LNCrawler

50

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

50

เวลาไล่เลี่ยกับที่หลินเยว่ชิงเก็บโทรศัพท์หลังอ่านข้อความของคุณย่าสือ รถอีกคันกำลังแล่นออกห่างจากเขตบ้านสือไปทางเหนือของไห่เฉิง สือเยี่ยนโจวนั่งเงียบอยู่เบาะหลัง โทรศัพท์ในมือยังค้างอยู่ที่ข้อความจากคุณย่า อินอินปลอดภัยแล้ว เยว่ชิงกำลังกลับ

เขาตอบเพียงว่า ครับ ก่อนปิดหน้าจอ รถเลี้ยวเข้าสู่ย่านโกดังเก่าริมแม่น้ำ อาคารหลายหลังดับไฟไปแล้ว เหลือเพียงป้ายสถานีฝากของที่สว่างอยู่ไกล ๆ หลัวเฉิงซึ่งนั่งด้านหน้าเปิดแฟ้มในมือ

“ทีมคดีเก่ายืนยันผลตรวจอัตลักษณ์แล้วครับ ไม่ผิดคน”

“เขาอยู่ไหน”

“ยังไม่ถึง แต่ถ้าพฤติกรรมไม่เปลี่ยน เขาจะมาภายในครึ่งชั่วโมง”

เรื่องนี้กินเวลาสิบหกปี สือเยี่ยนโจวจึงไม่คิดว่าการรออีกไม่กี่นาทีจะต่างอะไร รถจอดห่างจากสถานีฝากของพอสมควร ภายในอาคารมีตู้เหล็กเรียงเป็นแถวยาว กล้องวงจรปิดตรงทางเข้าเพิ่งเปลี่ยนใหม่ ไฟทางเดินสว่างจนแทบไม่มีมุมอับ หลัวเฉิงวางภาพถ่ายสองใบไว้บนแฟ้ม

“ชื่อเดิมคือเฉินกั๋วหย่ง อดีตคนขับรถประจำคุณพ่อของคุณ ตอนนี้ใช้ชื่อหลินจงเหอครับ”

ภาพเก่าเป็นชายวัยสามสิบกว่าในชุดคนขับของตระกูลสือ อีกภาพเป็นชายวัยกลางคนในเสื้อร้านอาหาร ใบหน้าเปลี่ยนไปมาก แต่ตำแหน่งใบหู รอยแผลตรงนิ้วโป้ง และประวัติการรักษาหลายอย่างยังตรงกัน

“ตามเจอจากอะไร”

“เงินที่ส่งให้ลูกชายครับ”

หกปีที่ผ่านมา มีเงินก้อนเล็กเข้าบัญชีลูกชายของอดีตภรรยาเฉินกั๋วหย่งตรงวันเกิดทุกปี รูปแบบเหมือนกันจนคนของหลัวเฉิงไล่ย้อนถึงร้านบะหมี่หลังตลาดขายส่ง คนที่ดูแลร้านใช้ชื่อหลินจงเหอ และใช้ข้อมูลสุขภาพซึ่งซ้อนกับประวัติของเฉินกั๋วหย่งหลายจุด

หลักฐานชิ้นสุดท้ายมาจากตู้ฝากของ เพราะเขาใช้ลายนิ้วมือเปิดตู้มาตลอดหลายปี เมื่อนำข้อมูลเก่าในระบบไปเทียบกับรอยนิ้วมือที่ตำรวจเก็บไว้ ผลจึงตรงกัน ก่อนมาที่นี่ ทั้งคู่แวะไปพบอดีตภรรยาของเฉินกั๋วหย่ง หญิงวัยกลางคนไม่ได้ปิดบังเมื่อเห็นนามสกุลสือบนบัตรของหลัวเฉิง

เธอเพียงถามว่า “ในที่สุดก็ถึงวันนี้แล้วหรือ” เฉินกั๋วหย่งไม่เคยกลับไปอยู่กับครอบครัว เขาจะฝากเงินหรือของขวัญไว้ในตู้หมายเลขหนึ่งร้อยเจ็ดตรงวันเกิดลูกชาย แล้วส่งรหัสให้ในเช้าวันถัดมา คืนนี้ก็เช่นกัน ยี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบสองนาที ชายสวมหมวกแก๊ปสีเข้มเดินเข้ามาจากถนนหลังสถานี เขาตรงไปยังตู้หนึ่งร้อยเจ็ด ใช้นิ้วโป้งแตะเครื่องสแกน แล้ววางซองกระดาษกับกล่องเล็กลงไป

ตอนกำลังจะปิดตู้ เขาลูบขอบกุญแจที่ห้อยอยู่กับพวงอย่างเคยชิน สือเยี่ยนโจวจำท่านั้นได้ เมื่อตอนเด็ก เขาเคยเห็นคนขับของพ่อทำแบบเดียวกันทุกครั้ง เพราะนิ้วโป้งขวาเคยถูกขอบโลหะบาดจนเป็นแผลลึก

“คุณเฉิน”

มือของชายวัยกลางคนหยุด เขาหันกลับมา สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ปลายทางเดิน

“คุณจำคนผิดแล้วครับ”

“งั้นพรุ่งนี้คงไม่มีปัญหาถ้าตำรวจขอยืนยันตัวตน”

หลัวเฉิงยื่นสำเนาผลตรวจให้ เฉินกั๋วหย่งมองกระดาษอยู่นาน ก่อนถอนหายใจ

“คุณโตจนผมเกือบจำไม่ได้”

สือเยี่ยนโจวตอบเรียบ ๆ “แต่คุณยังจำได้” ไม่มีใครจับตัว ไม่มีคนขวางทางออก แต่เฉินกั๋วหย่งก็ไม่คิดหนีอีก

“ถ้าจะคุยเรื่องคืนนั้น ไปที่ร้านผมเถอะครับ”

ร้านบะหมี่หลังตลาดปิดแล้ว โต๊ะถูกเช็ดสะอาด เก้าอี้คว่ำอยู่เกือบทั้งหมด เฉินกั๋วหย่งเปิดไฟเพียงแถวเดียว หลัวเฉิงวางโทรศัพท์สำหรับบันทึกเสียงไว้กลางโต๊ะ

“คุณยินยอมให้บันทึก?”

เขาพยักหน้า “พรุ่งนี้ผมก็ต้องพูดกับตำรวจอยู่ดี” สือเยี่ยนโจวมองตรงไปยังชายที่หายไปพร้อมพ่อแม่ของตนเมื่อสิบหกปีก่อน

“เริ่มจากเหตุผลที่คุณทำ”

เฉินกั๋วหย่งใช้นิ้วถูรอยเก่าบนโต๊ะ

“ผมเป็นหนี้พนันครับ”

ตำรวจเคยรู้เพียงว่าเขาหย่ากับภรรยาก่อนเกิดเหตุสามเดือน แต่ไม่เคยพบเรื่องหนี้ก้อนใหญ่ เขาเริ่มจากเงินไม่มาก คิดว่าจะหมุนคืนทัน แต่ยิ่งเสียก็ยิ่งกู้ จนคนทวงหนี้ตามถึงบ้าน ภรรยาจึงพาลูกแยกออกไป ไม่นานหลังจากนั้น ซองเอกสารถูกวางไว้ใต้เบาะรถที่เขาดูแล ข้างในมีสำเนาหนี้ทุกใบ พร้อมข้อความว่า หากอยากให้หนี้ทั้งหมดหายไป ให้รอโทรศัพท์

คืนนั้นโทรศัพท์แบบเติมเงินซึ่งไม่ใช่ของเขาดังขึ้นในช่องเก็บของหน้ารถ คนปลายสายรู้ยอดหนี้ รู้ที่อยู่ใหม่ของอดีตภรรยา และรู้ชื่อโรงเรียนลูกชาย

“เขาไม่ได้ขู่ตรง ๆ แค่บอกว่า ถ้าผมไม่ร่วมมือ เจ้าหนี้จะได้ที่อยู่ของเมียกับลูก”

“สิ่งที่ต้องทำคืออะไร”

“เปลี่ยนเส้นทางรถของคุณแม่ครับ”

คำสั่งมีเพียงว่า ในวันที่แม่ของสือเยี่ยนโจวออกจากบ้านตามลำพัง ให้พาไปยังจุดหนึ่งนอกเมือง จะมีคนมาคุยธุระด้วย หลังจากนั้นหนี้ทั้งหมดจะถูกจัดการ

“คุณเชื่อว่าแค่คุย?”

เฉินกั๋วหย่งหัวเราะกับตัวเอง “ผมอยากเชื่อครับ”

“ต่างกันตรงไหน”

เขาไม่ตอบ ตลอดหลายสัปดาห์ คนปลายสายให้เขารายงานตารางรถของแม่ของสือเยี่ยนโจว เขาพยายามเลี่ยง บางวันสลับเวร บางวันอ้างว่ารถมีปัญหา จนวันหนึ่งมีซองถูกสอดเข้าที่พักคนขับ ข้างในเป็นตารางเรียนของลูกชาย เวลาเลิกเรียนถูกวงด้วยหมึกสีแดง

หลังจากนั้นเฉินกั๋วหย่งไม่กล้าเสี่ยงอีก

“วันเกิดเหตุ คุณแม่ของคุณมีนัดงานเลี้ยงตอนเย็น ปกติคุณพ่อไม่ไป ผมคิดว่านั่นคือวันที่เรื่องจะจบโดยไม่ลากคนเพิ่ม”

สือเยี่ยนโจวมองเขานิ่ง

“แต่พ่อผมขึ้นรถ”

“ครับ”

ก่อนรถออกไม่กี่นาที พ่อของสือเยี่ยนโจวกลับจากประชุมเร็วกว่ากำหนดและตัดสินใจไปด้วย เฉินกั๋วหย่งเห็นแล้วคิดจะยกเลิก แต่หลังรถพ้นประตูบ้านไม่ถึงห้านาที โทรศัพท์ก็มา คนปลายสายพูดขึ้นก่อนว่า วันนี้ทำไมมีคนเพิ่ม หลัวเฉิงหยุดจด

“คุณยังไม่ได้รายงาน?”

“ยังครับ”

ความเงียบตกลงในร้าน นั่นหมายความว่าคนเบื้องหลังรู้ความเคลื่อนไหวในบ้านสือเร็วกว่าคนขับ หรือไม่ก็มีใครมองรถออกจากบ้านอยู่ตั้งแต่ต้น

“แล้วเขาสั่งอะไร”

“ทำตามแผนเดิมครับ”

“เป้าหมายยังเป็นแม่ผม?”

เฉินกั๋วหย่งพยักหน้า

“ทุกคำสั่งพูดถึงคุณผู้หญิง ไม่มีใครพูดว่าจะทำอะไรคุณพ่อ ผมถึงรู้ทีหลังว่าเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเล่นงานตระกูลสือทั้งหมด”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง

“คนพวกนั้นต้องการตัวแม่ของคุณโดยเฉพาะ”

ตลอดสิบหกปี ครอบครัวสือเชื่อว่าพ่อแม่ถูกพาตัวไปพร้อมกันเพราะศัตรูต้องการเล่นงานตระกูล แต่คำให้การตรงหน้ากลับทำให้เรื่องทั้งหมดเปลี่ยนไป พ่อของเขาอาจเพียงขึ้นรถผิดวัน

“จุดนัดอยู่ไหน”

“ผมจำเส้นทางได้ครับ”

“ตำรวจเคยค้น?”

“ไม่ เพราะเส้นทางในแฟ้มคดีไม่ใช่เส้นทางจริง”

เฉินกั๋วหย่งเล่าว่า หลังออกจากเขตเมือง เขาถูกสั่งให้เลี้ยวเข้าศูนย์ขนส่งเก่าที่ปิดใช้งาน ด้านหลังมีรถรุ่นเดียวกับรถบ้านสือจอดรอ ป้ายทะเบียนทำขึ้นให้เหมือนกันแทบทุกจุด เขาถูกสั่งให้ย้ายกระเป๋าและของบางอย่างไปยังรถอีกคัน แล้วขับรถคันนั้นออกสู่ทางด่วนเพื่อให้กล้องจับภาพ

“รถจริงล่ะ”

“มีอีกคนขับต่อครับ”

“พ่อแม่ผมอยู่คันไหน”

เฉินกั๋วหย่งกลืนน้ำลาย “รถจริงครับ” เส้นทางที่ตำรวจไล่ค้นในอดีตจึงเป็นเพียงรถล่อ

“คุณขับไปถึงไหน”

“ด่านเก่าทางเหนือ จากนั้นมีคนรับรถต่อ ผมถูกพาไปเปลี่ยนรถ ได้เอกสารชื่อใหม่กับเงินก้อนหนึ่ง แล้วถูกสั่งให้หายไปจากไห่เฉิง”

“คุณก็หายไปสิบหกปี”

“ครับ”

สือเยี่ยนโจวไม่ถามว่าเสียใจหรือไม่ เพราะคำตอบไม่มีประโยชน์ต่อคนที่หายไป

“ปากกาของพ่อผมอยู่กับคุณหรือเปล่า”

เฉินกั๋วหย่งเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าเพียงวูบเดียวก็เพียงพอ

“อยู่ที่ไหน”

เขาลุกจากโต๊ะ เดินไปหลังร้าน ก่อนเปิดตู้ไม้ใต้เคาน์เตอร์และหยิบกล่องเหล็กเก่าออกมา กล่องมีรอยสนิมตรงมุม ถูกพันด้วยยางเส้นหนา และดูเหมือนไม่เคยถูกเปิดมานาน

“ผมไม่ได้เก็บแค่ปากกาครับ”

เขาวางกล่องลงกลางโต๊ะ

“คืนนั้นตอนย้ายของ ผมแอบเก็บของบางอย่างไว้ เพราะเริ่มรู้แล้วว่าถ้าเรื่องเกิดขึ้นจริง คนพวกนั้นคงลบทุกอย่างที่ตามถึงตัวเองได้”

หลัวเฉิงมองกล่อง “มีอะไรอยู่ข้างใน”

“หลักฐานว่ารถจริงไม่ได้ไปทางเดียวกับรถล่อ แล้วก็ของอีกชิ้นหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้ว่าคืออะไร”

มือของเฉินกั๋วหย่งวางอยู่บนฝากล่อง แต่ยังไม่เปิด

“ก่อนดู ผมต้องบอกอีกเรื่อง” สือเยี่ยนโจวรอ

“หลังเปลี่ยนเส้นทาง ผมเคยพยายามลดความเร็วและเลี้ยวออกจากถนนที่เขาสั่ง โทรศัพท์จะดังทันที คนปลายสายรู้ตำแหน่งรถแทบตลอด”

“มีเครื่องติดตาม?”

“ตอนแรกผมคิดอย่างนั้น”

เฉินกั๋วหย่งส่ายหน้า

“แต่มีครั้งหนึ่งรถจอดอยู่ใต้สะพาน สัญญาณแทบไม่มี ผมยังไม่ทันบอกอะไร คนปลายสายกลับรู้ว่าคุณพ่อเปิดประตูจะลงจากรถ”

หลัวเฉิงขมวดคิ้ว ข้อมูลแบบนั้นไม่ได้มาจากเครื่องติดตามตำแหน่ง

“คุณเห็นคนตามรถ?”

“ไม่ครับ”

“งั้นเขารู้ได้ยังไง”

เฉินกั๋วหย่งเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบ

“ผมไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่คืนวันนั้นมีคนในบ้านสือส่งข่าวออกไปตั้งแต่รถยังไม่พ้นประตู”

เขาก้มมองกล่องเหล็ก

“และผมคิดว่าคนคนนั้นยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ในนี้”

ร้านทั้งร้านเงียบจนได้ยินเสียงตู้แช่ด้านหลังทำงาน สือเยี่ยนโจวมองมือของอดีตคนขับบนฝากล่อง สิบหกปีที่ผ่านมา เขามีเพียงภาพรถที่แล่นหายออกจากเมือง เส้นทางซึ่งจบตรงถนนชนบท และคำว่าไม่พบเบาะแสในรายงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า คืนนี้เป็นครั้งแรกที่เส้นทางนั้นมีทางแยกใหม่

“เปิดครับ”

เฉินกั๋วหย่งปลดยางเส้นแรกออกจากกล่องช้า ๆ