พูดอีกพักใหญ่ จนกระทั่งหลินเยว่ชิงหันกลับมาพูดเรื่องบ้าน

“ราคาที่ฉันให้ยังเหมือนเดิม สิบล้านค่ะ รับตามสภาพ”

ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วทันที ถึงจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ตัวเลขก็ยังทำให้เขารับยาก บ้านหลังนี้รวมหน้าร้านกับเรือนด้านใน พื้นที่ไม่น้อย และตอนซื้อเขาจ่ายไปมากกว่าห้าสิบล้าน ยังไม่รวมเงินปรับปรุงร้านเครื่องประดับเมื่อหลายปีก่อน

“สิบล้านต่ำเกินไป” เขาพูดตรง ๆ “ต่อให้มีเรื่องพวกนี้ ทำเลก็ยังอยู่ตรงนี้”

หลินเยว่ชิงไม่ได้เถียงเรื่องทำเล เธอมองผ่านประตูวงเดือนไปยังลานหลังบ้าน

“ถ้าบ้านไม่มีปัญหา ฉันคงซื้อไม่ได้ในราคานี้เหมือนกันค่ะ”

เถาเหวินเซิ่งเม้มปาก

“คนก่อนหน้าที่มาดู มีคนวางเงินจองแล้วถอนตัวใช่ไหมคะ”

เถาเหวินเซิ่งไม่ตอบ สายตาที่หลบไปทางอื่นเผยคำตอบอยู่แล้ว หลินเยว่ชิงพูดต่อเพียงสั้น ๆ

“สิบล้าน รับบ้านตามสภาพ ส่วนเรื่องที่ตามคุณอยู่คิดแยกกัน”

เถาเหวินเซิ่งหันมาทันที

“ยังมีค่าจัดการอีก?”

“บ้านคือบ้านค่ะ เรื่องที่ตามคุณเป็นอีกเรื่อง”

น้ำเสียงของเธอเรียบจนไม่มีช่องให้ตีความเป็นอย่างอื่น ชายวัยกลางคนหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่ไม่มีความขำอยู่ในนั้น

“ผมขายขาดทุนขนาดนี้ แล้วยังต้องจ่ายเพิ่มอีกหรือ”

หลินเยว่ชิงพยักหน้า

“ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยังซื้อบ้านตามราคาที่เสนอได้ ส่วนเรื่องฝันคุณค่อยหาคนอื่น”

เธอพูดจบก็หันไปดูผนังหน้าร้าน เหมือนเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเร่งให้ใครตัดสินใจ เถาเหวินเซิ่งกลับเป็นฝ่ายนิ่ง ตลอดสองปีที่ผ่านมาเขาเรียกคนมาดูบ้านหลายกลุ่ม บางคนตั้งโต๊ะทำพิธีตั้งแต่ประตูหน้า บางคนแปะยันต์ไปทั่วเรือน มีคนหนึ่งช่วยให้ฝันร้ายหายไปเกือบครึ่งปี แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับมาอีก หนักกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่เขาตื่นขึ้นมาพร้อมรอยนิ้วบนคอ

“เท่าไร”

หลินเยว่ชิงหันกลับมา

“ถ้าจัดการเรื่องนี้ให้จบจริง ๆ คุณคิดเท่าไร”

“ห้าล้านค่ะ”

เถาเหวินเซิ่งหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังคำนวณว่าการนอนหลับโดยไม่กลัวว่าจะตายกลางคืนมีราคาเท่าไร สุดท้ายเขาพยักหน้า

“ได้ แต่ต้องจบจริง”

“ค่ะ”

โจวอี้เฉินยืนฟังอยู่ข้าง ๆ จนแทบไม่รู้ควรมีสีหน้าอย่างไร บ้านจากยี่สิบล้านเหลือสิบล้าน ยังมีค่าจัดการอีกห้าล้าน แต่เจ้าของกลับเป็นฝ่ายยอมรับเงื่อนไขด้วยตัวเอง เรื่องเอกสารซื้อขายนัดจัดการภายหลังได้ หลินเยว่ชิงจึงไม่เสียเวลากับรายละเอียดตรงนั้น เธอหันไปทางประตูวงเดือน

“เข้าไปข้างในกันค่ะ”

เถาเหวินเซิ่งไม่ขยับ พอเธอมองกลับมา เขาจึงหัวเราะแห้ง ๆ

“ผมรอตรงนี้ไม่ได้หรือครับ”

หลินเยว่ชิงไม่ได้แซวความกลัวของเขา

“เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ ถ้าไม่เข้าไปด้วย ฉันจะรู้ได้ไม่ครบค่ะ”

คราวนี้เขาไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ โจวอี้เฉินถูกขอให้รออยู่หน้าร้าน ส่วนเถาเหวินเซิ่งเดินตามหลินเยว่ชิงผ่านประตูวงเดือนเข้าไปในลานหลังบ้าน ทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณี ลมเย็นก็พุ่งผ่านกลางลาน โซ่บนฝาบ่อน้ำดังแกร่งขึ้นหนึ่งครั้ง เถาเหวินเซิ่งหยุดทันที

หลินเยว่ชิงไม่ได้ไปที่บ่อ แต่เดินไปหยุดตรงเรือนทิศเหนือ เศษยันต์เก่ายังติดอยู่ใต้ชายคาเหมือนเดิม เธอมองมันครู่หนึ่ง ก่อนถามโดยไม่หันกลับ

“คุณเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นตอนยังมีชีวิตอยู่”

เถาเหวินเซิ่งเหมือนจะปฏิเสธ แต่เสียงเคาะสามครั้งดังขึ้นจากประตูเรือนด้านหลังเสียก่อน จังหวะเดียวกับที่ได้ยินหน้าร้านทุกคืน เขาหันไปทางเสียงจนสีหน้าที่ฝืนสงบไว้แตกลง หลินเยว่ชิงจึงไม่ถามซ้ำ เพราะท่าทีนั้นตอบชัดกว่าคำพูดแล้ว

“ความฝันไม่ได้สุ่มเลือกฉากมาหลอกคุณค่ะ” เธอบอก “มันพาคุณกลับไปยังคืนที่คุณจำได้ดีที่สุด” เถาเหวินเซิ่งนั่งลงตรงเก้าอี้เก่า มือยังจับกุญแจรถไว้แน่น เขามองลานด้านหน้าเหมือนไม่ได้เห็นบ้านในคืนนี้ แต่เห็นประตูกระจกของร้านเมื่อหลายปีก่อนแทน

โจวอี้เฉินที่รออยู่หน้าร้านได้ยินเพียงเสียงเคาะ แต่ไม่กล้าเดินเข้ามา หลินเยว่ชิงเองก็ไม่เร่งเจ้าของบ้าน สิ่งที่ตามเขามาถึงห้องนอนไม่ได้ต้องการให้เธอเดาเรื่องทั้งหมด มันต้องการให้คนที่เคยเห็นเหตุการณ์พูดออกจากปากตัวเอง ประโยคนั้นทำให้ลานทั้งลานเงียบลง

เถาเหวินเซิ่งไม่ตอบในทันที เขามองบ่อน้ำอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยเดินไปนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าตรงชายคา

“หลายปีแล้ว”

เสียงเขาเบาลง ตอนนั้นร้านเครื่องประดับของเขายังเปิดอยู่ด้านหน้า คืนหนึ่งปลายฤดูร้อน พนักงานต้องปิดร้านช้ากว่าปกติเพราะยอดสินค้ากับบัญชีไม่ตรง ฝนตกหนักตั้งแต่หัวค่ำ พอเลยเที่ยงคืน ถนนทั้งสายก็แทบไม่มีคนเหลือ หลังตรวจของเสร็จ พนักงานกลับกันหมด เถาเหวินเซิ่งอยู่ปิดร้านคนเดียว

เขากำลังจะเลื่อนประตูลงเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังผ่านสายฝน หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งมาจากปลายถนน เธออายุยังน้อย เสื้อผ้าเปียกชุ่ม ผมแนบอยู่ข้างแก้ม วิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็ลื่นล้ม ก่อนรีบลุกขึ้นมาใหม่ ด้านหลังมีชายสองคนตามมาไม่ห่างนัก

เถาเหวินเซิ่งยังไม่ทันมองออกว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงสาวก็มาถึงหน้าร้านและกระแทกมือกับประตูกระจก

“ช่วยฉันด้วยค่ะ”

เสียงของเธอสั่นจนแทบฟังไม่เป็นคำ

“ขอเข้าไปก่อน มีคนตามฉันมา”

เขาหันไปมองด้านหลัง ชายสองคนกำลังวิ่งเข้ามาใกล้ คนหนึ่งตะโกนบางอย่างฝ่าสายฝน อีกคนชี้มาทางร้าน เถาเหวินเซิ่งมองตู้เครื่องประดับด้านหลัง กระจกทุกบานมีชื่อร้านของเขาติดอยู่ชัดเจน รถของเขายังจอดหลังร้าน บ้านก็อยู่ไม่ไกลจากย่านนี้

หญิงสาวจับขอบประตูแน่น

“ขอแค่ให้ฉันเข้าไปข้างในก่อนก็ได้ค่ะ ช่วยโทรหาตำรวจให้ฉันที”

มือที่จับบานประตูของเขาออกแรงโดยไม่รู้ตัว ประตูกระจกเลื่อนปิดลง หญิงสาวชะงัก ทั้งสองคนมองกันผ่านแผ่นกระจกอยู่ชั่วขณะ

“ได้โปรด...”

เธอเคาะประตูอีกครั้ง เถาเหวินเซิ่งไม่ได้เปิด

“ช่วยโทรหาตำรวจก็ได้ค่ะ ไม่ต้องให้ฉันเข้าไปก็ได้”

โทรศัพท์อยู่ในมือเขา หน้าจอสว่างอยู่ แต่คนสองคนนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หนึ่งในนั้นหันมองป้ายร้านเหมือนจำสถานที่ไว้ เถาเหวินเซิ่งถอยหลังหนึ่งก้าว จากนั้นปิดไฟหน้าร้าน เสียงฝนกระแทกกระจกดังขึ้นทันทีที่ความมืดกลืนพื้นที่ด้านใน

หญิงสาวยังอยู่หน้าประตู

“ช่วยฉันด้วย...”

ไม่นานเสียงผู้ชายก็ดังแทรกเข้ามา ตามด้วยเสียงหญิงสาวร้องอย่างตกใจ เถาเหวินเซิ่งยืนอยู่หลังตู้ มือยังกำโทรศัพท์ไว้ แต่ไม่ได้ขยับ เสียงเคาะกระจกดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้แรงกว่าครั้งก่อน

“ช่วยโทรหาตำรวจที...ได้โปรด...”

เขายังไม่กดโทรออก เสียงฝีเท้าหลายคู่ปะปนกับเสียงฝน ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหน้าร้านไปทางปลายถนน เถาเหวินเซิ่งยืนอยู่ในความมืด ไม่กล้าเปิดไฟ ไม่กล้าเข้าใกล้ประตู และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผ่านไปนานแค่ไหน สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้จากคืนนั้น คือเสียงของหญิงสาวซึ่งดังกลับมาฝ่าสายฝนอีกครั้ง

“ช่วยฉันด้วย...”

หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงเคาะประตูอีกเลย