61
61
“ต้องหน้าตาแบบไหนคะ”
หลินเยว่ชิงยกมือที่ติดพลาสเตอร์ขึ้นดูตามคำพูดของเขา รอยแผลเล็กจนแทบไม่มีอะไรให้สนใจ นอกจากคราบหมึกสีแดงจาง ๆ ตรงข้างนิ้วกลางซึ่งล้างไม่หมดจากการเขียนยันต์เมื่อตอนบ่าย สือเยี่ยนโจวเองก็คงตอบไม่ได้ว่ามือของคนที่เพิ่งทำชายร่างใหญ่เสียหลักควรเป็นอย่างไร เขาจึงไม่ได้พูดต่อ
รถออกจากลานจอดเข้าถนนใหญ่ แสงจากหน้าร้านริมทางพาดผ่านกระจกเป็นช่วง ๆ หลินเยว่ชิงกำลังจะเก็บมือลงก็เห็นสิ่งหนึ่งเสียก่อน เหนือข้อมือขวา เส้นชีวิตที่มีเพียงเธอมองเห็นชัดขึ้นเล็กน้อย เธอเพ่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ยาวขึ้นมากจนเห็นได้ทันทีหากไม่คุ้นเคยกับมัน แต่หลินเยว่ชิงดูเส้นนี้แทบทุกวัน ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างซึ่งชีวิตเหลือไม่กี่วัน เธอจำได้ว่าช่วงที่พร่าตรงปลายเส้นเมื่อเช้ายังสั้นกว่านี้
วันนี้เธอช่วยไรเดอร์สาวก็จริง เรื่องนั้นอาจสร้างบุญได้เช่นกัน แต่ผลจากบุญไม่เคยปรากฏในลักษณะนี้ทันทีทุกครั้ง หลินเยว่ชิงนึกถึงตอนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ มือของสือเยี่ยนโจวเคยจับมือเธอไว้ตอนดูแผลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหน้านั้นก็เคยสัมผัสกันหลายครั้ง ตั้งแต่วันที่จดทะเบียน แต่ตอนนั้นสถานการณ์ของร่างนี้ยุ่งเหยิงเกินกว่าจะจับความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยได้
“มีอะไรหรือครับ”
สือเยี่ยนโจวเห็นเธอมองข้อมือตัวเองนานกว่าปกติ
“ยังไม่แน่ใจค่ะ” หลินเยว่ชิงลดมือลงโดยไม่ลองแตะเขาซ้ำ “พรุ่งนี้ฉันขอเวลาคุณสักครู่ได้ไหม ต้องตรวจบางอย่างจากตอนที่คุณจับมือฉันเมื่อกี้”
สือเยี่ยนโจวมองพลาสเตอร์ตรงนิ้วเธอ แต่เห็นว่าเธอไม่ได้สนใจแผลจึงเก็บคำถามไว้
“ได้ครับ”
“ถึงหน้าตึกแล้วฉันมีเรื่องจะบอกคุณด้วยค่ะ”
เธอพูดเบาลงในประโยคท้าย สือเยี่ยนโจวเหลือบมองหลัวเฉิงที่นั่งอยู่ด้านหน้าแล้วพยักหน้า รอให้เธอเลือกเวลาเล่าเอง
คำตอบทำให้เรื่องจบไว้เพียงเท่านั้น หลินเยว่ชิงไม่อยากตั้งกฎขึ้นมาจากความเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียว ต่อให้ปราณสีม่วงทองของสือเยี่ยนโจวเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเธออยู่จริง ก็ไม่ได้หมายความว่า การสัมผัสตัวเขาจะเพิ่มชีวิตโดยไม่ต้องแลกอะไร
ถ้ามันเพียงเร่งการไหลของปราณที่เกิดจากสายวาสนาอยู่แล้ว ผลอาจไม่กระทบเขา แต่หากเป็นการดึงพลังออกจากเจ้าของโดยตรง นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รถเลี้ยวเข้าสู่เขตซีเหอ หลินเยว่ชิงบอกให้จอดตรงปากตรอกตามเดิม ถนนด้านในแคบ รถคันใหญ่เข้าได้แต่ต้องเสียเวลาหาที่กลับ
หลัวเฉิงกำลังจะลงไปหยิบกล่องพัสดุจากท้ายรถ สือเยี่ยนโจวกลับลงไปก่อน เมื่อเขากลับมา กล่องกระดาษอยู่ในมือเดียว หลินเยว่ชิงมองแล้วบอก “ข้างในมีแต่กระดาษยันต์ค่ะ”
“ผมทราบครับ”
“งั้นก็ไม่หนัก”
“ผมก็ไม่ได้บอกว่าหนัก”
เขาเดินเข้าไปในตรอกแล้ว เธอจึงต้องตาม ฝนที่ตกช่วงเย็นยังทิ้งความชื้นไว้ตามพื้น ทางเดินใต้ตึกมีร้านเล็ก ๆ ปิดประตูไปเกือบหมด เหลือร้านซักรีดตรงหัวมุมซึ่งยังเปิดไฟอยู่ อาคารเช่าของหลินเยว่ชิงไม่ได้ทรุดโทรมถึงขั้นอยู่ไม่ได้ เพียงเก่าและแคบกว่าที่คนอย่างสือเยี่ยนโจวน่าจะคุ้นเคย ประตูเหล็กหน้าตึกมีรอยสีลอกตรงมือจับ จักรยานของคนชั้นล่างจอดเบียดกันอยู่ข้างกำแพง
หลินเยว่ชิงไขกุญแจ
“ส่งถึงนี่ก็พอค่ะ”
สือเยี่ยนโจวส่งกล่องคืนให้ สายตาเขาเลยผ่านบันไดขึ้นไปด้านบนเพียงครั้งเดียว
“ชั้นไหนครับ”
“ชั้นสาม”
“ไม่มีลิฟต์?”
“สามชั้นเองค่ะ”
คำตอบนั้นฟังเหมือนเธอไม่เคยคิดว่านี่เป็นปัญหา สือเยี่ยนโจวไม่ได้พูดเรื่องบ้านที่เคยเสนอไว้ในข้อตกลงอีก บ้านหลังนั้นเธอปฏิเสธตั้งแต่วันแรก และจากนิสัยที่เห็นมาหลายสัปดาห์ หากถามซ้ำคืนนี้ก็คงได้คำตอบเดิม
“ขึ้นไปเถอะครับ”
หลินเยว่ชิงรับกล่องมาแนบตัว แต่ยังไม่ขึ้นบันได รถจอดรออยู่ไกลออกไป เธอจึงหันมาหาเขา
“ตอนจดทะเบียน ฉันเหลือเวลาอีกไม่ถึงเจ็ดวันค่ะ ปราณมงคลของคุณช่วยประคองชีวิตฉันไว้ ฉันถึงยอมแต่งงาน”
สือเยี่ยนโจวชะงัก เขาจำคำตอบหน้าสำนักงานทะเบียนได้ เธอบอกว่ารับสิ่งที่จำเป็นไปแล้ว ทั้งที่ไม่ยอมรับบ้านและเงินตามที่เขาเสนอ ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจ และเธอก็ไม่เคยอธิบายอีก
“ทำไมเพิ่งบอกผม”
“ตอนนั้นคุณไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ และฉันก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะรักษาตัวเองได้แค่ไหนค่ะ” หลินเยว่ชิงขยับกล่องไม่ให้กดนิ้วที่มีแผล “ฉันรู้เพียงว่าการผูกดวงกันช่วยฉันได้ แต่คืนนี้เส้นชีวิตเปลี่ยนไปหลังคุณจับมือ ถ้าจะขอให้คุณช่วยตรวจ ฉันไม่ควรปิดบังเหตุผลอีก”
สายตาของเขาเลื่อนไปยังข้อมือเธอ ใต้แขนเสื้อที่ร่นขึ้นมีเพียงผิวหนังธรรมดา ไม่มีเส้นหรือรอยใดให้เห็น
“แล้วตอนนี้ยังเหลือแค่เจ็ดวันหรือเปล่า”
“ไม่ใช่แล้วค่ะ ฉันสะสมบุญได้มากขึ้น และสายวาสนาจากทะเบียนก็ยังช่วยอยู่ แต่ต้องตรวจให้แน่ใจว่าการสัมผัสไม่ได้ทำร้ายคุณ”
สือเยี่ยนโจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรับว่าจะรอข้อความนัดจากเธอ หลินเยว่ชิงจึงเปิดประตูเข้าอาคาร พอเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดหายไป เขาถึงกลับขึ้นรถ หลัวเฉิงเปิดตารางงานพรุ่งนี้บนแท็บเล็ตให้ดู
“พรุ่งนี้สิบโมงมีประชุมย่อยฝ่ายลงทุนครับ บ่ายโมงเป็นประชุมหลัก”
“ประชุมสิบโมงเลื่อนได้ไหม”
หลัวเฉิงเงยหน้าขึ้น
“ได้ครับ ยังไม่มีคนนอก”
“กันช่วงสิบโมงครึ่งไว้ก่อน”
“ถึงกี่โมงครับ”
สือเยี่ยนโจวนึกถึงคำว่า สักครู่ ของหลินเยว่ชิง
“สิบเอ็ดครึ่ง”
หลัวเฉิงจดลงตารางโดยไม่ถามว่า ทำไม “สักครู่” จึงต้องกันไว้หนึ่งชั่วโมง รถแล่นออกจากซีเหอ ผ่านไปสองแยก เขาจึงพูดถึงอีกเรื่อง
“เรื่องหน้าร้านเมื่อกี้ กล้องเห็นคุณหลินจัดการผู้ชายคนนั้นเร็วมากนะครับ”
สือเยี่ยนโจวมองออกไปนอกกระจก
“ครับ”
“ประวัติเดิมที่เราเคยตรวจ ไม่มีเรื่องเรียนศิลปะการต่อสู้เลย”
“ไม่ต้องตรวจเพิ่ม”
หลัวเฉิงหยุดก่อนเปิดหน้าจอแฟ้มบุคคล
“ครับ”
“ถ้าผมอยากรู้ ถามเธอเองได้”
แฟ้มจึงไม่ได้ถูกเปิด ห้องเช่าชั้นสามเงียบกว่าข้างล่างมาก หลินเยว่ชิงวางกล่องกระดาษไว้ใกล้ชั้นของ ก่อนดึงม่านหน้าต่างปิด ลิ้นชักใต้โต๊ะมีทั้งเข็มทิศ เชือกแดง และกระจกทองแดงของตาซึ่งติดตามเธอมายังโลกนี้ กระจกถูกวางลงกลางโต๊ะ
เธอไม่ได้เริ่มพิธีอะไรใหญ่โต เพียงใช้สิ่งที่คุ้นเคยที่สุดตรวจปราณที่ยังตกค้างอยู่ในร่าง ผิวกระจกหม่นสะท้อนเงาข้อมือขวา เมื่อปลายนิ้วแตะขอบกระจก ปราณที่ซ่อนอยู่ใต้เส้นวาสนาค่อย ๆ ปรากฏเป็นแสงบาง สีของมันไม่เหมือนพลังที่ได้จากบุญ
สีม่วงทอง หลินเยว่ชิงนิ่งอยู่กับภาพนั้นนานขึ้น ปราณของสือเยี่ยนโจวเข้ามาอยู่ในร่างเธอจริง แต่สิ่งที่กระจกยังตอบไม่ได้คือ มันเข้ามาเพราะมือของเขาสัมผัสเธอตรง ๆ หรือเพียงเพราะคืนนี้ทั้งสองอยู่ใกล้กันนานกว่าปกติ สายวาสนาที่เกิดจากทะเบียนสมรสเองก็ส่งพลังมาเลี้ยงร่างนี้อยู่แล้วทุกวัน
ความต่างมีเพียงคืนนี้ ปริมาณที่เห็นมากกว่าปกติ หลินเยว่ชิงหยิบสมุดเล่มบางจากชั้นล่างของโต๊ะ ตั้งแต่รู้ว่าชีวิตตัวเองถูกผูกกับสือเยี่ยนโจว เธอจดการเปลี่ยนแปลงของเส้นชีวิตไว้เป็นระยะ ไม่ละเอียดถึงขั้นทุกวัน แต่พอมีเหตุใช้พลังมากหรือได้บุญก้อนใหญ่ก็จะจดสภาพไว้เทียบกัน
หน้าล่าสุดเขียนไว้เมื่อคืนก่อน เธอพลิกข้อมือดูอีกครั้ง ส่วนปลายของเส้นชีวิตเหนือข้อมือขวายาวกว่าที่วาดเอาไว้จริง เล็กน้อย แต่ไม่ใช่ภาพลวงตา
“เพราะจับมือ...หรือเพราะอย่างอื่น”
คำถามถูกพูดออกมาเบา ๆ ในห้องที่ไม่มีคนตอบ เธอหยิบดินสอเขียนวันที่ไว้ใต้บันทึกล่าสุด ช่วยคนที่ลานจอดรถ สัมผัสสือเยี่ยนโจวช่วงสั้น ปราณม่วงทองตกค้างมากกว่าปกติ เท่านี้ ไม่มีคำว่า ยืนยัน ไม่มีการเขียนว่าการสัมผัสช่วยต่อชีวิต เพราะหลักฐานยังไม่พอ
สิ่งที่ต้องแยกให้ได้พรุ่งนี้มีเพียงสองอย่าง ปราณเพิ่มจากการอยู่ใกล้ หรือจากการสัมผัส และหากเกิดจากการสัมผัส มันมาจากสายวาสนาที่มีอยู่แล้ว หรือร่างของเธอกำลังดึงของเขาออกมา ข้อหลังสำคัญกว่าข้อแรกมาก หลินเยว่ชิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
ข้อความส่งไปหาสือเยี่ยนโจวสั้นกว่ารายการในสมุด พรุ่งนี้สิบโมงครึ่งคุณสะดวกไหมคะ คำตอบมาไม่นาน สะดวกครับ เธอจึงส่งต่อ มาที่ห้องฉันได้ไหม ฉันต้องใช้กระจกทองแดงตรวจพร้อมกันสองคน ที่ร้านทำไม่สะดวกค่ะ คราวนี้ฝั่งนั้นเงียบไปนานกว่าข้อความแรกเล็กน้อย
ได้ครับ ส่งเลขห้องมาให้ผม หลินเยว่ชิงพิมพ์เลขอาคาร ชั้น และหมายเลขห้อง ก่อนกดส่ง เธออ่านข้อความของตัวเองอีกรอบ การชวนสามีตามกฎหมายมาห้องพักอาจฟังดูมีความหมายอย่างอื่นสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเธอ พรุ่งนี้มีเพียงกระจกทองแดง เข็มทิศ และเรื่องเส้นชีวิตที่ต้องตรวจ
เธอกดส่ง สือเยี่ยนโจวตอบกลับว่าได้รับแล้ว หลินเยว่ชิงวางโทรศัพท์ไว้ข้างสมุด ก่อนจัดโต๊ะให้มีพื้นที่สำหรับกระจกในวันพรุ่งนี้ บนรถอีกฝั่งหนึ่ง สือเยี่ยนโจวมองเลขห้องซึ่งเพิ่งได้รับ หลัวเฉิงกำลังคุยโทรศัพท์เรื่องตารางงาน ไม่ได้สนใจด้านหลัง
สือเยี่ยนโจวอ่านที่อยู่อีกครั้ง ก่อนบันทึกไว้ในปฏิทินของตัวเอง 10.30 — ซีเหอ ไม่ได้เขียนชื่อการประชุม และไม่ได้เขียนว่าไปพบใคร เมื่อหลัวเฉิงวางสาย เขาจึงบอกเพียง
“พรุ่งนี้สิบโมงครึ่ง ผมไปเอง ไม่ต้องตามเข้าไปครับ”
ผู้ช่วยชะงักเล็กน้อย
“ให้คนขับไปส่งไหมครับ”
“ไปส่งได้ แล้วรอข้างล่าง”
“ครับ”
สือเยี่ยนโจวเก็บโทรศัพท์ มือข้างที่หลินเยว่ชิงเคยจับชีพจรไม่ได้ถูกแตะซ้ำอีก แต่ความรู้สึกจากตอนเธอวางนิ้วลงบนผิวเมื่อหลายวันก่อนกลับผุดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขามองฝ่ามือตัวเองอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนกลับไปอ่านเอกสารที่ค้างอยู่
ข้อความยืนยันนัดจากหลินเยว่ชิงปรากฏบนหน้าจอ เขาเปิดอ่านแล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างเอกสารที่กำลังตรวจ