38
38
กู้เจ๋อหยางพูดจบก็เหลียวไปทางด้านหลังอีกครั้ง เหมือนยังไม่แน่ใจว่าควรพูดต่อในที่ตรงนั้นหรือไม่ ทางเดินของเย่หมี่เงียบผิดจากสถานบันเทิงยามค่ำคืน แม้ภาพในกล้องจะเห็นเพียงผนังกับประตูห้องส่วนตัว แต่สีหน้าของผู้จัดการกลับไม่เหมือนคนที่กำลังเจอปัญหาทั่วไป
“เรื่องนี้ผมพูดในไลฟ์ไม่สะดวกครับ ถ้าอาจารย์หลินมาดูด้วยตัวเองได้จะดีที่สุด ค่าใช้จ่ายเท่าไรก็ได้ ขอแค่จัดการให้จบ”
หลินเยว่ชิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง รอยคล้ำระหว่างคิ้วของอีกฝ่ายหนักกว่าคนอดนอน และมีไอเย็นบางอย่างติดอยู่ตรงไหล่ขวา แต่ยังไม่เห็นเคราะห์ที่คุกคามชีวิตเขาในทันที
“ส่งตำแหน่งมาให้ฉันค่ะ ฉันจะไปหลังจบไลฟ์”
กู้เจ๋อหยางตอบรับแทบจะทันที “ได้ครับ ผมรออยู่ที่นี่” ก่อนตัดสาย เขาหันกลับไปมองปลายทางเดินอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม หน้าจอกลับมาเหลือหลินเยว่ชิงเพียงคนเดียว ความเห็นยังถามเรื่องเย่หมี่ไม่หยุด แต่เธอไม่ได้อธิบายแทนผู้จัดการ ท่ามกลางคำขอที่เด้งขึ้นมา มีบัญชีหนึ่งส่งเข้ามาหลายครั้งติดกัน
คืนนี้ไม่กล้าหลับ พอเชื่อมสาย ภาพจากอีกฝั่งมืดจนแทบมองไม่เห็นอะไรอยู่สองสามวินาที ก่อนแสงจากหน้าจอโทรศัพท์จะเผยให้เห็นเด็กสาววัยประมาณสิบเจ็ดปีนั่งพิงหัวเตียง ผ้าห่มถูกดึงขึ้นมาถึงคาง ผมยาวยุ่งและใบหน้าซีดจนริมฝีปากแทบไม่มีสี
เด็กสาวเหลือบมองประตูห้องอยู่ตลอดเวลา
“อาจารย์หลิน...ช่วยฉันด้วยค่ะ”
เสียงเธอเบาเหมือนกลัวคนข้างนอกได้ยิน
“ชื่ออะไรคะ”
“เผิงอันฉี”
เธอกลืนน้ำลาย ก่อนรีบพูดต่อโดยไม่รอให้ถาม “มันตามฉันมาสามคืนแล้วค่ะ ตอนแรกมีแค่เสียงเดินอยู่หน้าห้อง เมื่อคืนฉันเห็นเงาคนตรงหน้าต่าง แต่ห้องฉันอยู่ชั้นสิบสอง ไม่มีระเบียงด้านนอก” แชตที่เพิ่งคึกคักจากเคสก่อนเงียบลงไปหลายบรรทัด
ขอกะละมังกับชาม: เดี๋ยวนะ ฉันไม่พร้อมเปลี่ยนอารมณ์จากเสื้อโดนน้ำลายมาเป็นผีชั้นสิบสอง
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: กฎสากลนะ ถ้าอยู่ใต้ผ้าห่ม ผีห้ามแตะ
ทำงานจนใจพัง: อย่าเพิ่งแซว เด็กดูตกใจจริง
เผิงอันฉีไม่ได้อ่านความเห็น เธอเอียงหน้าเหมือนกำลังฟังอะไรอยู่
“มาแล้ว...”
มือที่ถือโทรศัพท์สั่น นอกห้องมีเสียงกลอนประตูกระทบเบา ๆ ทั้งที่เธอยืนยันว่าล็อกไว้แล้ว จากนั้นความเงียบทอดยาวจนคนดูแทบไม่พิมพ์อะไร กึก บานประตูเปิดออกช้า ๆ เผิงอันฉีรีบดึงผ้าห่มคลุมศีรษะ ภาพในหน้าจอเหลือเพียงความมืดกับเสียงหายใจถี่
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก หนึ่งก้าว หยุด อีกหนึ่งก้าว แล้วมีเสียงน้ำหยดลงพื้น ติ๋ง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ดังอีกครั้ง ติ๋ง
เกลียดคนโลกสวย: ใครเปิดแอร์อยู่ปิดที ฉันหนาวเองแล้ว
ขอกะละมังกับชาม: ขอถอนคำพูดเรื่องกฎผ้าห่มเมื่อกี้ได้ไหม
เผิงอันฉีสะอื้นอยู่ใต้ผ้า “อาจารย์หลิน ช่วยฉันที มันจะฆ่าฉัน” หลินเยว่ชิงกลับไม่ได้หยิบยันต์ขึ้นมาทันที
“เธอแน่ใจหรือคะว่าคนที่กำลังถูกทำร้ายคือเธอ”
เสียงหายใจใต้ผ้าห่มชะงักไปหนึ่งจังหวะ
“อะไรนะคะ”
“คนที่ตายต่างหากที่มาหาเธอ”
เผิงอันฉีเงียบ หลินเยว่ชิงมองผ้าห่มที่ขยับตามลมหายใจ แม้มองไม่เห็นดวงตา แต่มือของเด็กสาวที่จับขอบผ้ากลับกำแน่นกว่าเดิม
“ฉันไม่รู้ว่าอาจารย์พูดถึงใคร”
“โรงเรียนมัธยมซินเหอ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน”
ไม่มีเสียงตอบ แชตเริ่มไหลอีกครั้ง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าหลินเยว่ชิงหมายถึงอะไร เผิงอันฉีค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม “ฉันไม่ได้ทำอะไรค่ะ ถ้าเป็นเรื่องของเจียงเหวินซี คนที่รังแกเธอมีตั้งหลายคน ฉันยังเคยช่วยเธอด้วยซ้ำ” หลินเยว่ชิงไม่ได้เถียง
“งั้นให้เธอพูดเองค่ะ”
คำว่า “เธอ” ทำให้เด็กสาวหันไปมองประตูทันที รอยน้ำปรากฏขึ้นบนพื้นไม้ทีละหยด ทั้งที่ในห้องไม่มีใครเดินเข้ามา จากหน้าประตู รอยเปียกค่อย ๆ เคลื่อนใกล้เตียง เผิงอันฉีถอยจนหลังชนหัวเตียง หลินเยว่ชิงหยิบกระดาษยันต์แผ่นเล็กขึ้นมา วางแตะข้างโทรศัพท์ของตนเพียงครู่เดียว แสงในห้องของเผิงอันฉีกะพริบ แล้วภาพตรงปลายเตียงก็ค่อย ๆ มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
เด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนยืนก้มหน้าอยู่ตรงนั้น ผมยาวเปียกแนบแก้ม เสื้อคลุมของโรงเรียนมีคราบน้ำเกาะอยู่จนสีเข้มกว่าปกติ น้ำหยดจากปลายแขนเสื้อลงพื้นเป็นจังหวะเดียวกับเสียงที่ทุกคนได้ยินเมื่อครู่ ร่างของเธอผอมและซีดจนดูแทบไม่มีเลือดฝาด
เผิงอันฉีร้องลั่นแล้วถอยไปจนแทบตกจากเตียง
“เหวินซี!”
ชื่อที่หลุดออกมาจากปากเธอทำให้แชตไหลเร็วขึ้นทันที
ทำงานจนใจพัง: เมื่อกี้ยังบอกไม่รู้ว่าเป็นใคร
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: จำชื่อได้ไวมากนะ
เด็กสาวในชุดนักเรียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาไม่ได้มองกล้องเลย สายตาทั้งหมดจับอยู่ที่เผิงอันฉี เธอก้าวเข้าหาเตียง เผิงอันฉีคว้าหมอนขึ้นมากอดไว้ “อย่าเข้ามา! ฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าเธอ!” เจียงเหวินซีเอื้อมมือออก หลินเยว่ชิงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง
“เหวินซี”
มือที่กำลังจะถึงตัวอีกฝ่ายหยุดอยู่กลางอากาศ เด็กสาวในชุดนักเรียนหันมาทางหน้าจอช้า ๆ สีหน้าเย็นชา แต่ไม่ได้พุ่งเข้าหาหลินเยว่ชิง
“ถ้าเธอมาคืนนี้เพราะอยากให้คนรู้เรื่องวันนั้น พูดก่อนค่ะ”
ริมฝีปากซีดขยับ “ถ้าพูดแล้วจะมีใครเชื่อ?”
“ตอนนี้มีคนฟังอยู่ค่ะ”
เจียงเหวินซีเหลือบมองหน้าจอของเผิงอันฉี ก่อนลดมือลง คอมเมนต์บางส่วนเริ่มจำตราโรงเรียนบนเสื้อของเธอได้
เกลียดคนโลกสวย: เดี๋ยวนะ โรงเรียนซินเหอใช่ไหม ฉันเหมือนเคยเห็นข่าวเมื่อปีก่อน
ทำงานจนใจพัง: ใช่เด็กที่เสียชีวิตในทะเลสาบหลังเลิกเรียนหรือเปล่า ตอนนั้นข่าวลือเรื่องครูคณิตศาสตร์ดังมาก
ขอกะละมังกับชาม: ฉันจำได้ลาง ๆ มีคนพูดว่าเด็กไปยุ่งกับครู แต่เหมือนไม่เคยมีหลักฐานจริงเลยนี่
เกลียดคนโลกสวย: ที่ฉันจำได้เพราะครอบครัวเด็กออกมาพูดกับนักข่าวแรงมาก หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบไป
เผิงอันฉีรีบพูดแทรกก่อนข้อความใหม่จะไหลขึ้นมาอีก
“ข่าวพวกนั้นไม่เกี่ยวกับฉันนะคะ ฉันไม่ได้เป็นคนปล่อย ฉันแค่เรียนห้องเดียวกับเธอ”
เจียงเหวินซีหันกลับไปมอง เผิงอันฉีลดเสียงลง “ฉันเคยบอกคนอื่นด้วยว่าอย่าทำแรงเกินไป...” เจียงเหวินซีหัวเราะเบามาก
“เธอพูดแบบนั้นจริง”
เด็กสาวบนเตียงรีบพยักหน้า “เห็นไหมคะ ฉันช่วยเธอจริง ๆ”
“เธอบอกพวกนั้นว่าอย่าตบหน้าฉัน เพราะพรุ่งนี้มีถ่ายรูปนักเรียน”
เผิงอันฉีหน้าซีดกว่าเดิม เจียงเหวินซีไม่มองเธออีกชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมสิ่งที่ติดค้างมานาน ก่อนเสียงแผ่วเบาจะดังผ่านโทรศัพท์ เรื่องทั้งหมดไม่ได้เริ่มจากครูคณิตศาสตร์ ตอนเปิดเทอมปีสอง มีนักเรียนชายคนหนึ่งในระดับชั้นเดียวกันส่งข้อความมาหาเธออยู่หลายครั้ง เจียงเหวินซีปฏิเสธทุกครั้งเพราะไม่คิดเรื่องคบหา ใจของเธอมีเพียงคะแนนสอบกับมหาวิทยาลัยที่อยากเข้า
แต่เด็กชายคนนั้นเป็นคนที่เผิงอันฉีชอบมานาน ตอนแรกความไม่พอใจมาในรูปคำประชด หนังสือที่หายไปแล้วไปโผล่ในถังขยะ เก้าอี้ซึ่งถูกย้ายออกก่อนเข้าเรียน หรือข้อความเหน็บแนมที่เหมือนพูดลอย ๆ จนหาตัวคนผิดไม่ได้ เจียงเหวินซีเคยคิดว่าถ้าไม่ตอบโต้ อีกไม่นานทุกคนคงเบื่อ
ไม่มีใครเบื่อ เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน มีข้อความจากโทรศัพท์ของเพื่อนส่งมาบอกว่าครูให้ไปช่วยยกของที่ห้องเก็บอุปกรณ์หลังโรงยิม เจียงเหวินซีเปิดประตูเข้าไปแล้วเห็นเผิงอันฉีกับเด็กผู้หญิงอีกสามคนยืนรออยู่ ประตูถูกปิดจากด้านใน
เผิงอันฉียื่นโทรศัพท์เครื่องหนึ่งมาตรงหน้า หน้าจอเป็นข้อความที่เด็กผู้ชายคนนั้นส่งหาเจียงเหวินซี
“เธอชอบให้คนตามจีบมากหรือไง”
เจียงเหวินซีมองข้อความเพียงแวบเดียว “ฉันปฏิเสธเขาไปแล้ว ถ้าเธอยังไม่พอใจก็ไปถามเขาเอง” สีหน้าของเผิงอันฉีเปลี่ยนไป เด็กผู้หญิงอีกคนเข้ามาดึงกระเป๋าจากมือเจียงเหวินซีแล้วเทของข้างในลงบนพื้น หนังสือ สมุด และกล่องดินสอกระจายไปทั่ว
เธอก้มจะเก็บ แต่เท้าของใครคนหนึ่งเหยียบสมุดไว้ เผิงอันฉียื่นโทรศัพท์ของเจียงเหวินซีคืนให้
“บอกเขาว่าเธอรำคาญ แล้วบล็อกต่อหน้าฉัน”
เจียงเหวินซีไม่รับโทรศัพท์ทันที “ฉันปฏิเสธเขาไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำเพื่อให้เธอสบายใจ” คำตอบนั้นทำให้มือของเผิงอันฉีเกร็งขึ้น เธอกระชากโทรศัพท์มาเปิดบทสนทนาเอง และเห็นข้อความล่าสุดที่เด็กชายคนนั้นถามว่าเจียงเหวินซีตั้งใจสมัครมหาวิทยาลัยที่ไหน
อีกฝ่ายยังไม่ได้ตอบด้วยซ้ำ โทรศัพท์ถูกโยนลงพื้น เสียงกระแทกดังสนั่นในห้องแคบ หน้าจอแตกร้าวทันที เจียงเหวินซีมองโทรศัพท์ของตัวเองอยู่สองวินาที ก่อนเงยหน้าขึ้น
“พังแล้วก็ชดใช้ด้วย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากเด็กอีกสามคน เผิงอันฉีเดินเข้ามาใกล้ “เธอคิดว่าตัวเองเก่งมากใช่ไหม เรียนก็ดี คนก็ชอบ แล้วทุกคนต้องตามใจเธอ?”
“ฉันไม่เคยขอให้ใครตามใจ”
แรงผลักทำให้หลังของเจียงเหวินซีกระแทกชั้นวางอุปกรณ์ กล่องพลาสติกด้านบนหล่นลงพื้นเสียงดัง เด็กอีกคนรีบไปดูตรงประตูว่ามีใครผ่านมาไหม เจียงเหวินซียังไม่ทันตั้งหลัก โทรศัพท์อีกเครื่องก็ถูกยกขึ้น กล้องหันมาทางเธอ
“ถ่ายไว้ทำไม”
อีกฝ่ายเงียบ เผิงอันฉีเหลือบมองภาพบนหน้าจอ ก่อนยิ้มบาง ๆ
“เอาไว้เตือนเธอ”
เด็กอีกคนหัวเราะแล้วขยับกล้องให้เห็นเจียงเหวินซีชัดกว่าเดิม ข้าวของของเธอยังกระจายเต็มพื้น โทรศัพท์จอแตกตกอยู่ข้างรองเท้า เผิงอันฉีหันกลับมาหาเธอ
“ถ้าเรื่องวันนี้ไปถึงครูหรือพ่อแม่ รูปนี้จะไม่อยู่แค่ในเครื่องฉัน”
เจียงเหวินซีไม่พูด
“พรุ่งนี้มันอาจอยู่ทุกกลุ่มแชตในโรงเรียนก็ได้”
เธอก้มมองโทรศัพท์ที่แตกร้าวอยู่บนพื้น ก่อนเงยหน้ามองคนตรงหน้า