LNCrawler

43

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

43

พอก้มมองลงไปจากชานพัก หลินเยว่ชิงก็เห็นสือเยี่ยนโจวยืนอยู่ข้างหน้าต่างบานเล็กที่เปิดแง้มไว้ บุหรี่อยู่ระหว่างนิ้ว ส่วนเสื้อสูทยังเป็นชุดเดียวกับที่ใส่มาทำงาน เขาเงยหน้าขึ้นพอดี

“คุณมาที่นี่ด้วยหรือคะ”

“ฉินจื่อเฉินนัดไว้”

สือเยี่ยนโจวกดปลายบุหรี่ดับในที่เขี่ยข้างหน้าต่าง สายตาเลื่อนไปทางประตูหนีไฟด้านหลังเธอ

“ข้างล่างเรียบร้อยแล้ว?”

“ค่ะ”

หลินเยว่ชิงกำลังจะเดินผ่าน ประตูชั้นบนก็ถูกผลักเปิดแรงจนกระแทกผนัง ชายสองคนเดินเซลงมา กลิ่นเหล้าติดตัวแรงจนรู้ได้ตั้งแต่ยังห่าง คนหนึ่งถือแก้วเปล่า อีกคนปลดกระดุมคอเสื้อจนหลวม พอเห็นสือเยี่ยนโจวก็รีบชะลอฝีเท้า

“คุณสือ”

สือเยี่ยนโจวพยักหน้าเพียงนิดเดียว ทั้งสองเดินต่อ แต่คนถือแก้วกลับหันมามองหลินเยว่ชิงอีกครั้ง พอเธอขยับหลบ เขาก็ขยับตามมาขวางทางครึ่งก้าว

“มาคนเดียวเหรอครับ ข้างบนยังมีห้องว่าง ไปดื่มด้วยกันไหม”

“ไม่ค่ะ”

คำปฏิเสธชัดเจน แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะเหมือนไม่ได้ยิน เพื่อนข้างตัวก็ช่วยเสริมว่าแค่แก้วเดียว ไม่เสียเวลาเท่าไร มือของชายคนแรกยื่นมาทางแขนเธอ หลินเยว่ชิงมองข้อมือนั้น นิ้วมือขยับเตรียมจับจุดตรงโคนนิ้วโป้ง มืออีกข้างกลับคว้าเขาไว้ก่อน

สือเยี่ยนโจวจับเหนือข้อมือแล้วกดลง คนเมาหน้าตึงขึ้นทันที

“เอามือกลับไป”

“คุณสือ ผมแค่จะชวน—”

“ผมเห็น”

เพื่อนอีกคนรีบเข้ามาดึงแขน “เขาเมาครับ ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ” สือเยี่ยนโจวมองเขา “ถ้าไม่ได้อยู่ต่อหน้าผมก็ทำได้?” อีกฝ่ายเงียบ

“คนของผม พวกคุณก็กล้าแตะ?”

ชายสองคนสร่างเมาไปมาก คนที่ถูกจับข้อมือรีบก้มหน้า “ขอโทษครับ ผมไม่รู้ว่าเธอมากับคุณ”

“ขอโทษเธอ”

ทั้งคู่หันมาหาหลินเยว่ชิง คราวนี้คำขอโทษออกมาชัดเจน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเปิดประตูเข้ามาจากชั้นบนพอดี คงได้ยินเสียงแก้วที่กลิ้งตกตามขั้นบันได สือเยี่ยนโจวเพียงบอกให้พาคนทั้งสองกลับไปหาเพื่อนและงดเสิร์ฟเครื่องดื่มต่อ

พอประตูปิด หลินเยว่ชิงหันกลับมา

“คนของคุณ?”

สือเยี่ยนโจวหยุดนิดหนึ่ง “อย่างน้อยในทะเบียนสมรสก็ยังใช่”

“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่ะ”

เขาเงียบ หลินเยว่ชิงก้มมองมือที่เกือบได้ลงแรงเมื่อครู่ “แต่ก็ขอบคุณนะคะ”

“คุณจัดการเองได้?”

“ได้ค่ะ”

“คิดไว้แล้ว”

ทั้งคู่เดินลงไปพร้อมกัน พอถึงประตูด้านข้าง หลินเยว่ชิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเรียกรถ สือเยี่ยนโจวยืนอยู่ใกล้ประตู

“อีกกี่นาที”

“ประมาณห้าค่ะ”

สายตาของเขาเหลือบเห็นซองสีดำที่โผล่จากกระเป๋าเธอ “ของเย่หมี่?”

“ผู้จัดการกู้ฝากบัตรสมาชิกไว้”

“คุณจะใช้หรือ”

“ยังไม่รู้ค่ะ”

เสียงประตูด้านในเปิดขึ้น ฉินจื่อเฉินเดินออกมา พอเห็นทั้งสองยืนอยู่ด้วยกันก็ยกคิ้ว

“ฉันเดินหานายข้างบนตั้งนาน”

สือเยี่ยนโจวหันไป “มีอะไร”

“คนที่โต๊ะถามว่านายจะกลับขึ้นไปไหม” ฉินจื่อเฉินตอบ ก่อนมองหลินเยว่ชิง “B2 เรียบร้อยแล้วจริงใช่ไหมครับ”

“เรียบร้อยค่ะ”

เขาก้มมองพื้นใต้รองเท้าตัวเองอยู่แวบหนึ่ง ก่อนยกมือแตะข้อเท้าเบา ๆ

“งั้นคืนนี้ผมคงต้องนอนเปิดไฟแล้วล่ะครับ”

หลินเยว่ชิงไม่ตอบ แต่ฉินจื่อเฉินเห็นหน้าจอเรียกรถในมือเธอแล้วหันไปมองเพื่อน

“นายไม่ไปส่ง?”

“เธอเรียกรถแล้ว”

“อ้อ”

สือเยี่ยนโจวปรายตามอง ฉินจื่อเฉินจึงยกสองมือขึ้น ก่อนหันมาถามหลินเยว่ชิงเรื่องอาคารที่กำลังหาซื้อ

“ซื้อแล้วค่ะ”

“เร็วขนาดนั้น?”

“เจอหลังที่เหมาะพอดี”

“จะเปิดเป็นร้านจริงหรือครับ ถ้าเปิดวันไหนบอกผมด้วย ผมจะไปอุดหนุนเป็นคนแรก”

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”

“ผมยังไม่ได้บอกว่าจะทำอะไรขนาดนั้น”

“แต่สีหน้าคุณบอกค่ะ”

ฉินจื่อเฉินหัวเราะ ก่อนหันไปหาสือเยี่ยนโจว “เห็นไหม เธออ่านผมออกเร็วกว่านายอีก”

“กลับขึ้นไปได้แล้ว”

“ไล่กันเลยนะ”

เขาโบกมือให้หลินเยว่ชิงแล้วกลับเข้าไปในโถง พอฉินจื่อเฉินกลับเข้าไป สือเยี่ยนโจวจึงเอ่ยขึ้น

“ถ้าต้องย้ายของหรือหาคนช่วย บอกหลัวเฉิงได้”

“ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้คนของคุณค่ะ”

“เขารับเงินเดือนอยู่ ใช้งานได้”

หลินเยว่ชิงหันมองเขา “ไว้จำเป็นก่อนนะคะ” สือเยี่ยนโจวไม่ได้พูดต่อ รถที่เธอเรียกเลี้ยวเข้ามาพอดี หลินเยว่ชิงเปิดประตูรถ ก่อนขึ้นไปจึงหันกลับ “คุณไม่กลับเข้าไปหรือคะ”

“รอรถคุณมาก่อน”

“ไม่จำเป็นค่ะ”

“ผมรู้”

เธอพยักหน้าแล้วขึ้นรถ สือเยี่ยนโจวยืนอยู่ตรงเดิมจนรถเคลื่อนออกจากทางเข้าเย่หมี่ เช้าวันถัดมา โทรศัพท์ของหลินเยว่ชิงดังขึ้นขณะเธอกำลังอ่านข้อความที่โจวอี้เฉินส่งมานัดดูอาคารช่วงบ่าย ชื่อบนหน้าจอทำให้เธอกดรับทันที

“คุณย่าสือ”

“เยว่ชิง ย่ารบกวนหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ”

“ย่ามีเรื่องอยากขอให้หลานช่วย”

“เพื่อนเก่าของย่าคนหนึ่งมีเรื่องอยากให้หลานช่วย เหลนสาวของเขาเพิ่งกลับจากต่างเมือง ตอนแรกทุกอย่างยังปกติดี แต่ช่วงสามสี่คืนมานี้กลับนอนไม่หลับ บางคืนยังเดินออกมายืนกลางโถงแล้วเรียกชื่อคนที่ไม่มีใครในบ้านรู้จัก พาไปตรวจที่โรงพยาบาลมาสองแห่งก็ยังไม่พบสาเหตุ”

“มีไข้ หมดสติ หรือจำเรื่องตอนกลางคืนไม่ได้ไหมคะ”

“ไข้ไม่มี หมดสติก็ไม่มี ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน ย่าไม่แน่ใจว่าเธอจำได้หรือเปล่า”

คุณย่าสือถอนใจแผ่ว ๆ ก่อนพูดต่อเอง “ความจริงย่าก็มีส่วน เมื่อวันก่อนเพื่อนเห็นย่าดูไลฟ์ของหลานแล้วถามว่าอาจารย์หลินเป็นใคร ย่าดีใจไปหน่อย เลยบอกว่าเป็นหลานสะใภ้” หลินเยว่ชิงนิ่งไปนิดหนึ่ง

“ย่าไม่ได้เล่าเรื่องอื่นจริง ๆ นะ”

“ฉันไม่ได้ว่าอะไรค่ะ”

“แล้วพอเขารู้ว่าหลานดูเรื่องพวกนี้เป็น ก็เลยมาขอให้ย่าถาม ถ้าไม่สะดวก ย่าจะปฏิเสธให้เอง”

“บ้านอยู่ไกลไหมคะ”

“ไม่ไกลจากบ้านสือมาก”

“พรุ่งนี้เช้าได้ค่ะ”

“ได้ ๆ เดี๋ยวย่าส่งที่อยู่ให้ หลานไปเองสะดวกกว่าหรือให้รถที่บ้านไปรับ”

“ฉันไปเองค่ะ”

“ตกลงจ้ะ”

หลังวางสายไม่นาน ที่อยู่ก็เด้งเข้ามา หลินเยว่ชิงเปิดดูแผนที่คร่าว ๆ แล้วเก็บข้อความไว้ ก่อนตอบโจวอี้เฉินว่าจะไปดูอาคารตามเวลานัดเดิม ช่วงบ่าย ป้ายเก่าหน้าบ้านในเขตเมืองตะวันตกยังแขวนเอียงอยู่เหมือนวันที่เธอมาครั้งแรก โจวอี้เฉินยืนคุยกับนักออกแบบและหัวหน้าช่างตรงหน้าประตู โต๊ะพับวางแบบร่างไว้หลายแผ่น

“เอกสารชุดสุดท้ายครับ” โจวอี้เฉินยื่นซองให้ “หลังนี้เป็นชื่อคุณเรียบร้อยแล้ว”

หลินเยว่ชิงรับมาเก็บ นักออกแบบหนุ่มจึงเลื่อนภาพแรกเข้ามา ตรงกลางแบบเป็นผนังสีดำ มีมังกรทองสองตัวขนาบสัญลักษณ์วงกลมขนาดใหญ่

“ผมลองคิดจากงานของคุณดูครับ ถ้าทำแบบนี้ เวลาลูกค้าเข้ามาจะรู้ทันทีว่า—”

“ไม่เอามังกรค่ะ”

ปลายนิ้วที่กำลังชี้แบบหยุดค้าง โจวอี้เฉินหันหน้าไปอีกทาง แต่ไหล่ขยับนิดหนึ่ง นักออกแบบเก็บแผ่นนั้นกลับอย่างรวดเร็ว “ได้ครับ งั้นเรียบขึ้น” หลินเยว่ชิงพลิกดูแบบอีกสองแผ่น เลือกอันที่เปิดพื้นที่หน้าร้านโล่งกว่าเดิม “ด้านหน้ามีที่นั่งรอ ห้องคุยสองห้องก็พอ ด้านหลังขอที่เก็บของที่ล็อกได้”

เธอเดินต่อไปลานหลัง หัวหน้าช่างเห็นบ่อน้ำเก่าก็ชี้ลงไป

“จุดนี้ถ้าถมเลย จะใช้พื้นที่ง่ายกว่านะครับ”

“ไม่ถมค่ะ ทำราวให้แข็งแรง”

“แล้วต้นนี้?”

หน่อไหวที่งอกจากโคนเดิมยังอยู่ชิดกำแพง

“เก็บไว้”

หัวหน้าช่างจดเพียงสองบรรทัดแล้วเดินไปดูผนังด้านหลังต่อ เสียงจากร้านฝั่งตรงข้ามดังมา “บ้านนี้ขายออกแล้วจริง ๆ เหรอ” หญิงสูงวัยคนหนึ่งยืนอยู่หน้าร้านขายของชำ มือยังถือถุงผัก พอเห็นหลินเยว่ชิงหันมาก็เดินข้ามถนนมาดูใกล้ ๆ

“ป้านึกว่าจะปิดไปอีกหลายปี”

“อีกไม่นานจะเปิดค่ะ”

“ทำร้านอะไรล่ะ”

หลินเยว่ชิงคิดนิดหนึ่ง “รับดูเรื่องให้คนค่ะ” หญิงสูงวัยหรี่ตา “ดูฮวงจุ้ย?”

“ก็มีค่ะ”

“ดูดวงด้วยไหม”

“ดูค่ะ”

“งั้นป้าจองคิวแรก ลูกชายป้าอายุสามสิบห้าแล้วยังไม่ยอมพาแฟนมาบ้าน ช่วยดูทีว่าชาตินี้จะได้แต่งไหม”

โจวอี้เฉินหลุดหัวเราะ นักออกแบบที่กำลังวัดผนังอยู่ก็หันมาฟัง

“รอร้านเสร็จก่อนค่ะ”

“พูดแล้วนะ ป้าจะจำไว้”

หญิงสูงวัยเหลือบไปทางลานหลัง “บ่อเก่านั่นยังเก็บไว้ด้วยหรือ ป้าจำได้ว่าเมื่อก่อนเถ้าแก่เถาปิดแน่น ใครจะเข้าไปยังไม่ค่อยยอม”

“เก็บไว้ค่ะ แต่จะทำราวใหม่”

“งั้นก็ดี อย่างน้อยเด็กแถวนี้จะไม่ปีนเข้าไปเล่น”

หญิงสูงวัยเดินกลับร้านพร้อมถุงผัก หลินเยว่ชิงจึงขึ้นไปดูชั้นสองต่อ พื้นไม้บางส่วนยังใช้ได้ หน้าต่างเก่าสองบานเปิดรับลมอยู่ เธอให้ซ่อมเฉพาะจุดที่ผุและเก็บหน้าต่างเดิมไว้ นักออกแบบมองสมุดของตัวเอง “แล้วป้ายร้านล่ะครับ ถ้าจะเดินไฟ ผมต้องเผื่อไว้”

“เว้นที่ก่อนค่ะ ชื่อยังไม่ได้คิด”

เขาพยักหน้าแล้วปิดสมุด พอลงมาชั้นล่างอีกครั้ง โทรศัพท์ของหลินเยว่ชิงสั่นขึ้น เป็นข้อความจากคุณย่าสือเพิ่มเติมจากที่อยู่เมื่อเช้า พรุ่งนี้เก้าโมงนะจ๊ะ ย่าบอกทางนั้นไว้แล้ว เธอตอบรับสั้น ๆ โจวอี้เฉินยื่นกุญแจชุดสุดท้ายมาให้ “ต่อไปกุญแจอยู่กับคุณทั้งหมดแล้วครับ”

หลินเยว่ชิงรับไว้ เขาเดินไปถึงประตูก่อนนึกอะไรขึ้นได้ “อ้อ เจ้าของเดิมฝากถามว่าคุณหลัวซูเจินยังอยู่โรงพยาบาลหรือเปล่าครับ เขาอยากเอาของไปเยี่ยมแต่ไม่กล้าติดต่อเอง”

“ยังรักษาอยู่ค่ะ ถ้าเขาจะไป ให้ติดต่อโรงพยาบาลก่อน”

“ได้ครับ ผมจะบอกให้”

พอเสียงคนคุยกันในบ้านเงียบลง หลินเยว่ชิงจึงล็อกประตูหน้าร้านเอง หญิงสูงวัยฝั่งตรงข้ามเห็นเธอก็ยกมือเตือนจากอีกฝั่งถนน

“อย่าลืมคิวป้านะ!”

“ไม่ลืมค่ะ”

เธอเดินออกจากหน้าร้านพร้อมกุญแจชุดใหม่ในมือ โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้ง เป็นข้อความเตือนนัดพรุ่งนี้เช้า หลินเยว่ชิงเปิดดูที่อยู่ซึ่งคุณย่าสือส่งมาอีกครั้ง ก่อนเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า