LNCrawler

49

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

49

เสียงกรีดร้องของเฉินม่านอวี้ดังขึ้นพร้อมร่างเล็กที่หลุดจากคานเหล็ก หลินเยว่ชิงไม่ได้กระโจนตามไป เธอกลับฟาดฝ่ามือลงบนราวข้างตัว ยันต์สามแผ่นที่ติดไว้ตามเสาเรือนกระจกตั้งแต่ก่อนขึ้นมาหดตัวเข้าหากัน สายเคเบิลเหนือแปลงต้นไม้สั่นครืน ผ้าใบบังแดดซึ่งม้วนเก็บอยู่ใต้หลังคาคลายออกในพริบตา พาดเฉียงขวางช่องว่างใต้คานพอดี

ร่างของฟางเจียอินตกกระแทกลงบนผ้าใบจนยวบ ก่อนจะไถลมาหยุดตรงรางด้านข้าง

“อินอิน!”

ฟางเหวินเฉาจะวิ่งเข้าไป แต่หลินเยว่ชิงห้ามไว้

“รอก่อนค่ะ”

เด็กยังหายใจ แต่เงาสีเทาที่พันข้อเท้ากลับเลื้อยออกจากตัว วิ่งขึ้นเสาเหล็กแล้วกระจายไปบนกระจกโดยรอบ

“ตอนนี้ได้ค่ะ อุ้มลูกลงมา อย่าแตะกระจก”

ฟางเหวินเฉารีบรับลูกออกมา พอเด็กพ้นโครงเหล็ก เสียงเล็บครูดกระจกก็ดังขึ้นรอบด้าน สืออันหนิงยืนตรงประตูเหล็ก หน้าซีดกว่าเดิม “พี่สะใภ้ มันยังอยู่หรือคะ”

“อยู่ค่ะ”

หลินเยว่ชิงกดยันต์แผ่นสุดท้ายลงตรงทางออก เสียงทั้งหมดหยุดทันที กระจกบานใหญ่ฝั่งตะวันตกค่อย ๆ ขึ้นฝ้า รอยเท้าแมวปรากฏบนไอน้ำทีละรอย ก่อนเงาของแมวขาวปนเทาจะก่อตัวอยู่ด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าสว่างผิดธรรมชาติจ้องหลินเยว่ชิงไม่วาง

“หลบไป”

เสียงไม่ได้ดังจากปากแมว แต่สะท้อนอยู่ในเรือนกระจก

“เด็กลงไปแล้วค่ะ”

“ลูกฉันไม่มีโอกาสลงจากถนนวันนั้น”

กระจกด้านข้างเกิดรอยร้าว เฉินม่านอวี้กอดลูกแน่น

“ฉันขอโทษ”

“ฉันไม่ต้องการคำขอโทษของเธอ!”

ฟางเหวินเฉาขยับบังภรรยากับลูก แต่หลินเยว่ชิงยังยืนที่เดิม

“ถ้าคุณอยากฆ่าเธอจริง คุณทำได้ตั้งแต่คืนแรกแล้วค่ะ”

เงาแมวหยุดนิ่ง

“คุณไม่เอาชีวิตอินอินทันที แต่บังคับให้บ้านนี้ได้ยินเสียงแตร เสียงร้อง และเห็นเหตุการณ์เดิมซ้ำไปซ้ำมา คุณไม่ได้อยากได้แค่ชีวิตแลกชีวิต”

หลินเยว่ชิงมองรอยเท้าบนกระจก

“คุณอยากให้มีคนจำว่าลูกของคุณเคยอยู่ตรงนั้น”

ความเย็นในห้องลดลงเล็กน้อย พักหนึ่ง แม่แมวจึงพูดว่า

“วันนั้นฉันออกไปหาอาหาร พอกลับมา ลูกหายไป ฉันตามกลิ่นจนถึงถนน แต่ตอนหาเจอ มันถูกฝังแล้ว”

เฉินม่านอวี้เงยหน้าขึ้น “ฝังแล้ว?” หลินเยว่ชิงนึกถึงภาพที่ฟางเหวินเฉาส่งมาก่อนหน้า “ผ้าเก่าที่เจอใต้ต้นไม้วันนี้ ไม่ใช่ของคุณเฉินใช่ไหมคะ” แม่แมวไม่ได้ตอบ หลินเยว่ชิงจึงหันไปหาฟางเหวินเฉา “คนของคุณยังเฝ้าจุดนั้นอยู่ไหม”

“อยู่ครับ”

“ให้เขาใช้ถุงมือกับคีม เก็บผ้าผืนนั้นกับดินที่มีขนติดอยู่ใส่กล่องแล้วเอามาที่นี่ ห้ามแตะด้วยมือเปล่า”

แม่แมวขู่ทันที “ห้ามแตะลูกฉัน!”

“ถ้าฉันคิดทำร้ายเขา ฉันคงไม่เสียเวลาช่วยเด็กแล้วนั่งคุยกับคุณค่ะ”

“มนุษย์พูดอะไรก็ได้”

“จริงค่ะ เพราะอย่างนั้นไม่ต้องเชื่อคำพูด ดูผลเอาเอง”

คำตอบตรงเกินไปจนอีกฝ่ายเงียบ ไม่นานกล่องพลาสติกก็ถูกนำมาวางหน้าประตู หลินเยว่ชิงรองด้วยยันต์แล้วใช้ตะเกียบไม้คีบผ้าเปื้อนดินขึ้นมา เสียงร้องของลูกแมวดังขึ้นแผ่วเบา แต่ทุกคนได้ยิน เงาแมวบนกระจกแข็งค้าง

“ลูก...”

มันพุ่งไปตามกระจกหลายบานจนเกิดเสียงสะเทือน “นั่นลูกฉัน!” เหนือผ้าเก่ามีเงาเล็กจาง ๆ รวมตัวขึ้น เป็นเพียงเค้าโครงลูกแมวที่ยังลืมตาได้ไม่เต็มที่ แต่เมื่อแม่แมวพยายามเข้าใกล้ เงานั้นกลับแตกออกเหมือนควัน หลินเยว่ชิงกดนิ้วลงบนยันต์ใต้ถาด เงาเล็กจึงกลับมารวมตัว

“อย่าดึงเขาค่ะ”

“คืนลูกมา!”

“ฉันไม่ได้เอาไป เขายังไปไม่ได้ต่างหาก”

แม่แมวจ้องเธอ

“ตอนคุณพบศพ คุณใช้พลังรั้งวิญญาณของเขาไว้ เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยแล้วจะไม่ได้เจอกันอีก”

“โกหก”

หลินเยว่ชิงยกมือออกจากยันต์ เงาลูกแมวขยับไปหาแม่ แต่เพียงครึ่งทาง เส้นสีเทาหลายเส้นกลับปรากฏจากอกของแม่แมว พันรอบเงาเล็กแน่นจนมันขยับต่อไม่ได้ แม่แมวก้มมองเส้นเหล่านั้น

“ฉันแค่ไม่อยากเสียเขาไป”

“ฉันรู้ค่ะ แต่ถ้ายังรั้งไว้ เขาจะไม่ได้ไปเกิด และยิ่งนานวิญญาณจะยิ่งอ่อน”

“เธอช่วยได้หรือ”

“ชุบชีวิตไม่ได้ค่ะ” หลินเยว่ชิงบอก “แต่สายวิญญาณยังเหลือ ถ้าคุณยอมคลายความแค้น ฉันพอจะเปิดทางให้เขากลับมาเกิดกับคุณอีกครั้งเมื่อถึงเวลา”

แม่แมวจ้องเธอ “เป็นเขาจริงหรือ”

“ฉันรับประกันไม่ได้ว่าจะมีลายขนเดิม หรือนิสัยเหมือนเดิม แต่ถ้าสายแม่ลูกไม่ขาด เขาจะรู้ว่าคุณคือแม่”

“แล้วถ้าเธอหลอกฉัน”

“คุณก็กลับมาหาฉันได้ค่ะ”

สืออันหนิงที่แอบฟังอยู่ตรงบันไดสำลักลมหายใจ หลินเยว่ชิงหันไป “ฉันบอกให้ลงไปไม่ใช่หรือคะ”

“หนูไม่ได้ขึ้นค่ะ หนูยืนครึ่งบันได”

หลินเยว่ชิงหมดคำจะพูด ก่อนหันกลับหาแม่แมว

“คุณไม่มีทางพาลูกกลับมาด้วยการฆ่าอินอิน ถ้าจะลองอีกทาง ก็ปล่อยสิ่งที่รั้งเขาไว้”

แม่แมวเงียบอยู่นาน

“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ”

เฉินม่านอวี้เป็นฝ่ายเดินขึ้นมาเอง แต่หยุดนอกเขตยันต์

“ฉันคืนวันนั้นให้คุณไม่ได้ และไม่กล้าขอให้ยกโทษให้”

แม่แมวจ้องเธอนิ่ง

“พรุ่งนี้ฉันจะกลับไปตรงนั้น หาคนที่ช่วยฝังลูกคุณให้เจอ แล้วจะย้ายเขาไปอยู่ในที่สงบกว่านี้”

“ถนนเส้นนั้นมีสัตว์ถูกรถชนบ่อย ฉันจะออกค่าใช้จ่ายให้คลินิกใกล้ที่สุดทำจุดรับแจ้งสัตว์บาดเจ็บ อย่างน้อยถ้าเกิดเรื่องแบบวันนั้นอีก จะมีคนช่วยทัน”

แม่แมวหัวเราะเย็น “เงินช่วยลูกฉันไม่ได้”

“ใช่ค่ะ แต่ถ้าช่วยตัวอื่นได้สักตัว ฉันก็อยากทำ”

หลินเยว่ชิงเห็นเส้นสีเทาที่พันเงาลูกแมวคลายลงทีละเส้น จนเหลือเส้นบางที่สุดเชื่อมระหว่างแม่กับลูก

“เส้นสุดท้ายไม่ต้องตัดค่ะ” เธอบอก “นั่นไม่ใช่ความแค้น เป็นสายเลือด”

เงาแมวหายจากกระจก ครู่ต่อมา แมวขาวเทาตัวจริงกระโดดลงจากหลังคา มาหยุดอีกฝั่งของธรณีประตู ดวงตายังเป็นสีฟ้า แต่ความเย็นรอบตัวแทบหมดไปแล้ว หลินเยว่ชิงขอขนจากมันหนึ่งเส้น แล้วนำมาวางไขว้กับขนของลูกที่เก็บจากดิน ห่อด้วยยันต์ที่เผาเพียงครึ่งเดียวและผูกด้ายแดง

ไม่มีแสงวาบ ไม่มีลมหมุน มีเพียงเสียงลูกแมวร้องเบา ๆ อีกครั้ง เงาเล็กเหนือถาดเดินไปหาแม่ แตะจมูกกับมัน ก่อนค่อย ๆ จมหายเข้าไปตรงกลางอก แม่แมวหลับตา เมื่อมันลืมขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีฟ้าจางลงมาก

“เขายังอยู่หรือ”

“อยู่ค่ะ แต่ห้ามเรียก ห้ามดึง และห้ามบังคับให้ปรากฏตัวอีก เก็บห่อยันต์นี้ไว้ใกล้ตัวเจ็ดคืน จากนั้นเอาไปฝังตรงที่คุณอยากเลี้ยงลูกครั้งต่อไป แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของวาสนา”

“ถ้าเขากลับมา...”

“คุณจะรู้เองค่ะ”

แม่แมวคาบถุงผ้าไว้ ก่อนหันไปมองเฉินม่านอวี้ หญิงสาวไม่ถอย สายตาสองคู่สบกันอยู่นาน แล้วแม่แมวจึงเดินผ่านเธอลงไปชั้นล่าง ฟางเจียอินฟื้นในห้องรับแขก ดวงตากลับเป็นสีดำตามปกติ

“พ่อ...หนูเจ็บหลัง”

ฟางเหวินเฉาหัวเราะทั้งที่ตาแดง “เจ็บก็ดี อย่างน้อยยังบ่นได้”

“ทำไมเจ็บแล้วดีล่ะคะ”

“พ่อพูดผิดเอง”

เฉินม่านอวี้รับลูกมากอด อินอินซบไหล่แม่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเห็นแม่แมวขาวเทานั่งอยู่ข้างประตู เด็กแข็งไปนิดหนึ่ง ผู้ใหญ่ทั้งห้องก็แข็งตาม แล้วอินอินถามเบา ๆ “มันหิวไหมคะ” คุณยายฟางที่กำลูกประคำมาตลอดคืนหยุดมือ ส่วนสืออันหนิงหลุดหัวเราะก่อนใคร

แม่แมวสะบัดหางแล้วหันหน้าไปทางอื่น ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับมัน หลินเยว่ชิงตรวจรอยไอเย็นบนตัวอินอินอีกครั้ง คราวนี้ไม่เหลือเงาสีเทาใต้ผิว มีเพียงรอยช้ำจากการตกกระแทกผ้าใบ เธอให้ฟางเหวินเฉาพาลูกไปโรงพยาบาลตรวจหลังจากพักจนหายตกใจ

“เรื่องที่ฉันจัดการจบแล้ว แต่เรื่องร่างกายต้องให้หมอตรวจค่ะ”

คุณยายฟางพยักหน้าทันที แม่แมวจะอยู่ที่บ้านฟางเจ็ดคืนจนสายวิญญาณนิ่ง แล้วจึงกลับเข้าป่า เฉินม่านอวี้ให้แม่บ้านเตรียมน้ำกับอาหารวางไว้ห่าง ๆ หลินเยว่ชิงกำชับเพิ่ม “ไม่ต้องเข้าไปจับ และอย่าหาปลอกคอมาใส่นะคะ” สืออันหนิงสงสัย “ทำไมคะ”

“อยากเป็นคนลองใส่ไหม”

เด็กสาวหันไปสบตาสีฟ้าคู่นั้นพอดี

“ไม่ค่ะ หนูเคารพเสรีภาพสัตว์”

ก่อนกลับ ฟางเหวินเฉาขอเลขบัญชีของหลินเยว่ชิง

“ค่าใช้จ่ายคืนนี้ คุณหลินคิดมาได้เลยครับ”

“ค่าของไม่มากค่ะ”

“แต่ค่าชีวิตลูกผมมาก”

โทรศัพท์ของหลินเยว่ชิงสั่นหลังเขาโอนเงิน สืออันหนิงชะโงกมอง ก่อนเอียงหน้าจอไปด้านข้างแล้วนับเลขศูนย์เงียบ ๆ หลินเยว่ชิงดึงโทรศัพท์กลับ “ถ้าต้องหมุนจอนับ แปลว่าเยอะเกินไปแล้วค่ะ” ฟางเหวินเฉายืนยันให้รับส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทน ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้ทำจุดช่วยสัตว์ตามที่เฉินม่านอวี้รับปากไว้ หลินเยว่ชิงจึงไม่ปฏิเสธอีก

สืออันหนิงถอนหายใจ “หนูนับตั้งนาน สุดท้ายเงินก็ไม่ได้เข้ากระเป๋าพี่สะใภ้ทั้งหมด”

“เสียดายแทนฉันหรือคะ”

“นิดหนึ่งค่ะ”

“ครั้งหน้ามาช่วยถือกล่อง ฉันจ่ายค่าแรง”

เด็กสาวตาเป็นประกาย “เท่าไรคะ”

“วันละสองร้อย”

สืออันหนิงเงียบไปสามวินาที “หนูกลับไปเรียนต่อก็ได้ค่ะ” แม้แต่เฉินม่านอวี้ยังหลุดยิ้ม รถของบ้านสือจอดรออยู่หน้าประตูเกือบเที่ยงคืน สืออันหนิงขึ้นรถแล้วขยับเข้าไปด้านใน เปิดที่ว่างข้างตัวให้ตามความเคยชิน

“กลับบ้านใหญ่ด้วยกันนะคะ คุณย่ารอข่าวอยู่”

หลินเยว่ชิงส่งข้อความบอกคุณย่าสือว่าอินอินปลอดภัย ก่อนส่ายหน้า

“ฉันกลับห้องตัวเองค่ะ พรุ่งนี้มีเรียนเช้า”

สืออันหนิงชะงัก

“จริงด้วย เรื่องมหาวิทยาลัย! พี่สะใภ้อยู่คณะอะไร อยู่ปีไหน แล้วทำไมหนูไม่เคยเจอ—”

หลินเยว่ชิงปิดประตูรถให้เธอจากด้านนอก

“พรุ่งนี้ค่อยถามค่ะ”

กระจกถูกลดลงทันที “หนูจำได้นะ!”

“ดีค่ะ”

คนขับออกรถตามสัญญาณมือของหลินเยว่ชิง เสียงประท้วงของสืออันหนิงจึงห่างออกไปพร้อมไฟท้ายรถ โทรศัพท์ของเธอสั่นอีกครั้ง คุณย่าสือส่งข้อความมาสั้น ๆ ว่า ดีแล้ว พรุ่งนี้มากินข้าว หลินเยว่ชิงอ่านจบแล้วเก็บโทรศัพท์ คืนนี้อย่างน้อยมีหนึ่งชีวิตที่ไม่ต้องถูกใช้ชดใช้แทนความผิดของใครอีก