LNCrawler

46

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

46

หญิงสาวพยักหน้า

“ไม่ได้กลับไปค่ะ”

“ม่านอวี้...” สามีของเธอถอนหายใจเบา ๆ “เรื่องแบบนี้ทำไมไม่เคยบอกผม”

เฉินม่านอวี้ก้มมองมือลูก “ฉันคิดว่าคนจากร้านจะออกไปดู แล้วตอนนั้นอินอินก็ร้องอยู่ในรถ ฉันเองก็...” เธอพูดไม่จบ มือที่จับมือลูกอยู่กลับกำแน่นขึ้น ฟางเจียอินยังหลับตา สีหน้าซีดเซียวเหมือนเดิม เพียงแต่เสียงครางที่เคยดังอยู่ในลำคอเงียบลงหลังหลินเยว่ชิงถอนมือจากหว่างคิ้ว

หลินเยว่ชิงมองเงาสีเทาบาง ๆ ใต้ผิวบริเวณอกเด็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า

“ลูกแมวตัวนั้นทำแบบนี้ไม่ได้ค่ะ”

เฉินม่านอวี้เงยหน้าขึ้น

“รอยที่ติดอยู่กับเจียอินเป็นไอจากสัตว์ที่มีตบะมากกว่านั้น ตัวมันไม่ได้อยู่ในร่างเด็กตอนนี้ แค่ทิ้งร่องไว้เพื่อกลับมาหาเธอได้”

“งั้นคืนนี้มันจะกลับมาอีก?”

“มีโอกาสสูงค่ะ”

สามีของเฉินม่านอวี้ขยับเข้ามาใกล้เตียง “ถ้ามันไม่ใช่ลูกแมว แล้วเป็นตัวไหนครับ” หลินเยว่ชิงหยิบยันต์แผ่นเล็กออกมาวางบนโต๊ะข้างเตียง

“สัตว์เล็กเพิ่งเกิด ไม่มีทางสะสมพลังถึงขั้นทิ้งไอไว้บนคนได้ กลิ่นที่ติดเจียอินกับกลิ่นที่เหลือจากวันเกิดเหตุเป็นสายเดียวกัน”

เฉินม่านอวี้นิ่งไปพักหนึ่ง

“แม่ของมันหรือคะ”

หลินเยว่ชิงไม่ได้รีบตอบ “ขอน้ำอุ่นสักถ้วยค่ะ” เฉินม่านอวี้หันไปทางสามี “เหวินเฉา ช่วยเอาขึ้นมาให้หน่อย” ฟางเหวินเฉาออกจากห้องไป แม่เด็กยังนั่งอยู่ข้างเตียง สายตามองลูกสลับกับหน้าต่างที่ปิดสนิท

“ถ้าเป็นแม่ของมันจริง...” เสียงเธอแหบลง “มันอยากเอาลูกฉันไปแทนลูกมันหรือ”

“ถ้าอยากเอาชีวิตเจียอิน เรื่องคงไม่ลากมาสามคืนค่ะ”

เฉินม่านอวี้มองหลินเยว่ชิงทันที

“มันทำให้คุณเห็นลูกเปลี่ยนไปทุกคืน แล้วก็ปล่อยให้เด็กกลับมาเป็นตัวเองตอนเช้า”

หลินเยว่ชิงพูดเพียงเท่านั้น หญิงสาวก้มลงมองมือลูก ริมฝีปากเม้มแน่นอยู่พักใหญ่ เมื่อฟางเหวินเฉากลับมาพร้อมน้ำอุ่น หลินเยว่ชิงจึงยกถ้วยมาไว้ข้างตัว เธอพับยันต์เป็นสามทบแล้วแตะปลายนิ้วลงบนกระดาษ เปลวไฟเล็ก ๆ ลุกขึ้นตรงรอยพับ เศษเถ้าร่วงลงในน้ำไม่กี่ชิ้นก่อนดับสนิท

สืออันหนิงขยับเข้ามาใกล้ ส่วนฉินจื่อเฉินเงียบกว่าปกติ เขาเคยเห็นยันต์ของหลินเยว่ชิงทำงานมาแล้วครั้งหนึ่ง หลินเยว่ชิงใช้น้ำแตะหว่างคิ้วเจียอินเพียงครั้งเดียว มือเล็กที่กำหมอนแน่นค่อย ๆ คลายออก

“แม่...”

เฉินม่านอวี้แทบจะโน้มลงไปพร้อมเสียงนั้น “อินอิน?” เด็กหญิงลืมตาช้า ๆ ดวงตากลับเป็นสีดำตามปกติ เธอมองแม่อยู่พักหนึ่งแล้วขยับริมฝีปาก

“หิวน้ำค่ะ”

ฟางเหวินเฉารีบหยิบแก้วน้ำธรรมดามาให้ ภรรยารับไว้ประคองลูกดื่มทีละน้อย เจียอินกินไปไม่กี่อึกก็ซบลงกับหมอนอีกครั้ง

“แม่ร้องไห้ทำไม”

“ฝุ่นเข้าตา”

เด็กมองหน้าแม่อย่างไม่ค่อยเชื่อ แต่ไม่มีแรงเถียง พอสายตาเลยไปเห็นคนอื่นในห้องก็ขมวดคิ้ว

“ทำไมพี่อันหนิงมาอยู่ห้องหนู”

สืออันหนิงยิ้ม “มาหาอินอินไง” ฉินจื่อเฉินที่ยืนข้างหลังทำหน้าเหมือนถูกลืม เด็กจึงยิ้มออกมานิดหนึ่ง เจียอินเห็นหลินเยว่ชิงเป็นคนสุดท้าย

“พี่คนนี้ใครคะ”

สืออันหนิงตอบเร็วกว่าแม่เด็ก “พี่สะใภ้ของพี่เอง” เด็กกะพริบตา “พี่สะใภ้ทำให้หนูตื่นเหรอ”

“เก่งไหมล่ะ”

คุณย่าสือไม่ได้อยู่ในห้อง ไม่อย่างนั้นคงมีคนพยักหน้าแรงกว่าสืออันหนิงอีกคน หลินเยว่ชิงแตะข้อมือเจียอิน ไอเย็นยังคงอยู่บาง ๆ ใต้ผิว

“พักก่อนนะคะ ก่อนฉันกลับมา อย่าอยู่ในห้องคนเดียว”

เด็กพยักหน้าแล้วหันไปหาแม่

“หนูฝันถึงแมวด้วยค่ะ”

เฉินม่านอวี้ชะงัก “แมวแบบไหนลูก”

“ไม่เห็นหน้า” เจียอินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “มันร้องอยู่ไกล ๆ แล้วบอกว่าหนูเอาลูกมันไป”

ห้องเงียบลง หลินเยว่ชิงเหลือบมองเฉินม่านอวี้ แต่ไม่ได้ถามเด็กต่อ

“นอนเถอะค่ะ”

พอออกจากห้อง เฉินม่านอวี้ปิดประตูไว้แง้ม ๆ แล้วพิงผนังอยู่ตรงทางเดิน

“ถ้ามันอยากได้ฉัน ฉันยอมค่ะ”

ฟางเหวินเฉาหันมองภรรยา “อย่าพูดแบบนั้น”

“เรื่องเริ่มจากฉัน ถ้าวันนั้นฉันอยู่รอ ถ้าฉันพามันไปคลินิก—”

“คืนนี้ค่อยพูดต่อหน้ามันค่ะ”

หลินเยว่ชิงตัดบทก่อนที่เธอจะไล่ย้อนทุกอย่างอีกครั้ง

“ตัวที่ทิ้งรอยไว้จะกลับมาเอง ถ้ามันยังฟังเหตุผลได้ เราจะคุยกัน”

“ถ้าไม่ฟังล่ะครับ” ฟางเหวินเฉาถาม

หลินเยว่ชิงเก็บยันต์ที่เหลือกลับเข้ากระเป๋า

“งั้นค่อยใช้วิธีอื่นค่ะ”

ฟางเหวินเฉาพยักหน้าแล้วหันกลับไปมองประตูห้องลูก เมื่อลงมาชั้นล่าง คุณยายฟางยังนั่งรออยู่ที่เดิม พอเห็นสีหน้าของลูกชายก็รู้ว่าอย่างน้อยเด็กฟื้นแล้ว ฟางเหวินเฉาเล่าเพียงสั้น ๆ ว่าเจียอินตื่นและดื่มน้ำได้ จากนั้นจึงขอให้คนขับรถของบ้านไปดูจุดเกิดเหตุตามพิกัดที่ภรรยาบอก

“ถ้าเจออะไร อย่าเพิ่งจับนะคะ” หลินเยว่ชิงกำชับ “โทรกลับมาก่อน”

คนขับออกไปพร้อมแม่บ้านชายอีกคน คุณยายฟางจึงหันมาถามเรื่องคืนนี้

“ฉันจะกลับมาก่อนห้าทุ่มค่ะ ช่วงนี้ให้ใครอยู่กับเจียอินตลอด ถ้าได้ยินเสียงแมวจากข้างนอกก็ไม่ต้องเปิดประตูหรือหน้าต่าง”

“แล้วถ้าเด็กเริ่มเป็นก่อนคุณมาถึงล่ะ”

หลินเยว่ชิงวางยันต์พับเล็ก ๆ ไว้ให้ฟางเหวินเฉา

“ติดไว้ตรงหัวเตียงก่อนค่ะ ถ้ามีอะไรผิดปกติ โทรหาฉันทันที”

คุณย่าสือซึ่งนั่งเงียบมาพักหนึ่งมองเวลาบนโทรศัพท์

“จากนี่ไปถนนซีเหอรถติดช่วงกลางวัน กลับไปพักไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องย้อนมาอีก”

หลินเยว่ชิงรู้ว่าประโยคต่อไปจะเป็นอะไร จึงยังไม่ตอบ

“บ้านย่าอยู่ไม่ไกล ไปกินข้าวแล้วพักที่นั่นเถอะ เย็นค่อยกลับมาพร้อมกัน”

“ฉันพักที่ห้องก็ได้ค่ะ”

“เมื่อคืนก็เพิ่งไปจัดการเรื่องที่เย่หมี่ กว่าจะกลับก็ดึก วันนี้ยังจะวิ่งไปวิ่งมาอีกหรือ”

สืออันหนิงพยักหน้าทันที “พี่สะใภ้ไปเถอะค่ะ หนูสัญญาว่าจะไม่กวน” ฉินจื่อเฉินหัวเราะ สืออันหนิงจึงหันไปค้อน คุณยายฟางช่วยอีกแรง “ไปพักเถอะ ที่นี่มีพวกเราอยู่ ถ้ามีอะไรฉันจะโทรเอง” หลินเยว่ชิงมองเวลาบนหน้าจอ ก่อนตอบตกลง

“งั้นรบกวนคุณย่าสือค่ะ”

“รบกวนอะไร”

สีหน้าคุณย่าสือดีขึ้นทันที เธอหันไปบอกสืออันหนิงให้โทรกลับบ้านเพิ่มอาหารกลางวันอีกสองอย่าง คนถูกใช้ทำงานกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของฟางเหวินเฉาดังขึ้น คนขับรถที่ออกไปตามพิกัดโทรกลับมาเร็วเกินคาด

“คุณฟางครับ ผมถึงทางแยกแล้ว ตรงต้นไม้ที่คุณผู้หญิงบอกมีผ้าเก่าอยู่ผืนหนึ่ง แล้วก็...เหมือนมีขนสัตว์ติดอยู่ครับ”

ฟางเหวินเฉามองหลินเยว่ชิงก่อนเปิดลำโพง

“มีตัวสัตว์อยู่ไหม”

“ไม่เห็นครับ แต่ดินใต้ต้นไม้เหมือนถูกคุ้ยใหม่ ๆ”

หลินเยว่ชิงเอ่ยจากข้างโต๊ะ

“อย่าแตะอะไรค่ะ ถ่ายรูปไว้แล้วกลับมาก่อน”

ปลายสายรับคำ เฉินม่านอวี้ที่เพิ่งลงมาจากชั้นบนยืนอยู่ตรงขั้นสุดท้าย เธอได้ยินทุกคำ ใบหน้าซีดลงอีกเล็กน้อย แต่ไม่ได้ร้องไห้อีก

“คืนนี้ฉันจะอยู่ด้วยค่ะ”

หลินเยว่ชิงพยักหน้า “ควรอยู่ค่ะ เรื่องนี้มันมาหาคุณ” ก่อนออกจากบ้าน คุณยายฟางจับมือหลินเยว่ชิงไว้ครู่หนึ่ง

“ไม่ว่าคืนนี้จะต้องทำอะไร ช่วยเจียอินก่อน เรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องเกรงใจ”

“รอจบก่อนค่อยคุยกันค่ะ”

ฉินจื่อเฉินยืนอยู่ข้างประตู ได้ยินแล้วหันไปพูดกับคุณยายฟาง

“ยายไม่ต้องห่วงครับ อาจารย์หลินไม่ปล่อยให้ใครต่อราคาง่าย ๆ หรอก”

หลินเยว่ชิงปรายตามองเขา

“ผมชมครับ”

“ฟังไม่เหมือน”

สืออันหนิงหัวเราะแล้วดึงแขนพี่สะใภ้ออกไปก่อนที่ฉินจื่อเฉินจะหาเรื่องพูดเพิ่ม รถของบ้านสือจอดอยู่หน้าลาน คุณย่าสือขึ้นไปก่อน สืออันหนิงตามไปนั่งข้าง ๆ และเหลือที่ให้หลินเยว่ชิง ฉินจื่อเฉินยืนพิงประตูมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นกับตัวเองมากกว่าจะให้ใครได้ยิน

“เยี่ยนโจวนี่ดวงดีเกินไปแล้ว”

สืออันหนิงยังได้ยิน เธอโผล่หน้าออกมาจากรถ

“เพิ่งรู้หรือคะ”

“ฉันพูดกับตัวเอง”

“หนูก็ตอบตัวเองเหมือนกันค่ะ”

ประตูรถปิดลง ฉินจื่อเฉินได้แต่ยืนส่ายหน้าอยู่หน้าบ้าน รถแล่นออกจากเขตบ้านพัก ฟางเหวินเฉาซึ่งยังยืนอยู่หน้าประตูหันกลับเข้าไปในบ้าน เขาต้องเตรียมเรื่องคืนนี้ ส่วนเฉินม่านอวี้ขึ้นไปอยู่กับลูกอีกครั้ง ระหว่างทางไปบ้านสือ คุณย่าสือไม่ซักเรื่องแม่แมวต่อ เธอกับสืออันหนิงเถียงกันเรื่องจะซื้อพุดดิ้งฝากเจียอินแทน จนรถผ่านประตูบ้านใหญ่เข้าไป

แม่บ้านใหญ่ได้รับข่าวไว้แล้ว โต๊ะอาหารกลางวันจึงเตรียมเสร็จเกือบพอดี คุณย่าสือยังไม่ทันนั่งก็หันไปบอกคนในบ้านว่าเย็นนี้เพิ่มอาหารอีกสองอย่าง

“คุณเยี่ยนโจวจะกลับหรือคะ”

“ให้กลับ”

สืออันหนิงเงยหน้าทันที “พี่ชายรู้หรือยัง”

“เดี๋ยวก็รู้”

คุณย่าสือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปลี่ยนใจ วางมันกลับลงบนโต๊ะ

“โทรไปที่บริษัทดีกว่า ถ้าส่งข้อความเดี๋ยวอ่านแล้วทำเป็นลืม”

สืออันหนิงหลุดหัวเราะ “คุณย่ารู้ทันจริง ๆ” คนของบ้านสือจึงโทรไปยังสำนักงานของสือเยี่ยนโจวแทน ช่วงบ่ายอีกฝั่งของเมือง หลัวเฉิงกำลังยืนรายงานตารางงานอยู่หน้าโต๊ะทำงานเมื่อโทรศัพท์ภายในดัง เขารับสาย ฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้วสีหน้าแปลกไปเล็กน้อย

สือเยี่ยนโจวเซ็นเอกสารหน้าสุดท้าย “มีอะไร”

“ทางบ้านใหญ่โทรมาครับ คุณย่าสือบอกว่าเย็นนี้ให้คุณกลับไปกินข้าว”

“มีเรื่อง?”

หลัวเฉิงคิดถึงประโยคเต็มที่ได้ยินจากแม่บ้านเมื่อครู่ แล้วเลือกตัดส่วนที่ว่า ถ้าไม่กลับจะให้คนไปลาก ออก

“ไม่ได้บอกครับ แค่กำชับว่าต้องกลับ”

สือเยี่ยนโจววางปากกาลง “เย็นนี้มีอะไร”

“หกโมงครึ่งมีประชุมกับทีมโครงการต่างประเทศครับ แต่เลื่อนไปพรุ่งนี้เช้าได้ เอกสารส่วนสำคัญส่งครบแล้ว”

“ย้ายไปพรุ่งนี้”

หลัวเฉิงจดเวลาใหม่ “ครับ”

“หกโมงให้รถรอข้างล่าง”

“ได้ครับ”

หลัวเฉิงรวบแฟ้มเข้าหากันแล้วออกจากห้อง สือเยี่ยนโจวหยิบเอกสารฉบับถัดไปขึ้นมาอ่านได้เพียงครึ่งหน้า ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่โทรศัพท์บนโต๊ะชั่วครู่ จากนั้นเขาก็ก้มลงอ่านต่อ