58
58
คลิปที่หลัวเฉิงส่งมายังเล่นต่ออยู่บนจอ คนในวิดีโอเป็นชายวัยกลางคนซึ่งเคยโวยว่าหลินเยว่ชิงพูดเหลวไหล ก่อนภาพจะตัดไปยังบันทึกจากวันถัดมา เจ้าตัวยอมรับเองว่าคำเตือนของเธอเกิดขึ้นจริง สือเยี่ยนโจวไม่ได้เปิดความเห็นใต้คลิป เขาเลื่อนไปดูไฟล์แนบสั้น ๆ ที่หลัวเฉิงทำไว้แทน
โรงพยาบาลหนึ่งแห่ง บันทึกตำรวจสองเหตุ คำยืนยันจากครอบครัวเฉียว และรายงานอาคารเจียงไห่ซึ่งเพิ่งเข้ามาเมื่อคืน เขาหยุดอยู่ที่รายการสุดท้าย ก่อนยกสายหาหลัวเฉิง
“พอแค่นี้ก่อนครับ ไม่ต้องหาเพิ่มแล้ว”
หลังวางสาย ภาพแผ่นโลหะวงรียังอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ ลายสลักที่วนเข้าหาจุดกลางไม่บอกอะไรกับคนอย่างเขา แต่เมื่อคืนหลินเยว่ชิงเพียงได้ยินเสียงผิดปกติผ่านกล้องก็หยุดเหตุได้ก่อนคนเจ็บ สือเยี่ยนโจวเก็บภาพกลับลงซองใส ถ้าเจ้าหน้าที่อนุญาตให้คนนอกดูของจริงเมื่อไร ค่อยถามเธออีกครั้ง
เช้าวันเดียวกัน ผู้จัดการของหลินรั่วซินส่งข้อความมาตั้งแต่ก่อนเข้าฉาก แบรนด์ชิงหลันกลับมานัดคุยสัปดาห์หน้า ส่วนทีมแฟนคลับพักกิจกรรมตามที่แจ้งไว้ ไม่มีใครจากฝั่งเราตอบเรื่องเงินบริจาคเพิ่ม หลินรั่วซินอ่านจบแล้วตอบเพียงว่า
รับทราบค่ะ เมื่อคืนเธอไม่ได้เปิดไลฟ์ใหม่และไม่ได้ออกคำชี้แจงรอบที่สาม คำชี้แจงก่อนหน้านี้มากพอแล้ว ยิ่งเติมคำอธิบายเท่าไร คนก็ยิ่งมีประโยคใหม่ให้จับผิด อย่างน้อยเช้านี้แบรนด์ที่เคยเงียบกลับมานัดคุยอีกครั้ง เธอกำลังจะเก็บโทรศัพท์ ผู้จัดการก็ส่งมาอีกข้อความ
บ้านหลินให้สำนักงานกฎหมายจัดการเรื่องเยว่ชิงต่อ คุณไม่ต้องเข้าไปเกี่ยว นิ้วของหลินรั่วซินหยุดอยู่เหนือหน้าจอครู่หนึ่ง สุดท้ายเธอไม่ได้ถามว่าพ่อจะทำอะไร สิบเอ็ดโมงกว่า หลินเยว่ชิงออกจากห้องเรียนพร้อมหนังสือสองเล่มในมือ ข้อความจากฝ่ายกิจการนักศึกษาถูกส่งเข้ามาก่อนหน้านั้นเกือบชั่วโมง ขอให้เธอแวะไปพบหลังเลิกคาบ
ไม่มีคำว่า “สอบสวน” และไม่มีรายละเอียดในข้อความ เธอจึงไปตามเวลาที่นัดไว้ ห้องประชุมเล็กมีเพียงรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่กฎหมายของมหาวิทยาลัย บนโต๊ะมีเอกสารอยู่สองชุด ชุดแรกเป็นคำร้องจากสำนักงานกฎหมายที่ทำงานให้บ้านหลิน ขอให้มหาวิทยาลัยตรวจสอบว่า การเปิดไลฟ์รับค่าตอบแทนของนักศึกษาคนหนึ่งกระทบชื่อเสียงสถาบันหรือผิดข้อบังคับหรือไม่
อีกชุดบางกว่ามาก หลินเยว่ชิงเห็นลายเซ็นตรงมุมล่างก่อนอ่านข้อความด้านบนเสียอีก แบบคำร้องลาพักการศึกษา ช่องผู้ปกครองลงชื่อ หลินเจิ้งเหา ช่องนักศึกษาว่างเปล่า รองอธิการบดีไม่ได้เริ่มจากเรื่องในครอบครัว
“ทางเราตรวจบัญชีที่ถูกร้องเรียนแล้วครับ คุณไม่ได้ใช้ชื่อมหาวิทยาลัย ตราสถาบัน หรือสถานะนักศึกษาไปยืนยันความสามารถของตัวเอง ตารางเข้าเรียนกับงานที่ส่งก็ไม่มีปัญหา”
เจ้าหน้าที่กฎหมายเปิดไปยังหน้าสุดท้ายของคำร้อง
“ส่วนข้อกล่าวหาว่าคุณรับเงินจากคนดู ถ้ามีผู้เสียหายหรือมีหลักฐานว่าคุณหลอกลวง มหาวิทยาลัยรับเรื่องตรวจได้ค่ะ แต่เอกสารชุดนี้ไม่มีผู้เสียหายแนบมาเลย”
หลินเยว่ชิงพยักหน้ารับรู้ แล้วมองแบบลาพักอีกครั้ง
“ฉบับนี้ล่ะคะ”
อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนตอบ
“ใช้ไม่ได้ครับ”
คำตอบสั้นกว่าที่เธอคิด
“คุณบรรลุนิติภาวะแล้ว การลาพักต้องมาจากความสมัครใจของคุณ ต่อให้ผู้ปกครองลงชื่อให้ ถ้าคุณไม่ได้ยื่นเอง เราก็ดำเนินการไม่ได้”
“ฉันไม่ได้ต้องการพักค่ะ”
“งั้นเรื่องก็จบตรงนี้ครับ”
ไม่มีใครถามว่าทำไมเธอถึงออกจากบ้านหลิน ไม่มีใครถามว่าใครผิดในเรื่องเงินบริจาค และไม่มีใครเรียกเธอมาแก้ตัวเรื่องชีวิตส่วนตัว เจ้าหน้าที่เพียงให้เธอเซ็นรับทราบว่าได้รับแจ้งผลคำร้องแล้ว ก่อนเซ็น หลินเยว่ชิงเห็นหมายเหตุด้านล่างว่า อธิการบดีเฉียวหมิงเต๋อไม่ได้ร่วมพิจารณาเรื่องนี้
อาจารย์ที่ปรึกษาเห็นสายตาเธอจึงบอกสั้น ๆ
“คุณเฉียวแจ้งถอนตัวเองครับ เพราะคุณเคยช่วยลูกสาวของเขา คณะกรรมการชุดนี้เลยพิจารณาโดยไม่มีคุณเฉียวร่วมด้วย”
หลินเยว่ชิงลงชื่อแล้วปิดปากกา
“แบบนี้ก็ดีค่ะ”
ประโยคเดียวทำให้เจ้าหน้าที่กฎหมายยิ้มออกมานิดหนึ่ง
“ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะ”
เธอรับสำเนาผลการพิจารณากลับมา ส่วนแบบลาพักถูกเจ้าหน้าที่ใส่คืนแฟ้มเดิมโดยไม่มีใครส่งมาให้เธอเซ็นอีก เรื่องที่บ้านหลินส่งเข้ามาจึงจบอยู่ในห้องนั้น หลินเยว่ชิงเพิ่งลงมาถึงชั้นล่าง โทรศัพท์ก็มีอีเมลใหม่เข้า ผู้ส่งคือสำนักงานกฎหมายเดียวกับที่ยื่นคำร้อง
ไฟล์แนบชื่อ ร่างคำชี้แจงครอบครัว_ฉบับสำหรับตรวจ เธอเปิดอ่านขณะยืนรอลิฟต์ เนื้อหาสั้นกว่าคำร้องของมหาวิทยาลัยเสียอีก ใจความคือความขัดแย้งทั้งหมดเกิดจากความเข้าใจผิด บ้านหลินไม่เคยบังคับให้เธอออกจากบ้าน ไม่เคยเรียกเงินคืน และหลินเยว่ชิงกับหลินรั่วซินไม่ได้มีปัญหากันอย่างที่สื่อคาดเดา
ด้านท้ายเว้นช่องให้เธอลงชื่อยินยอมเผยแพร่ อีเมลแนบข้อความว่า หากคุณหลินเห็นชอบ กรุณาตอบกลับก่อนห้าโมงเย็น ทางเราจะดำเนินการเผยแพร่พร้อมแถลงการณ์ของครอบครัว หลินเยว่ชิงอ่านจบหนึ่งรอบ เธอไม่ได้แก้ถ้อยคำ ไม่ได้ต่อรองว่าประโยคไหนควรตัด และไม่ได้เปิดไฟล์แนบขึ้นมาเซ็น
คำตอบที่ส่งกลับไปมีเพียงสองบรรทัด ฉันไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อหรือลายเซ็นของฉันในคำชี้แจงฉบับนี้ หากบ้านหลินต้องการออกแถลงการณ์ สามารถออกในนามของตนเองได้ค่ะ อีเมลถูกส่งออกไปก่อนประตูลิฟต์จะเปิด ที่บริษัทหลิน ทนายอ่านข้อความนั้นต่อหน้าหลินเจิ้งเหาในช่วงบ่าย
บนโต๊ะยังมีสำเนาผลจากมหาวิทยาลัยวางอยู่ แบบลาพักซึ่งเขาลงชื่อไว้ไม่มีผล และคำร้องเรื่องไลฟ์ก็ไม่ทำให้หลินเยว่ชิงถูกลงโทษแม้แต่น้อย
“ทางมหาวิทยาลัยแจ้งว่า ถ้าจะลาพักต้องให้นักศึกษายื่นเองครับ”
หลินเจิ้งเหาไม่แตะเอกสาร
“แล้วคำชี้แจง?”
ทนายยื่นโทรศัพท์ให้ดูคำตอบสองบรรทัด เขาอ่านจนจบ ก่อนวางโทรศัพท์กลับลงบนโต๊ะ
“งั้นออกในนามบ้านหลิน”
“ถ้าไม่มีคำยืนยันจากคุณหลินเยว่ชิง น้ำหนักจะไม่เหมือนกันครับ”
“ผมรู้”
คราวนี้ไม่มีคำสั่งให้ตามเธอกลับมา ไม่มีแผนไปมหาวิทยาลัย และไม่มีเอกสารชุดที่สามตามออกไป หลินเจิ้งเหาคิดว่าลายเซ็นของผู้ปกครองยังพอจัดการเรื่องการเรียนของเด็กในบ้านได้เหมือนเมื่อหลายปีก่อน แต่กระดาษแผ่นนั้นกลับใช้ไม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงมือเจ้าของชื่อด้วยซ้ำ
ทนายปิดแฟ้ม
“เรื่องมหาวิทยาลัยให้จบเท่านี้ไหมครับ”
หลินเจิ้งเหาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“จบก่อน”
ปลายปากกาบนโต๊ะไม่ได้ถูกหยิบขึ้นมาอีก หลินรั่วซินรู้ผลจากข้อความของผู้จัดการหลังถ่ายฉากบ่ายเสร็จ มหาวิทยาลัยไม่รับคำร้อง แบบลาพักใช้ไม่ได้เพราะเยว่ชิงไม่เซ็น ส่วนร่างคำชี้แจงเธอก็ไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อ เธออ่านจนถึงคำสุดท้าย ก่อนพิมพ์กลับไป
ต้นสังกัดไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ค่ะ ผู้ช่วยผู้กำกับเรียกเข้าฉากพอดี หลินรั่วซินจึงส่งโทรศัพท์ให้ผู้ช่วยถือ แล้วกลับไปยืนตามตำแหน่งที่ซ้อมไว้ อย่างน้อยเรื่องของเธอเองเริ่มนิ่งลงแล้ว ส่วนเรื่องระหว่างพ่อกับหลินเยว่ชิง เธอไม่คิดเอาตัวเองเข้าไปยืนตรงกลางอีก
บ่ายวันนั้น หลินเยว่ชิงมีเรียนต่ออีกหนึ่งคาบ เธอเดินออกจากอาคารกิจการนักศึกษาได้ไม่ถึงร้อยเมตร โทรศัพท์ส่วนตัวก็ดังขึ้น ชื่อ เฉิงเหวินหาว อยู่บนหน้าจอ สายแรกขาดไปก่อนเธอจะหยิบทัน เขาโทรเข้ามาใหม่แทบจะทันที
“คุณหลิน...”
เสียงประกาศจากโรงพยาบาลลอดอยู่ด้านหลัง
“แม่ผมอาการแย่ลงครับ”
เมื่อวานคุณนายเฉิงยังพูดคุยรู้เรื่อง แม้ผลเลือดหลายค่าจะผิดปกติ แต่เช้านี้เธอเริ่มจำวันผิด เรียกลูกชายด้วยชื่อคนอื่น และมีรอยช้ำขึ้นตามแขนทั้งที่ไม่มีใครจำได้ว่าไปกระแทกอะไรมา เฉิงเหวินหาวพูดเร็วในช่วงแรก ก่อนเสียงจะช้าลงตอนเล่าเรื่องหนึ่ง
“เมื่อกี้แม่บอกให้ผมกลับไปเอาน้ำบำรุงขวดเดิมมาให้ ผมบอกว่าหมอเอาไปตรวจแล้ว แม่ก็โมโห แล้วถามว่าทำไมไม่ให้ ‘ผู้หญิงที่ปลายเตียง’ เอามาให้แทน”
หลินเยว่ชิงหยุดใต้ชายคาระหว่างอาคาร
“หมอว่าอย่างไรคะ”
“เขาคิดว่าเป็นอาการสับสนครับ”
ปลายสายมีเสียงเลื่อนประตู ก่อนเฉิงเหวินหาวจะลดเสียงลง
“ผมก็อยากคิดแบบนั้น แต่แม่พูดชื่อผู้หญิงคนนั้นซ้ำอยู่คำหนึ่ง เป็นชื่อที่ผมไม่เคยได้ยิน”
“ขวดยายังอยู่กับโรงพยาบาลไหมคะ”
“อยู่ครับ ผลเต็มยังไม่ออก”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อคืนคำว่า ไม่เชื่อ ยังอยู่ระหว่างพวกเขาอย่างชัดเจน วันนี้เจ้าตัวกลับเป็นคนพูดก่อน
“คุณมาดูแม่ผมได้ไหมครับ”
หลินเยว่ชิงไม่ได้ถามว่าเขาเชื่อแล้วหรือยัง
“ส่งชื่อโรงพยาบาลกับเลขห้องมาให้ฉันค่ะ”
“ได้ครับ”
สายตัดไปไม่นาน ข้อความก็เข้ามา คาบบ่ายยังเหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมง หลินเยว่ชิงโทรแจ้งอาจารย์ว่าจะขอลา จากนั้นเปลี่ยนปลายทางในแอปเรียกรถจากอาคารเรียนเป็นโรงพยาบาลที่เฉิงเหวินหาวส่งมา รถคันที่รับงานอยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้านาที
คราวนี้ชื่อโรงพยาบาลกับหมายเลขห้องส่งมาครบ ไม่มีข้อความอธิบายยาวเหมือนเมื่อวาน หลินเยว่ชิงเปิดดูเส้นทางแล้วเห็นว่าไปทันเวลาเยี่ยม เธอจึงเก็บสมุดเรียนใส่กระเป๋า
เธอเก็บเอกสารจากมหาวิทยาลัยลงกระเป๋า แล้วเดินตรงไปยังประตูใหญ่