65
65
“ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยน?”
หลินรั่วซินยังมองข้อความจากทีมงานค้างอยู่บนหน้าจอ ผู้จัดการเพิ่งกลับเข้ามาจากคุยโทรศัพท์ด้านนอก สีหน้าไม่ได้ดีขึ้นจากเมื่อครู่
“ฉันถามให้แล้ว เขาไม่ได้เปลี่ยนเธอเพราะมีปัญหากับกองถ่าย”
“แล้วเพราะอะไรคะ”
“คำแนะนำพิเศษที่เคยมี ถูกถอนออกไป”
หลินรั่วซินเงยหน้าขึ้น
“ใครถอน?”
“เฉิงเหวินหาว”
ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อแปลกหน้า เธอจำได้จากคลิปไลฟ์ของหลินเยว่ชิง และจำได้ด้วยว่าอีกฝ่ายเคยออกมาพูดเรื่องบ้านหลินเสียจนกลายเป็นประเด็น ก่อนจะออกมาขอโทษภายหลัง ผู้จัดการยื่นโทรศัพท์ให้ดูข้อความจากฝ่ายคัดเลือก
“เขาไม่ได้ขอให้ทีมตัดเธอ แค่แจ้งว่าไม่ต้องใช้คำรับรองของเขาเป็นน้ำหนักในการเลือก พอกลับไปดูคะแนนออดิชันอย่างเดียว เธอไม่ติดสองอันดับแรก”
หลินรั่วซินอ่านจนจบ
“ก่อนหน้านี้ทำไมไม่มีใครบอกเรื่องอันดับ”
“เพราะทีมมองว่าเธอมีคนช่วยแนะนำ ฉันเองก็เลยคิดว่าบทนี้เกือบแน่นอนแล้ว ถึงได้ให้กันคิวไว้”
“แปลว่าถ้าเฉิงเหวินหาวไม่ถอน บทก็ยังเป็นของฉัน?”
ผู้จัดการเงียบไปครู่หนึ่ง
“สัญญายังไม่เซ็น”
“ฉันถามว่า ถ้าเขาไม่ถอน”
“โอกาสสูงมาก”
หลินรั่วซินหยิบโทรศัพท์ขึ้น
“ฉันอยากคุยกับเขา”
“เธอไม่มีเบอร์เขา”
“ขอจากทีมคัดเลือกได้ไหมคะ”
ผู้จัดการมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่งข้อความไปหาผู้ช่วยผู้กำกับที่เพิ่งคุยด้วย
“ถามได้ แต่อย่าทะเลาะ”
“ฉันแค่อยากรู้เหตุผลค่ะ”
ไม่กี่นาทีต่อมา หมายเลขถูกส่งกลับมา ผู้จัดการยังไม่ทันกำชับอะไรเพิ่มเติม หลินรั่วซินก็กดโทรออกแล้ว เฉิงเหวินหาวรับหลังเสียงเรียกดังไม่กี่ครั้ง
“สวัสดีครับ”
“คุณเฉิง ฉันหลินรั่วซินค่ะ”
ปลายสายมีเสียงเปิดประตูห้องผู้ป่วย ก่อนบรรยากาศจะเงียบลงเมื่อเขาเดินออกมาด้านนอก
“ครับ มีอะไรหรือเปล่า”
“ฉันเพิ่งได้รับแจ้งเรื่องบทค่ะ เลยอยากถามคุณตรง ๆ ว่า ฉันทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือคะ”
“ไม่มีครับ”
“ถ้าไม่มี แล้วทำไมคุณถึงถอนคำแนะนำ”
เฉิงเหวินหาวหยุดอยู่ใกล้หน้าต่างปลายทางเดิน
“เพราะคำแนะนำนั้นไม่ควรมีตั้งแต่แรกครับ”
หลินรั่วซินนิ่งไป
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ผมไม่ได้รู้จักคุณดีพอจะรับรองว่าคุณเป็นคนแบบไหน แต่ตอนนั้นกลับพูดกับทีมเหมือนรู้จักคุณมานาน พอมาคิดดูแล้วมันไม่ถูก”
“แต่คุณเคยดูงานฉัน คุณยังเคยบอกว่าฉันเหมาะกับบท”
“เคยครับ”
“แล้วตอนนี้ไม่คิดแล้ว?”
“เรื่องเหมาะหรือไม่เหมาะ ให้ทีมตัดสินจากออดิชันเถอะครับ”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความโกรธ ยิ่งทำให้หลินรั่วซินรู้สึกเหมือนจับต้นเหตุอะไรไม่ได้
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณพูดเกินจริงแทนฉันนะคะ”
“ผมรู้ครับ”
“งั้นทำไมตอนคุณรู้สึกว่าตัวเองทำผิด คนที่ต้องรับผลกลับเป็นฉัน”
เฉิงเหวินหาวเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนตอบ
“ผมเสียใจที่มันกระทบงานคุณครับ แต่ถ้าผมรู้แล้วว่าคำรับรองนั้นไม่มีฐาน แล้วยังปล่อยไว้เพราะกลัวคุณเสียประโยชน์ ผมก็แค่ทำเรื่องเดิมต่อ”
“พูดง่ายดีนะคะ”
“ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายสำหรับคุณ”
“คุณไม่รู้หรอกค่ะ”
น้ำเสียงที่คุมมาตลอดเริ่มแข็งขึ้น
“ฉันกันคิวบทนี้ ปฏิเสธงานอื่นไปแล้ว เตรียมตัวมาหลายสัปดาห์ เมื่อวานทีมยังคุยเรื่องวันเซ็นสัญญา วันนี้คุณถอนคำเดียว ทุกอย่างก็หายไป”
ผู้จัดการขยับเข้ามาใกล้เมื่อเสียงของเธอดังขึ้น เฉิงเหวินหาวยังตอบด้วยน้ำเสียงเดิม
“ผมไม่ได้ขอให้ทีมตัดคุณ”
“แต่ผลก็คือฉันถูกตัด!”
คราวนี้เสียงดังพอให้คนด้านนอกห้องแต่งหน้าหยุดคุย หลินรั่วซินรู้ตัว แต่ไม่ได้ลดเสียงลงทันที
“เพราะเรื่องหลินเยว่ชิงใช่ไหม”
“ทำไมถึงคิดว่าเป็นเธอครับ”
“คุณเคยเข้าไลฟ์ไปพูดเรื่องบ้านหลิน หลังจากนั้นก็ขอโทษเธอ ตอนนี้กลับมาถอนคำแนะนำของฉัน ถ้าฉันจะคิดว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวกัน มันแปลกตรงไหนคะ”
“ไม่แปลกครับ”
คำตอบผิดจากที่เธอคาด
“แต่คิดได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องจริง”
เฉิงเหวินหาวพูดต่อ
“ผมขอโทษหลินเยว่ชิง เพราะผมพูดเรื่องที่ตัวเองไม่ได้เห็น ส่วนเรื่องคุณ ผมถอนคำแนะนำ เพราะผมก็ไม่ได้รู้จักคุณดีพอเหมือนกัน ต้นเหตุมันอยู่ที่ผม ไม่ใช่ที่เธอ”
หลินรั่วซินเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดช้าลง
“ก่อนหน้านี้คุณยังเป็นคนช่วยพูดให้ฉันอยู่เลย”
“เพราะตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองรู้มากพอครับ”
“แล้วถ้าฉันไม่ได้บทล่ะ”
“ถ้าทีมดูงานแล้วเลือกคุณ ผมไม่มีเหตุผลคัดค้าน แต่ถ้าบทต้องเป็นของคุณเพราะชื่อผมอยู่หลังคำแนะนำ ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีก”
จากในห้องมีเสียงคุณนายเฉิงเรียกลูกชาย เฉิงเหวินหาวหันกลับไปตอบ ก่อนพูดกับโทรศัพท์
“แม่ผมยังพักรักษาตัวอยู่ ผมต้องเข้าไปแล้วครับ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
เขารอ
“เยว่ชิงรู้เรื่องบทของฉันไหม”
“ไม่รู้ครับ”
“คุณแน่ใจ?”
“ผมไม่ได้คุยกับเธอเรื่องคุณเลย”
ไม่มีจังหวะลังเลให้จับ
“เรื่องนี้ผมตัดสินใจเอง ถ้าคุณจะโกรธก็โกรธผมเถอะครับ อย่าเอาไปลงที่หลินเยว่ชิง”
สายจบลงหลังจากนั้น หลินรั่วซินถือโทรศัพท์ค้างอยู่พักหนึ่ง ก่อนวางลงบนโต๊ะ ผู้จัดการรอจนเห็นว่าเธอไม่คิดโทรกลับ จึงถาม
“ได้คำตอบหรือยัง”
“เขาบอกว่าเยว่ชิงไม่เกี่ยว”
“งั้นก็ดี”
หลินรั่วซินหันมาเร็ว
“ดีตรงไหนคะ”
บทที่เธอเตรียมไว้หลายสัปดาห์วางอยู่ข้างกระจก หลายหน้ามีโน้ตแน่นจนแทบไม่เหลือพื้นที่ขาว
“ทำไมทุกอย่างต้องเปลี่ยนหลังจากเยว่ชิงกลับมาอยู่ในสายตาคนอื่นด้วย เงินบริจาคก็ทีหนึ่ง เรื่องแฟนคลับก็ทีหนึ่ง ตอนนี้งานอีก”
“รั่วซิน เรื่องนี้เฉิงเหวินหาวบอกชัดว่าเป็นการตัดสินใจของเขา”
“คุณก็เชื่อเขา?”
“ฉันเชื่อสิ่งที่เรามีหลักฐาน”
หลินรั่วซินดึงบทเข้ามา กระดาษยับตรงมุมตามแรงนิ้ว
“ฉันเตรียมบทนี้นานแค่ไหนคุณก็รู้”
“รู้”
“ฉันปฏิเสธงานอื่นเพราะทีมบอกให้กันคิว”
“ฉันเองก็เป็นคนให้เธอกัน”
มือของหลินรั่วซินหยุด ผู้จัดการพูดต่อ
“เพราะฉันก็คิดว่าบทนี้แน่นอน ทั้งที่สัญญายังไม่เซ็น เราพลาดตรงนี้เหมือนกัน”
“แล้วฉันต้องยอมรับเฉย ๆ?”
“ไม่ เธอโกรธได้”
กล่องเครื่องสำอางถูกปัดตกจากโต๊ะในจังหวะเดียวกัน ฝาหลุดกระแทกพื้น เสียงดังพอให้คนด้านนอกเงียบไปอีกครั้ง ผู้จัดการมองของบนพื้น ก่อนเงยหน้ากลับมา
“ถ้าจะโกรธ โกรธในห้องนี้ให้จบ”
“คุณก็คิดว่าฉันผิด?”
“ฉันคิดว่าอีกสิบห้านาทีเธอต้องเข้าฉาก”
หลินรั่วซินมองเธอ
“ฉันเพิ่งเสียบทที่เกือบได้แล้วนะคะ”
“ฉันรู้”
“แล้วจะให้ฉันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น?”
“พอประตูเปิด ใช่”
ผู้จัดการก้มเก็บกล่องเครื่องสำอางกลับขึ้นโต๊ะ
“คนข้างนอกไม่ได้มีหน้าที่รับอารมณ์ของเธอ ถ้ามีใครถ่ายคลิปตอนนี้ สิ่งที่เสียจะไม่ใช่แค่บทเดียว”
หลินรั่วซินหันกลับไปมองกระจก ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาแดงขึ้นเล็กน้อย แต่เครื่องหน้าที่ยังเรียบร้อยทำให้ภาพสะท้อนตรงหน้าแทบไม่เหลือร่องรอยจากการปะทุเมื่อครู่ เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“พี่รั่วซินคะ อีกสิบสองนาทีเตรียมเข้าฉากนะคะ”
ผู้จัดการตอบรับ หลินรั่วซินนั่งลงหน้าโต๊ะอีกครั้ง
“เรียกช่างเข้ามาค่ะ”
ผู้จัดการกำลังจะเปิดประตู แต่เสียงข้างหลังก็ดังตามมา
“ช่วยดูให้ฉันหน่อยว่าเฉิงเหวินหาวกับเยว่ชิงติดต่อกันแค่ไหน”
มือบนลูกบิดหยุด
“ฉันไม่แนะนำ”
“ฉันแค่อยากรู้”
“รู้แล้วจะทำอะไร”
หลินรั่วซินมองเงาตัวเองในกระจก
“ยังไม่รู้ค่ะ”
“งั้นไว้รู้ก่อนค่อยถาม”
ผู้จัดการเปิดประตูเรียกช่างแต่งหน้าเข้ามา โดยไม่ได้รับปากเรื่องนั้น ช่วงบ่าย หลินเยว่ชิงออกจากโรงพยาบาลแล้วแวะกลับร้านได้ไม่นาน ข้อความจากสือเยี่ยนโจวก็มาถึง ถ้าทางคุณเรียบร้อยแล้ว วันนี้ยังสะดวกดูของไหมครับ เธอตอบว่าสะดวก นัดจึงถูกกำหนดไว้บ่ายสามที่สำนักงานใหญ่สือกรุ๊ป
หวีไม้กับนาฬิกาจากบ้านเก่าถูกนำไปเก็บไว้ที่ห้องทำงานของสือเยี่ยนโจวแล้ว เขายังไม่คิดให้คุณย่าสือกับสืออันหนิงรู้เรื่องการลองตามร่องรอยครั้งนี้ จนกว่าจะมีคำตอบที่มากพอให้เรียกว่าความหวัง หลินเยว่ชิงมาถึงก่อนเวลาเกือบยี่สิบนาที
โถงชั้นล่างของสือกรุ๊ปกว้างและโปร่ง พนักงานผ่านประตูบัตรเข้าออกต่อเนื่อง ส่วนผู้มาติดต่อใช้เคาน์เตอร์อีกฝั่งหนึ่ง
“มาพบคุณสือเยี่ยนโจวค่ะ”
พนักงานขอชื่อแล้วตรวจในระบบ
“มีนัดบ่ายสามโมงค่ะ แต่ชั้นผู้บริหารต้องมีเจ้าหน้าที่จากด้านบนยืนยันก่อนออกบัตร คุณหลินนั่งรอด้านนี้ก่อนได้เลยนะคะ”
“ได้ค่ะ”
ที่นั่งริมกระจกค่อนข้างเงียบ หลินเยว่ชิงหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาทบทวนข้อมูลที่สือเยี่ยนโจวส่งไว้ วันเดือนปีเกิดของพ่อแม่ ปีที่หายตัว และของสองชิ้นจากบ้านเก่า หวีไม้ของแม่ นาฬิกาข้อมือของพ่อ เธอเขียนคำถามเพิ่มข้างข้อมูลเดิมอยู่ครู่หนึ่ง พนักงานต้อนรับก็เดินเข้ามา
“คุณหลินคะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ ตอนนี้ฝ่ายเลขาฯ ยังไม่ตอบกลับ คุณหลัวเองก็ติดต่อไม่ได้ น่าจะอยู่ในประชุม”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ถ้าเลยเวลานัดแล้ว ดิฉันจะลองติดต่อช่องทางอื่นให้อีกครั้งนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เลยสามโมงมาสิบกว่านาที ชั้นล่างยังไม่มีใครลงมา หลินเยว่ชิงจึงวงรายละเอียดวันที่พ่อแม่ของสือเยี่ยนโจวหายตัวเพิ่มอีกสองจุดไว้ถามเจ้าตัวเมื่อพบกัน บนชั้นประชุมผู้บริหาร การประชุมเพิ่งจบ
“ส่วนนี้แก้แล้วส่งกลับมาใหม่วันจันทร์ครับ”
สือเยี่ยนโจวปิดแฟ้ม คนในห้องเริ่มเก็บเอกสาร หลัวเฉิงเปิดโทรศัพท์หลังปิดโหมดเงียบ หน้าจอมีสายจากเคาน์เตอร์ต้อนรับหลายสาย พร้อมข้อความจากระบบผู้มาติดต่อ หลินเยว่ชิง — เช็กอิน 14.42 น. เขามองเวลา
“คุณสือครับ คุณหลินมาถึงแล้ว”
สือเยี่ยนโจวหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้น ข้อความหนึ่งค้างอยู่ตั้งแต่ก่อนเวลานัด ถึงแล้วค่ะ มาก่อนเวลานิดหน่อย ตอนนี้เลยสามโมงสิบห้ามาแล้ว เขากดโทรออกทันที หลินเยว่ชิงรับหลังเสียงเรียกดังไม่นาน
“ค่ะ”
“คุณอยู่ที่ไหนครับ”
“ล็อบบี้บริษัทคุณ”
“ทำไมยังไม่ขึ้นมา”
“ระบบบอกว่าต้องมีคนจากชั้นคุณลงมายืนยันค่ะ”
หลัวเฉิงเปิดรายการลงทะเบียน
“ผมตั้งสิทธิ์ไว้ให้คนลงไปรับ แต่ไม่ได้กำหนดผู้รับแทนครับ”
สือเยี่ยนโจวถามปลายสาย
“รอมานานหรือยัง”
“ฉันมาก่อนเวลาเองค่ะ”
“ทำไมไม่โทร”
“ส่งข้อความแล้วค่ะ แล้วคุณก็กำลังประชุมไม่ใช่หรือ”
เขามองข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอยู่บนหน้าจอ
“นั่งตรงไหน”
“ฝั่งกระจกค่ะ”
“รอผม”
หลินเยว่ชิงหัวเราะเบา ๆ
“ให้คุณหลัวส่งสิทธิ์ลงมาก็ได้ค่ะ ไม่ต้องลงมาเอง”
“ผมเป็นคนนัดคุณ”
“แล้ว?”
ประตูลิฟต์ผู้บริหารเปิดตรงหน้า สือเยี่ยนโจวก้าวเข้าไป
“ผมก็ลงไปรับเองครับ”
“บริษัทคุณมีคนตั้งเยอะนะคะ”
“แต่ผมนัดคุณ”
“เหตุผลนี้ใช้ได้ทุกครั้งเลยหรือคะ”
“ตอนนี้ใช้ได้ครับ”
“ถ้าคุณลงมาแล้วมีงานต่อ อย่ามาโทษฉันนะ”
“วันนี้ไม่มีประชุมต่อ”
“เตรียมคำตอบไว้ดี”
“เพราะผมดูตารางก่อนตอบครับ”
“สมเป็นประธานสือ”
ตัวเลขเหนือประตูลิฟต์ลดลงทีละชั้น สือเยี่ยนโจวถามขึ้น
“คุณกินอะไรมาหรือยัง”
“เกี่ยวอะไรกับการตามหาคนคะ”
“ไม่เกี่ยวครับ”
“งั้นถามทำไม”
“เพราะคุณเพิ่งออกจากโรงพยาบาล แล้วก็แวะกลับร้านต่อ”
“กินแล้วค่ะ”
“จริง?”
“คุณจะให้ฉันถ่ายรูปกระเพาะส่งไปยืนยันไหมคะ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากปลายสาย
“ไม่ต้องครับ”
“งั้นลงมาให้ถึงก่อนเถอะค่ะ”
ประตูลิฟต์เปิดที่ชั้นหนึ่งพอดี สือเยี่ยนโจวก้าวออกจากโถงลิฟต์ ฝั่งตรงข้ามของล็อบบี้ หลินเยว่ชิงยังนั่งอยู่ริมกระจก สมุดเล่มเล็กวางบนตัก โทรศัพท์แนบอยู่ข้างหู สายตาของทั้งคู่เจอกันข้ามพื้นที่กว้าง
“ถึงแล้วครับ”
หลินเยว่ชิงลดโทรศัพท์ลง
“เห็นแล้วค่ะ”