40
40
เจียงเหวินซียืนอยู่ข้างเตียง มองเผิงอันฉีที่คุกเข่าอยู่บนพื้น อีกฝ่ายเพิ่งรับปากว่าจะไปให้การกับตำรวจ บอกชื่อคนที่ร่วมสร้างบัญชีปลอมและจัดฉากในห้องสื่อให้หมด ขอเพียงคืนนี้อย่าทำร้ายเธอ
“ฉันพูดจริงนะ ฉันจะสารภาพทุกอย่าง”
หลินเยว่ชิงมองผ่านหน้าจอ “ในเมื่อรับปากแล้ว ก็ทำให้ครบค่ะ” เผิงอันฉีรีบหันมา “แล้วคุณต้องช่วยฉันด้วยนะคะ ฉันจ่ายค่าดูดวงแล้ว”
“เธอจ่ายค่าดูดวงค่ะ”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้เผิงอันฉีชะงัก หลินเยว่ชิงไม่ได้รับปากแทนเจียงเหวินซีว่าเรื่องคืนนี้จะจบอย่างไร ระหว่างนั้น ความคิดเห็นหนึ่งลอยขึ้นมา
บ้านเลขที่สิบเจ็ด: อาจารย์หลิน ฉันอยู่ชุมชนเดียวกับครอบครัวเหวินซีค่ะ พ่อแม่เธออยู่ร้านขายยาข้างล่าง ถ้าเหวินซีอยากคุย ฉันช่วยได้
เจียงเหวินซีเงยหน้าขึ้น หลินเยว่ชิงถามเพียง “อยากเจอไหมคะ” เธอใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า ไม่นานไลฟ์ก็มีภาพอีกช่อง เจ้าของบัญชีเดินเข้าไปในร้านขายยา ตรงเคาน์เตอร์มีชายหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายยืนอยู่ด้วยกัน ชายคนนั้นคือเจียงกั๋วหมิง ส่วนภรรยาคือถานเยว่หลัน
“คุณน้าเจียงคะ ฉันมีเรื่องของเหวินซีอยากให้ดูค่ะ”
แค่ได้ยินชื่อลูกสาว ถานเยว่หลันก็หน้าตึง “เรื่องนั้นผ่านมาตั้งนานแล้ว ยังมีอะไรอีก” หลังเจียงเหวินซีเสียชีวิต ครอบครัวเคยถูกคนรู้จัก นักข่าว และคนในอินเทอร์เน็ตตามถามจนแทบไม่กล้าเปิดโทรศัพท์ คำตอบเช่นนี้จึงไม่ใช่เพราะลืมลูก แต่เพราะหมดแรงกับการถูกขุดซ้ำ
เจ้าของบัญชีไม่อธิบายยาว เพียงหมุนโทรศัพท์ให้ดู หลินเยว่ชิงแตะยันต์ข้างมือ เงาร่างของเจียงเหวินซีจึงปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ถุงยาในมือถานเยว่หลันหล่นลงพื้น
“เหวินซี...?”
เด็กสาวมองพ่อกับแม่อยู่นาน ก่อนถามเรื่องเดียว
“แม่จำวันที่หนูโทรไปให้มารับได้ไหม”
สีหน้าของถานเยว่หลันเปลี่ยนทันที
“คืนก่อนที่จะเจอหนูในทะเลสาบค่ะ หนูบอกว่าไม่อยากกลับบ้านคนเดียว”
คืนนั้นเจียงเหวินซีหลบอยู่ตรงบันไดหลังอาคาร แบตโทรศัพท์เหลือไม่กี่เปอร์เซ็นต์และเธอกลัวแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าที่เดินผ่าน แต่ในอีกด้านของสาย แม่กำลังคุยงานกับลูกค้า ได้ยินลูกสาวพูดไม่ชัดและคิดว่าเป็นเรื่องวัยรุ่นทั่วไป จึงบอกให้กลับบ้านแล้วค่อยคุย
ถานเยว่หลันจำได้ว่าคืนนั้นลูกสาวโทรเข้ามาสองครั้ง สายแรกเธอกดปฏิเสธเพราะหัวหน้ากำลังพูด สายที่สองจึงรับ แต่ตอบเพียงไม่กี่ประโยคแล้ววาง ตอนกลับถึงบ้านยังเห็นรองเท้าของลูกไม่อยู่ที่ชั้น เธอนึกว่าเด็กคงไปค้างบ้านเพื่อนและตั้งใจจะดุในตอนเช้า ไม่มีใครโทรตามจริงจังจนเกือบรุ่ง
“แม่ยังส่งข้อความไปว่ากลับมาแล้วค่อยคุย” เธอพูดทั้งที่เสียงเริ่มสั่น “แม่จำได้ทุกคำ หลังตำรวจโทรมา แม่เปิดแชตนั้นซ้ำไม่รู้กี่ครั้ง” เจียงเหวินซีฟังแล้วไม่ปลอบคนเป็นแม่ เพราะคนที่ต้องการให้มีใครกลับมารับในคืนนั้นคือเธอ ไม่ใช่คนที่กำลังเสียใจกับความทรงจำหลังทุกอย่างสายไปแล้ว
“แม่ไม่รู้...” ถานเยว่หลันพูดเสียงแหบ “ถ้ารู้ว่ามันหนักขนาดนั้น แม่คงไม่วางสาย”
“หนูพยายามบอกก่อนหน้านั้นแล้วค่ะ”
เจียงกั๋วหมิงขยับเข้ามา “เรื่องครูโจวที่ลูกพูดคืนนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือ”
“หนูกับครูโจวไม่เคยมีอะไรค่ะ รูปกับข้อความถูกจัดฉาก”
เธอบอกว่ามีทั้งโทรศัพท์จอแตก ข้อมูลเวลาเข้าออกระบบ และกล้องบางจุดที่ยังตรวจย้อนกลับได้ หากพ่อแม่ต้องการรู้ว่าคืนเหล่านั้นเกิดอะไรขึ้น ให้ไปดูหลักฐานเอง ไม่ต้องเชื่อคำของวิญญาณเพียงอย่างเดียว ถานเยว่หลันกลับถามทั้งน้ำตา “แล้วทำไมตอนนั้นลูกไม่บอกพ่อกับแม่ให้หมด”
“หนูบอกแล้วค่ะ”
เด็กชายข้างตัวดึงชายเสื้อแม่ ถามว่าจะกลับบ้านเมื่อไร ถานเยว่หลันก้มลงจัดเสื้อให้ลูกตามความเคยชิน เจียงเหวินซีมองภาพนั้นเงียบ ๆ คนเป็นแม่ตามสายตาลูกสาวทัน “น้องยังเล็ก ตอนนั้นแม่คิดว่าลูกโตแล้ว เรียนก็ดี ไม่เคยทำให้เป็นห่วง...”
“ค่ะ”
เจียงเหวินซีเคยเป็นเด็กที่ผู้ใหญ่พูดเสมอว่าไม่ต้องห่วง ยิ่งไม่สร้างปัญหา ก็ยิ่งไม่มีใครสังเกตว่าทำไมช่วงหลังกลับบ้านช้าลง ไม่อยากไปโรงเรียน และโทรมาด้วยเสียงสั่นหลายครั้ง เจียงกั๋วหมิงสูดลมหายใจลึก “คนที่ทำเรื่องพวกนั้นกับลูกเป็นใคร”
พ่อของเธอถามถึงชื่อครูคณิตศาสตร์ซ้ำอีกครั้ง เมื่อได้ยินว่าโจวหมิงเจี๋ยเคยเก็บโทรศัพท์ที่จอแตกไว้เพื่อช่วยตรวจข้อมูล เขาก็หน้าเสีย เพราะตอนข่าวลือแพร่ เขาเองเคยเชื่อคำโรงเรียนว่าครูหนุ่มอาจมีส่วนทำให้เรื่องยุ่งขึ้น เขาไม่เคยไปถามอีกฝ่ายด้วยซ้ำว่าหลักฐานในมือยังเหลือหรือไม่
“พ่อจะไปขอโทษเขาด้วย” เจียงกั๋วหมิงบอก เจียงเหวินซีไม่ได้รับคำแทนคนที่ถูกใส่ร้าย เธอเพียงเตือนว่า ถ้าพ่ออยากช่วยจริง ให้เริ่มจากทำให้คนที่รับผิดแทนเธอไม่ต้องถูกมองเป็นคนผิดอีกต่อไป
“เผิงอันฉีรู้ค่ะ”
สายตาของทั้งคู่เลื่อนไปยังอีกช่อง เผิงอันฉีนั่งหน้าเสียอยู่ข้างเตียง
“พรุ่งนี้พ่อจะไปโรงเรียน ไปหาครูโจว และขอให้ตำรวจรื้อหลักฐานที่ยังเหลือทั้งหมด” เจียงกั๋วหมิงพูด “พ่อจะไม่ปล่อยให้คนที่ไม่เกี่ยวต้องรับผิดแทน”
ถานเยว่หลันยกมือแตะหน้าจอ “เหวินซี ให้แม่พูดกับลูกอีกหน่อยได้ไหม” เด็กสาวหลบสายตา
“ตอนที่หนูอยากพูด พวกคุณไม่มีเวลาแล้ว”
เธอไม่ได้ด่า ไม่ถามว่าทำไมรักน้องมากกว่า และไม่พูดว่าให้อภัย เมื่อหลินเยว่ชิงเห็นเธอหันมา จึงตัดการเชื่อมต่อให้ตามที่ต้องการ ภาพครอบครัวหายไป เผิงอันฉีได้เสียงกลับคืนทันที เผิงอันฉีมองตำแหน่งที่ภาพพ่อแม่ของเหวินซีหายไปแล้วรีบพูดว่าตนจะให้พ่อหาทนาย จะคืนเงิน หรือจะออกมาขอโทษต่อหน้าสื่อก็ได้ ทุกข้อเสนอมีเงื่อนไขเดียวกัน—ขอให้เจียงเหวินซีไปเสียตอนนี้ วิญญาณสาวฟังจนจบโดยไม่ตอบ
“เธอยังคิดว่าทุกอย่างต่อรองได้เหมือนเดิม” เจียงเหวินซีพูดเบา ๆ “ตอนนั้นเธอก็เคยบอกว่าถ้าฉันยอมเงียบ รูปจะไม่ถูกปล่อย ถ้ายอมขอโทษ พวกเธอจะเลิกตาม แล้วสุดท้ายก็ไม่มีอะไรหยุด” เผิงอันฉีหน้าซีด เพราะประโยคเหล่านั้นเป็นคำที่เธอจำได้เองโดยไม่ต้องมีหลักฐานเตือน
“ฉันบอกแล้วว่าฉันจะสารภาพ พ่อแม่เธอก็รู้แล้ว ทุกคนรู้แล้ว เรื่องมันจบได้แล้วไม่ใช่หรือ”
เจียงเหวินซีหันกลับ “จบ?” เผิงอันฉีเม้มปาก
“สำหรับเธอ มันคงจบตั้งแต่วินาทีที่เดินออกจากหลังอัฒจันทร์คืนนั้นแล้ว”
วิญญาณสาวก้าวเข้ามา เผิงอันฉีถอยจนชนขอบเตียงแล้วหันไปเรียกหลินเยว่ชิง คราวนี้หลินเยว่ชิงไม่ห้าม
“ถ้าเธออยากเอาคืน ก็เอาคืนค่ะ”
เผิงอันฉีเบิกตากว้าง
“ฉันจะไม่ห้าม แต่คนที่ไม่เกี่ยว อย่าแตะต้อง”
เงาน้ำใต้เท้าเจียงเหวินซีแผ่ไปทั่วห้อง ไฟหัวเตียงดับ โทรศัพท์ของเผิงอันฉีเปิดโฟลเดอร์ซึ่งเธอลบไปนานแล้วเอง ภาพจากห้องเก็บอุปกรณ์ บัญชีปลอม รายชื่อในกลุ่มแชต และคลิปที่มีเสียงหัวเราะของเธอปรากฏขึ้นทีละภาพ เผิงอันฉีพุ่งไปคว้าโทรศัพท์ หน้าจอดับทันที แต่ภาพเดียวกันกลับปรากฏในกระจกตู้เสื้อผ้า
ห้องนอนเปลี่ยนเป็นห้องเรียน นักเรียนตามโต๊ะหันมามอง ใบหน้าทุกคนพร่ามัว แต่คำพูดกลับชัด
“โกหก”
“หน้าด้าน”
“สมควรแล้ว”
เผิงอันฉียกมือปิดหู ภาพเปลี่ยนเป็นห้องสื่อ ทางเดินหลังอัฒจันทร์ แล้วจบที่ผิวน้ำดำของทะเลสาบ เสียงที่ดังรอบตัวไม่ใช่คำของคนอื่นอีก แต่เป็นประโยคที่เธอเคยพูดเอง
“อย่าตบหน้า พรุ่งนี้มีถ่ายรูป”
“ถ้าไปฟ้อง รูปจะหลุด”
“ทนไม่ได้ก็ย้ายโรงเรียนไปสิ”
“ไม่ใช่ฉันคนเดียว!” เธอตะโกน “พวกนั้นก็ทำ ทำไมไม่ไปหาพวกมัน!”
เจียงเหวินซียืนอยู่ปลายเตียง “ฉันจะไป แต่คืนนี้ฉันมาหาเธอก่อน” เผิงอันฉีพุ่งไปเปิดประตู ด้านนอกกลับกลายเป็นทางเดินอาคารเรียน หลอดไฟกะพริบเป็นช่วง เธอปิดประตูดังปังแล้วดันไว้จนมือสั่น เสียงเคาะดังขึ้นทันที
“อันฉี เปิดประตู!”
คราวนี้เป็นเสียงแม่จริง ๆ พ่อแม่ของเธอใช้กุญแจสำรองเปิดเข้ามา แต่ในสายตาเผิงอันฉี ใบหน้าคนทั้งสองกลับกลายเป็นนักเรียนที่ยืนมองเจียงเหวินซีในวันนั้น
“อย่ามองฉัน!”
แม่พยายามเข้าไปกอด เธอปัดมือออกพร้อมตะโกนว่าคนทั้งโรงเรียนกำลังถ่ายรูปและจะส่งต่อ พ่อเห็นลูกสาวควบคุมตัวเองไม่ได้จึงโทรเรียกรถพยาบาล เจียงเหวินซีหยุดภาพทั้งหมดในทันที กระจกกลับเป็นกระจก บ้านกลับเป็นบ้าน ไม่มีน้ำบนพื้น ไม่มีนักเรียนในทางเดิน แต่เผิงอันฉียังร้องซ้ำว่ารูปของตัวเองกำลังถูกส่งต่อ และไม่มีใครเชื่อเธอ
เจ้าหน้าที่ต้องคลุมผ้าให้และพาออกไป เธอไม่ยอมสบตาแม้แต่พ่อแม่ตัวเอง พ่อของเผิงอันฉีถามอยู่หลายครั้งว่าลูกเห็นอะไร แต่เธอไม่สามารถเล่าเป็นเรื่องได้อีกแล้ว ทุกครั้งที่เห็นหน้าจอโทรศัพท์ของใครสว่างขึ้น เธอจะกรีดร้องและขอให้ปิดกล้อง ทั้งที่ไม่มีใครกำลังถ่าย เมื่อรถพยาบาลมาถึง เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันประคองขึ้นเปลเพราะขาเธอไม่มีแรงยืน
เจียงเหวินซีไม่ได้ตามไปหลอกต่อ สิ่งที่ต้องการให้เผิงอันฉีสัมผัสได้เกิดขึ้นแล้ว—ความหวาดกลัวว่าจะถูกมอง ถูกพูดถึง และไม่มีใครเชื่อ แม้มันยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เธอเคยเจอ แต่ก็เพียงพอให้คนตรงหน้าจำคืนนี้ไปอีกนาน เจียงเหวินซียืนริมหน้าต่างจนไฟรถพยาบาลหายจากชุมชน
ทำงานจนใจพัง: อย่างน้อยพรุ่งนี้เรื่องที่เธอรับปากว่าจะไปให้การต้องไม่หายไปพร้อมคืนนี้
หยดน้ำตรงปลายผมของวิญญาณสาวลดลงกว่าเดิม
“คนอีกสองคน...” เธอเอ่ย
หลินเยว่ชิงรู้ว่าเธอหมายถึงนักเรียนชายสองคนที่อยู่ในคืนเกิดเหตุ
“เธอเลือกเองค่ะ ฉันพูดแล้วว่าจะไม่ห้าม แต่อย่าให้คนที่ไม่เกี่ยวรับเคราะห์ระหว่างทาง”
เจียงเหวินซีพยักหน้า ก่อนมองตำแหน่งบนหน้าจอซึ่งเมื่อครู่เคยมีพ่อกับแม่อยู่
“เรื่องของครอบครัว...พอแล้วค่ะ”
เธอไม่พูดคำว่าให้อภัย และหลินเยว่ชิงก็ไม่ถาม ร่างของเจียงเหวินซีค่อย ๆ จางลงจากมุมจอ ก่อนหายไปพร้อมหยดน้ำสุดท้ายที่ปลายผม