35
35
หลังฟ้าสางได้ไม่นาน หลินเยว่ชิงก็ออกจากโรงพยาบาล ปล่อยให้หานอวี้เหยาอยู่ข้างเตียงของหลัวซูเจินต่อ มือของหญิงชรายังจับหลานสาวไว้แน่น แม้หลับไปแล้วก็ไม่ยอมปล่อย
ระหว่างนั่งรถกลับ ถนนด้านนอกค่อย ๆ มีคนมากขึ้น โทรศัพท์ของเธอสั่นจากข้อความของเถาเหวินเซิ่งว่าเงินค่าจัดการส่วนที่เหลือโอนเข้ามาแล้ว ตามด้วยไฟล์สัญญาจากโจวอี้เฉินซึ่งขอให้เธอตรวจชื่อกับราคาซื้อขายอีกครั้ง หลินเยว่ชิงดูอยู่เพียงครู่เดียวก็ปิดเอกสาร จากนั้นเปิดแอปธนาคาร แบ่งเงินสิบสามล้านหยวนที่ไม่คิดเก็บไว้โอนไปยังสองหน่วยงาน หนึ่งแห่งช่วยผู้ป่วยที่ขาดค่ารักษา อีกแห่งดูแลผู้หญิงและเด็กที่ผ่านเหตุรุนแรง เหลือส่วนที่จะใช้กับบ้านและร้านไว้ตามเดิม เมื่อข้อความยืนยันขึ้นครบ เธอก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าโดยไม่ได้ถ่ายภาพหรือบอกใคร
กลับถึงห้องเช่าบนถนนซีเหอ หลินเยว่ชิงก็ล้มตัวลงพัก ตื่นอีกครั้งตอนบ่ายจึงตรวจเอกสารที่โจวอี้เฉินส่งมาและจัดของที่ใช้เมื่อคืน กว่าจะกินข้าวกับเขียนยันต์สำรองเสร็จก็เลยสองทุ่มไปแล้ว พอเธอเปิดบัญชีเพื่อเริ่มไลฟ์ คนดูก็ทยอยเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ทำงานจนใจพัง: มาแล้ววว ฉันนึกว่าวันนี้งด
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: รอจนของกินหมดแล้วค่ะ รับผิดชอบด้วย
ขอกะละมังกับชาม: เมื่อวานก็ปิดกะทันหัน วันนี้ก็มาช้า ชีวิตคนดูประจำไม่ง่ายเลย
หลินเยว่ชิงอ่านผ่าน ๆ ก่อนยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
“วันนี้มาช้าหน่อยค่ะ”
เธอไม่ได้เล่าว่าตัวเองไปไหนมา หลังจำนวนคนดูเริ่มนิ่งจึงเปิดสิทธิ์เชื่อมสาย ผู้ได้สิทธิ์คนแรกใช้ชื่อบัญชีว่า ท้องฟ้าหลังฝน ภาพต่อเข้ามาช้ากว่าปกติเล็กน้อย ชายหนุ่มในจอสวมหมวกแก๊ปต่ำเกือบปิดคิ้ว แถมยังมีแว่นกันแดดปิดตาทั้งสองข้าง ทั้งที่ด้านหลังเป็นห้องพักส่วนตัวและม่านหน้าต่างก็ปิดอยู่
เกลียดคนโลกสวย: อยู่ในห้องยังใส่แว่นดำอีกเหรอ
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: อย่าเพิ่งตัดสิน เขาอาจกำลังรักษาภาพลักษณ์ซูเปอร์สตาร์อยู่ก็ได้
ชายหนุ่มหลุดหัวเราะสั้น ๆ แต่ยังไม่ยอมถอดแว่น
“ผมไม่ได้หนีใครครับ แค่ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากสบตาคน”
หลินเยว่ชิงมองอยู่พักหนึ่ง
“ถอดแว่นให้ฉันดูหน่อยค่ะ”
เขาลังเลก่อนยอมทำตาม ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลาย ๆ แก้มค่อนข้างกลมจนแนวกรามแทบหาย ผมตัดสั้นเรียบร้อย เสื้อยืดสีเข้มหลวมตรงไหล่ แต่ตรงขมับกลับมีเหงื่อซึมทั้งที่เครื่องปรับอากาศด้านหลังเปิดอยู่
“ผมชื่อถังเหวินอวี่ครับ”
ตรงหางตาของเขามีเงาสีเทาจาง ๆ เกาะอยู่ทั้งสองข้าง คล้ายหมึกซึมใต้ผิว ถังเหวินอวี่ประสานมือบนโต๊ะอยู่พักหนึ่ง
“ประมาณครึ่งเดือนมานี้ ผมรู้สึกว่าคนรอบตัวเกลียดผมครับ ไม่ใช่แบบคิดไปเองนิด ๆ นะ แต่มัน...แรงมาก”
เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ถังเหวินอวี่หันขวับไปทันที
“อาหารมั้งครับ”
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่เขากลับนั่งนิ่งอยู่หลายวินาที กว่าจะยอมลุกก็หยิบโทรศัพท์ติดมือไปด้วย ภาพในไลฟ์สั่นตามจังหวะเดินจนมาถึงหน้าประตู พนักงานส่งอาหารยืนรออยู่ด้านนอก เขายื่นถุงให้แล้วก้มดูโทรศัพท์เพื่อกดยืนยันงาน สีหน้าเรียบธรรมดา ถังเหวินอวี่กลับแข็งค้าง มือที่รับถุงเกร็งจนพลาสติกย่น
“ขอบ...ขอบคุณครับ”
พนักงานเงยหน้าขึ้นเพราะได้ยินไม่ชัด ก่อนพยักหน้าแล้วเดินจากไป ประตูปิดแทบจะทันที ถังเหวินอวี่ล็อกกลอนทั้งสองชั้น แล้วยืนฟังเสียงฝีเท้าในทางเดินอีกครู่หนึ่งจึงค่อยกลับมานั่ง เขาเพิ่งรู้ตัวว่ามือสั่นเมื่อวางถุงอาหารไม่ตรงโต๊ะจนเกือบหล่น
“เมื่อวานผมลงไปซื้อของข้างล่าง แคชเชียร์เงยหน้ามาถามว่าจะรับถุงไหม ผมทิ้งตะกร้าไว้แล้วเดินออกเลยครับ” เขาฝืนหัวเราะกับตัวเอง “กลับมาดูกล้องหน้าร้านทีหลัง เขาก็ไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ แต่ตอนอยู่ตรงนั้นผมกลัวจนคิดอย่างเดียวว่าต้องออกมาให้พ้น”
ถังเหวินอวี่กลับมานั่งหน้ากล้อง สีหน้าซีดกว่าเดิม
“เห็นไหมครับ เมื่อกี้เขามองผมแบบนั้นอีกแล้ว”
เกลียดคนโลกสวย: ฉันย้อนดูแล้ว เขาแค่เงยหน้าตอนนายพูดเบานะ
ทำงานจนใจพัง: ใช่ สีหน้าปกติมากเลย ฉันไม่เห็นว่าเขาโกรธตรงไหน
ความเห็นอื่นเริ่มตามมาในทิศทางเดียวกัน ถังเหวินอวี่กลับยิ่งหน้าซีด
“พวกคุณไม่รู้สึกเหรอครับ ตอนเขามองมา ผมรู้สึกเหมือนเขาเกลียดผมมาก เหมือนถ้าตรงนั้นไม่มีคน เขาคงเข้ามาต่อยผม”
เขาวางถุงอาหารลงข้างโต๊ะ
“เป็นกับทุกคนเลยครับ ที่ทำงานก็เป็น บนรถไฟก็เป็น ขนาดเพื่อนสนิท ผมยังรู้สึกว่ามันมองผมเหมือนเป็นศัตรู”
เขาเคยถามเพื่อนร่วมงานตรง ๆ ว่าโกรธอะไรหรือเปล่า อีกฝ่ายกลับทำหน้างง เย็นวันนั้นยังชวนเขาไปกินข้าวเหมือนเดิม แต่ทันทีที่สบตากัน ความรู้สึกแบบเดิมก็กลับมาอีก
“ผมไปคุยกับหมอมาแล้ว หมอบอกอาจจะเครียด ให้พักก่อน ผมก็พัก สามวันนี้แทบไม่ออกจากห้อง แต่ไม่ดีขึ้นเลย”
หลินเยว่ชิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าคนคนนั้นไม่สบตาคุณล่ะคะ”
“ไม่เป็นครับ” ถังเหวินอวี่ตอบทันที “คุยกันโดยไม่มองหน้าผมยังพอไหว ดูผ่านรูปหรือวิดีโอก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเขามองเข้าตาตรง ๆ ต่อให้แค่แวบเดียวก็มาเลย”
เขาหยิบแว่นดำบนโต๊ะขึ้นมา
“เลยกลายเป็นแบบนี้ครับ ใส่จนเพื่อนบ้านคงคิดว่าผมประหลาดไปแล้ว”
หลินเยว่ชิงรอจนเขาพูดจบ
“ไม่ใช่ผีค่ะ”
ถังเหวินอวี่หน้าหม่นลงทันที
“แต่มีคนทำของใส่คุณ”
เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“เป็นคำสาปที่ดวงตา คนอื่นไม่ได้เกลียดคุณ แต่คำสาปทำให้คุณรับสายตาของพวกเขาเป็นความเกลียด”
มือของถังเหวินอวี่ยกขึ้นแตะหางตาโดยไม่รู้ตัว
“แล้วที่ผมเหนื่อยง่ายขึ้น...เกี่ยวด้วยไหมครับ”
“มันเริ่มกินแรงคุณแล้วค่ะ”
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาเหนื่อยเร็วผิดปกติ เมื่อก่อนเดินจากสถานีถึงออฟฟิศได้สบาย ตอนนี้ลงไปรับพัสดุแล้วกลับขึ้นห้องยังต้องนั่งพัก วันหยุดล่าสุดนอนเกือบทั้งวัน พอตื่นขึ้นมาก็เหมือนไม่ได้นอน สองคืนก่อนเขาแค่ยกน้ำดื่มแพ็กหนึ่งจากหน้าห้องเข้าไปวางในครัวก็ต้องนั่งกับพื้นอยู่นาน หัวใจเต้นแรงจนคิดว่าจะเป็นลม ทั้งที่เมื่อก่อนยกของหนักกว่านี้ขึ้นบันไดได้สบาย
ถังเหวินอวี่เงียบไปเล็กน้อย ก่อนถามตรง ๆ
“แก้ได้ไหมครับ”
“ได้ค่ะ”
หลินเยว่ชิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
“หาคนที่ไม่รู้จักคุณหนึ่งร้อยคน ให้แต่ละคนถ่มน้ำลายใส่เสื้อตัวนอกที่คุณกำลังใส่อยู่ คนละครั้ง”
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: เดี๋ยวนะ...หนึ่งร้อยคนจริงเหรอ 555
ทำงานจนใจพัง: ขอโทษนะ ฉันรู้ว่าเขากำลังลำบาก แต่ฉันหลุดขำตรงน้ำลายจริง ๆ
ขอกะละมังกับชาม: ถ้าอยู่ไห่เฉิงบอกพิกัดมา ฉันช่วยได้หนึ่งคน อย่าถ่ายหน้าก็พอ
ถังเหวินอวี่ก้มมองเสื้อยืดของตัวเองนานสองวินาที
“ต้องเป็นน้ำลายจริง ๆ ใช่ไหมครับ”
“ค่ะ”
“หนึ่งร้อยคนที่ผมไม่รู้จัก?”
“ค่ะ”
เขายกมือปิดหน้า
“ขอถามเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเปล่าแทนไม่ได้ใช่ไหมครับ”
หลินเยว่ชิงไม่ตอบ เพียงมองเขา ถังเหวินอวี่ลดมือลงเอง
“โอเคครับ ผมเข้าใจแล้ว”
เขาหันไปมองเสื้อแจ็กเก็ตตัวเก่าที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ ก่อนหยิบมันขึ้นมา
“งั้นตัวนี้แล้วกันครับ อย่างน้อยก็ไม่เสียดาย”
ช่องความเห็นคึกคักขึ้นทันที บางคนอาสาช่วย บางคนแนะนำให้ไปย่านคนเยอะ มีอีกหลายคนบอกให้ถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานว่าครบหนึ่งร้อยคนจริง แต่ไม่นานก็มีคนเถียงกลับว่าจะถ่ายคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ จนแชตเริ่มเถียงกันเองมากกว่าคุยกับเจ้าของสาย
ถังเหวินอวี่ไล่อ่านอยู่พักหนึ่งแล้วหลุดหัวเราะ
“ถ้าต้องเลือกระหว่างโดนถ่มกับนอนจนไม่ตื่น ผมยอมโดนถ่มครับ เสื้อทิ้งได้ ชีวิตทิ้งไม่ได้”
เกลียดคนโลกสวย: ประโยคนี้ถูก อย่าเพิ่งคิดมาก รีบหาคนให้ครบก่อน
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: แต่อย่าลืมกลับมาเล่าผลด้วยนะ ฉันลงทุนขำไปเยอะแล้ว
“ครบแล้วก็ทิ้งเสื้อตัวนั้นค่ะ คืนเดียวอาการจะค่อย ๆ หาย”
“คืนนี้ผมจะลองหาคนให้ได้มากที่สุดครับ”
ถังเหวินอวี่หยิบแว่นดำขึ้นมาเหมือนเตรียมจบสาย ขณะเดียวกันมีคนในแชตสังเกตเห็นกรอบรูปบนชั้นด้านหลัง
ทำงานจนใจพัง: เดี๋ยวนะ คนในรูปข้างหลังใช่เจ้าของสายหรือเปล่า ตาเหมือนมาก
หลินเยว่ชิงมองตาม ในกรอบมีชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งยืนอยู่กับคนอีกสองคน ใบหน้าคม คิ้วเข้ม แนวกรามชัด แม้ภาพจะอยู่ไกลจากกล้อง แต่ดวงตากับคิ้วกลับเหมือนคนในจออย่างเห็นได้ชัด
“คนในรูปด้านหลังคือคุณใช่ไหมคะ”
ถังเหวินอวี่หันกลับไปดู แล้วลุกไปหยิบกรอบรูปมา
“ครับ ตอนเรียนจบ”
พอรูปถูกยกเข้าใกล้กล้อง แชตก็พุ่งขึ้นอีกระลอก
ขอกะละมังกับชาม: เดี๋ยว ๆ คนเดียวกันจริงเหรอ
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: ขออนุญาตหลุดประเด็น หล่อมากนะนั่น
เกลียดคนโลกสวย: น้ำหนักขึ้นก็เปลี่ยนหน้าได้ แต่ของนายเปลี่ยนเยอะจริง
ถังเหวินอวี่หัวเราะแห้ง ๆ
“คนรอบตัวก็พูดแบบนี้ครับ”
เขาเปิดรูปเก่าในโทรศัพท์เพิ่มเอง รูปเมื่อปีก่อนยังผอมอยู่ ช่วงต้นปีรูปร่างแทบไม่ต่างจากเดิม แต่หลังจากนั้นภาพถ่ายขาดช่วงไปหลายเดือน รูปถัดมาซึ่งถ่ายในงานวันเกิดของเพื่อน แก้มเริ่มเต็มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เสื้อเชิ้ตตัวเดิมที่เคยหลวมกลับตึงตรงช่วงท้อง
“ช่วงนั้นผมน้ำหนักขึ้นเร็วมากครับ แต่ตัวเลขไม่ได้ขึ้นทุกสัปดาห์แบบคนกินเยอะนะ มันเหมือนอยู่ดี ๆ ก็เพิ่มทีละก้อน ผมลดอาหาร วิ่งอยู่พักหนึ่ง น้ำหนักก็แทบไม่ลง เลยเลิกถ่ายรูปไปเลย”
เขาปัดหน้าจอผ่านรูปสองสามใบ ก่อนหยุดที่ภาพหมู่ใบหนึ่งซึ่งถ่ายก่อนรูปร่างจะเปลี่ยนไม่นาน
“นี่น่าจะรูปสุดท้ายก่อนเริ่มอ้วนครับ หลังจากนั้นผมไม่ค่อยอยากเข้ากล้อง”
หลินเยว่ชิงไม่ได้มองรูปทุกใบ เธอหยุดอยู่ที่ภาพนั้นนานกว่าปกติ ดวงตาของถังเหวินอวี่ในภาพยังเหมือนเดิม แต่แนวโหนกแก้ม รูปคาง และสัดส่วนบางอย่างบนใบหน้าทำให้เธอหันกลับมามองคนตรงหน้าอีกครั้ง ถังเหวินอวี่กำลังจะกดจบสาย พอเห็นเธอยังไม่พูดอะไรจึงหยุดมือ
“ยังมีอะไรอีกหรือครับ”
หลินเยว่ชิงเงยหน้าจากภาพเก่า
“อย่าเพิ่งปิดค่ะ