68
68
หกโมงห้าสิบห้า รถเอสยูวีสีดำเลี้ยวเข้ามาจอดตรงปากถนนซีเหอ
หลินเยว่ชิงลงมาถึงก่อนเวลานัดไม่กี่นาที กระเป๋าผ้าใบเดิมสะพายอยู่ข้างตัว ภายในมีกระจกทองแดง ของใช้จำเป็น และยันต์สองแผ่นที่เธอเตรียมไว้เมื่อคืน
หวีกับนาฬิกาของพ่อแม่สือเยี่ยนโจวยังเก็บอยู่ที่สำนักงานใหญ่ หลินเยว่ชิงตรึงร่องรอยของทั้งคู่ลงยันต์ไว้แล้ว ยิ่งเข้าใกล้เจ้าของ ยันต์ยิ่งตอบสนองชัด
เมื่อคืนหลังกลับถึงห้อง หลินเยว่ชิงยังเปิดไลฟ์สั้น ๆ เพื่อแจ้งคนดูว่าจะหายไปสองสามวัน
เพียงเธอบอกว่ามีธุระต่างเมือง ข้อความก็ไหลเต็มหน้าจอ
ขอกะละมังกับชาม: ไปกี่วันคะ ฉันเพิ่งซื้อขนมมาตุนไว้ดูไลฟ์!
กินหม้อไฟแล้วค่อยลดน้ำหนัก: ก่อนหยุดขอเพิ่มอีกหนึ่งดวงได้ไหม ฉันถามสั้นมากจริง ๆ
ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: คนข้างบนพูดแบบนี้ทุกครั้ง และทุกครั้งถามยาวที่สุด
หลินเยว่ชิงอ่านแล้วตอบ “คืนนี้ไม่รับเพิ่มค่ะ คิวเดิมจะเลื่อนไปวันที่ฉันกลับมา ทุกคนยังได้ตามลำดับเดิม”
กินหม้อไฟแล้วค่อยลดน้ำหนัก: อาจารย์ใจแข็งมาก
ขอกะละมังกับชาม: ฉันคิดว่าคำว่า ‘ขอร้อง’ จะใช้ได้ผล
“คราวหน้าลองใหม่ค่ะ”
เครื่องหมายคำถามพุ่งขึ้นมาหลายแถว
เธอกล่าวลาก่อนปิดไลฟ์ แล้วใช้เวลาที่เหลือเตรียมยันต์สำหรับวันนี้ แทนที่จะฝืนดูดวงเพิ่มจนเสียปราณไปก่อนออกเดินทาง
เช้าวันนี้หลัวเฉิงกำลังเก็บของขึ้นรถเมื่อหลินเยว่ชิงมาถึง สือเยี่ยนโจวรออยู่กับคนขับและเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญเส้นทางภูเขา ทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้ว
ท้ายรถมีน้ำ อาหาร ชุดปฐมพยาบาล ไฟฉายคาดศีรษะ เสื้อกันฝน เชือก และของใช้สำหรับพื้นที่นอกเส้นทางจัดไว้แยกเป็นถุง
หลินเยว่ชิงเปิดดูสองสามอย่างแล้วปิดกลับ
“เท่านี้พอค่ะ วันนี้เราเข้าไปดูเส้นทางก่อน ถ้าต้องค้างจริงค่อยคิดอีกที”
หลัวเฉิงปิดฝาท้ายรถ “เมื่อคืนผมเตรียมเต็นท์กับอาหารสำรองไว้ด้วยครับ”
“แล้วหายไปไหนหมดคะ”
สือเยี่ยนโจวตอบ “ผมให้เอาออก”
“ดีค่ะ”
หลัวเฉิงปรายตามองเจ้านายเล็กน้อย ก่อนเดินไปหยิบกล่องรองเท้าจากเบาะหลังส่งให้หลินเยว่ชิง
“คุณหลินลองคู่นี้ครับ”
เธอก้มดูรองเท้าผ้าใบที่ตัวเองสวม “ของฉันยังใช้ได้”
“พื้นเขาบางช่วงเป็นดินกับหินครับ” สือเยี่ยนโจวบอก “ลองก่อน ถ้าไม่พอดีก็ไม่ต้องใส่”
หลินเยว่ชิงเปิดกล่อง รองเท้าด้านในเป็นแบบเดินเขาพื้นหนากว่าเดิม เห็นขนาดข้างกล่องแล้วเธอก็เงยหน้าขึ้น
“ซื้อเผื่อ?”
“ครับ”
“เผื่อได้ตรงมากนะคะ”
สือเยี่ยนโจวหันไปทางหลัวเฉิง
ผู้ช่วยซึ่งกำลังเช็กถุงปฐมพยาบาลรับช่วงอย่างรวดเร็ว “ฝ่ายจัดซื้อเช็กขนาดให้ครับ”
“ฝ่ายจัดซื้อรู้ขนาดรองเท้าฉันด้วยหรือคะ”
หลัวเฉิงเงียบ
สือเยี่ยนโจวพูด “ผมบอก”
หลินเยว่ชิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนั่งเปลี่ยนรองเท้า “ถ้ากลับมาแล้วไม่ใช้ต่อ ฉันคืนค่ะ”
“เก็บไว้เถอะครับ”
“คิดเป็นค่าใช้จ่ายได้ค่ะ”
“รองเท้าคู่เดียวคงยังไม่ทำให้สือกรุ๊ปล้มครับ”
หลินเยว่ชิงผูกเชือกรองเท้าเสร็จพอดี “ถ้าล้มเพราะรองเท้าฉัน ฉันค่อยช่วยดูฮวงจุ้ยบริษัทให้ฟรีค่ะ”
หลัวเฉิงก้มหน้าปิดกระเป๋าอีกครั้ง
รถออกจากไห่เฉิงตรงเวลา
ระบบนำทางพาขึ้นทางด่วนตามเส้นทางปกติ หลัวเฉิงนั่งด้านหน้าเพื่อเช็กข้อมูลที่รวบรวมมาเมื่อคืน ส่วนหลินเยว่ชิงกับสือเยี่ยนโจวนั่งด้านหลัง
เธอหยิบยันต์สองแผ่นขึ้นมาลองอยู่ครั้งหนึ่ง กระดาษยังเย็นสนิทจึงเก็บกลับ
“ยังไกลค่ะ”
“ต้องเข้าใกล้ประมาณไหนถึงจะรู้ครับ”
“แต่ละคนไม่เท่ากันค่ะ ร่องรอยของคุณพ่อชัดกว่า ส่วนคุณแม่อ่อนมาก ต่อให้เข้าเขตชิงเฉิงแล้วก็อาจยังจับไม่ได้”
สือเยี่ยนโจวพยักหน้ารับ แล้วกลับไปอ่านเอกสารในโทรศัพท์
ระหว่างทางรถแวะจุดพักเพียงครั้งเดียว หลัวเฉิงกลับมาพร้อมกาแฟสองแก้วกับน้ำเปล่า หลินเยว่ชิงรับน้ำทันที
สือเยี่ยนโจวมองแก้วกาแฟในมือตัวเอง “ไม่ลองหรือครับ”
“เคยแล้วค่ะ”
“ไม่ชอบ?”
“ขม”
“บางคนกินเพราะอยากตื่น”
หลินเยว่ชิงเปิดขวดน้ำ “ถ้าต้องแลกความตื่นกับรสชาติแบบนั้น ฉันนอนต่อดีกว่าค่ะ”
คนขับหัวเราะออกมาเบา ๆ หลัวเฉิงส่งกาแฟอีกแก้วให้เจ้านายโดยไม่ร่วมวง
พอพ้นเที่ยง รถก็เข้าสู่เขตชิงเฉิง
ตึกสองข้างทางค่อย ๆ ลดจำนวนลงหลังออกจากเขตชุมชน พื้นที่ราบถูกแทนด้วยเนินสลับป่าเตี้ย แนวภูเขาอยู่ไกลออกไปจนเห็นเป็นชั้นสีหม่นใต้แดดบ่าย
หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ของพ่อของสือเยี่ยนโจวขึ้นมาวางบนฝ่ามืออีกครั้ง
รถผ่านแยกแรกไปไม่ถึงร้อยเมตร ขอบกระดาษด้านหนึ่งก็ยกขึ้น ก่อนคลายกลับเมื่อทิศรถเปลี่ยน
“ช้าหน่อยค่ะ”
คนขับผ่อนความเร็ว
เธอลองอีกครั้งตรงแยกถัดไป คราวนี้ขอบยันต์เอนไปทางถนนสายรองด้านซ้ายอย่างเห็นได้ชัด
“กลับไปแยกเมื่อกี้ค่ะ”
หลัวเฉิงเปิดแผนที่บนแท็บเล็ต “เส้นนี้ไปทางสันเขาอวิ๋นอิ่งครับ”
ชื่อพื้นที่ตรงกับข้อมูลชุดที่เขาคัดมาเมื่อคืน แต่ในเอกสารมีเพียงเขตโดยประมาณ ไม่มีตำแหน่งที่แน่นอนกว่านั้น
รถย้อนกลับแล้วเลี้ยวเข้าถนนสายรอง
จากสองเลนกว้าง ถนนค่อย ๆ แคบลงจนเหลือทางท้องถิ่นที่วิ่งเลียบเชิงเขา บ้านเรือนห่างกันมากขึ้น บางช่วงมีเพียงสวนกับพื้นที่รกร้างต่อกันยาว
หลินเยว่ชิงให้รถจอดตรงลานเล็กข้างทางเมื่อยันต์ร้อนขึ้นชัดเจน
ลมจากภูเขาพัดลงมาพร้อมกลิ่นดินชื้น เธอลงจากรถแล้วลองขยับตำแหน่งไปตามขอบลาน ความร้อนบนยันต์เปลี่ยนตามทิศที่หัน จนเมื่อยืนหันหน้าเข้าสันเขา กระดาษจึงอุ่นค้างอยู่ในมือ
“ทางนี้ค่ะ”
สือเยี่ยนโจวมองแนวเขา ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังยันต์อีกแผ่น
หลินเยว่ชิงหยิบขึ้นมาทดลองเองโดยไม่ต้องให้ถาม
กระดาษยังเย็น
เธอเปลี่ยนตำแหน่งอีกสองจุด ผลไม่ต่างกัน
“ร่องรอยคุณแม่ไม่ตอบจากบริเวณนี้ค่ะ”
สือเยี่ยนโจวเงียบไปครู่หนึ่ง
“งั้นเริ่มจากคุณพ่อก่อนครับ”
หลัวเฉิงเปิดท้ายรถ ทุกคนแบ่งน้ำกับของจำเป็นกันคนละส่วน ก่อนเดินเข้าเส้นทางเก่าที่ทอดเลียบเชิงเขา
ทางเก่ามีรอยคอนกรีตแตกร้าวกับหญ้าขึ้นแซม แต่เดินสะดวกกว่าที่คิด เจ้าหน้าที่เฉินนำหน้าและคอยดูพื้น หลินเยว่ชิงตรวจยันต์เฉพาะตรงทางแยกหรือเมื่อความร้อนเปลี่ยนทิศ
ช่วงแรกพวกเขาเดินเลียบไหล่เขาไปเรื่อย ๆ ด้านหนึ่งเป็นแนวต้นสน อีกด้านมองลงไปเห็นลำธารอยู่ต่ำกว่าถนนหลายเมตร
เกือบสี่สิบนาทีต่อมา ความอุ่นบนยันต์กลับจางลง
หลินเยว่ชิงหยุดตรงทางโค้ง แล้วเดินย้อนกลับไปประมาณสิบก้าว
กระดาษอุ่นขึ้นอีกครั้ง
เธอกลับมาจุดเดิม ความร้อนก็ลดลงเหมือนเดิม
“ร่องรอยออกจากถนนตรงนี้หรือครับ” สือเยี่ยนโจวถาม
หลินเยว่ชิงลงไปยืนบนพื้นดินข้างทาง หันตัวช้า ๆ ตามแนวเขา
ขอบกระดาษขยับไปทางลาดด้านล่าง
ชายที่ชำนาญพื้นที่ลงไปสำรวจก่อน ไม่นานก็กลับขึ้นมา “ด้านล่างมีแนวทางเก่าอยู่ครับ น่าจะเป็นทางคนเดินเข้าหาลำธาร ลงได้”
หลินเยว่ชิงเก็บยันต์ “ลงทางนั้นค่ะ”
ขอบถนนแคบจนคนเดินนำต้องลงไปลองเหยียบพื้นก่อนเรียกคนอื่นตาม หลินเยว่ชิงกำลังลงน้ำหนักบนกิ่งไม้ที่พาดร่องดิน เสียงสือเยี่ยนโจวก็ดังจากด้านหลัง
“ขวาครับ”
เธอเปลี่ยนเท้าไปอีกก้อน กิ่งไม้เดิมหักลงทันทีที่ไม่มีน้ำหนักกด
พอถึงพื้นด้านล่างจึงหันกลับไปถาม “เห็นได้ยังไงคะ”
“ตรงกลางกิ่งเป็นรูครับ”
หลินเยว่ชิงมองกิ่งที่หักอยู่ข้างเท้า “ตาดีค่ะ”
“ถือว่าเป็นคำชมแล้วกันครับ”
“ฉันชมจริง”
คราวนี้เขาเป็นฝ่ายเงียบไปเอง
หลัวเฉิงที่เดินอยู่ด้านหน้าบอกว่าถึงลำธารแล้ว ทั้งคู่จึงตามไปต่อ
น้ำใสไหลผ่านกรวดจนมองเห็นพื้นด้านล่าง หลินเยว่ชิงลองจับร่องรอยตรงริมน้ำ ความร้อนบนยันต์กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิม
เธอไม่ข้ามลำธาร แต่เดินเลียบฝั่งไปทางเหนือ
ประมาณร้อยกว่าเมตร ก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองทาง ด้านซ้ายยังเลียบลำน้ำต่อ ส่วนด้านขวาเป็นร่องน้ำแห้งแทรกเข้าไประหว่างเนิน เต็มไปด้วยกรวดมนกับเศษกิ่งไม้จากฤดูฝน
หลินเยว่ชิงยืนตรงกลางแล้วคลายมือออกเล็กน้อย
ยันต์พลิกขอบเข้าหาร่องน้ำด้านขวา
“ทางนี้ค่ะ”
คนด้านหน้าหายเข้าไปตรวจอยู่พักหนึ่ง ก่อนกลับมาบอกว่าทางค่อนข้างแคบแต่ยังเดินได้ พวกเขาจึงออกจากแนวลำธาร
ด้านในเงียบลงมาก เสียงน้ำค่อย ๆ ห่างออก เหลือเพียงเสียงรองเท้ากระทบกรวดกับใบไม้ที่ถูกลมพัดจากด้านบน อุณหภูมิในร่องเขาต่ำกว่าด้านนอกเล็กน้อยเพราะแทบไม่มีแดดส่องถึงพื้น
หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ขึ้นดูเป็นระยะ ความอุ่นคงที่จนเดินมาอีกพักหนึ่ง พื้นด้านหน้าก็ถูกปิดด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ล้มขวางร่องน้ำ รากทั้งแผงยกสูงขึ้นพร้อมดินแห้งซึ่งเกาะแน่นเป็นก้อน
ด้านล่างรากไม้มีช่องแคบพอให้คนก้มผ่านได้
เจ้าหน้าที่เดินไปดูทางซ้าย “อ้อมได้ครับ แต่ต้องปีนขึ้นเนินแล้ววกกลับลงมา”
หลินเยว่ชิงยังไม่เลือก เธอลองเดินออกไปทางนั้นเพียงไม่กี่ก้าว ความร้อนบนยันต์ลดลง เมื่อย้อนกลับมายืนหน้าช่องใต้รากไม้ มันก็ร้อนขึ้นอีกครั้ง
“ลอดตรงนี้ค่ะ”
หลัวเฉิงก้มมองช่อง “ผมเข้าไปดูก่อนครับ”
สือเยี่ยนโจววางกระเป๋าในมือลง “ผมไปเอง”
หลินเยว่ชิงหันไป “ต่างกันตรงไหนคะ”
“คุณหลัวถืออุปกรณ์เยอะกว่า”
หลัวเฉิงมองกระเป๋าของตัวเองซึ่งมีมากกว่าจริง จึงไม่ได้แย้ง
สือเยี่ยนโจวถอดเสื้อนอกพาดไว้บนกระเป๋า แล้วย่อตัวลอดผ่านช่องใต้รากไม้ไปก่อน เสียงกรวดขยับดังอยู่ไม่กี่ครั้ง จากนั้นเสียงเขาก็ดังกลับมา
“พื้นอีกฝั่งเดินได้ครับ ระวังหัวตอนออก”
หลินเยว่ชิงก้มตัวตามเข้าไป
ช่องใต้รากไม้ยาวเพียงไม่กี่ก้าว แต่ด้านในมืดจนต้องใช้มือแตะพื้นช่วยประคอง ช่วงสุดท้ายเธอกำลังจะเงยหัวขึ้น สือเยี่ยนโจวก็ยื่นมือมาบังรากแหลมเหนือศีรษะไว้ก่อน
“ต่ำครับ”
เธอเบี่ยงหลบแล้วออกมายืนอีกฝั่ง ทันทีที่ลุกขึ้น ยันต์ซึ่งเก็บอยู่ในกระเป๋าเสื้อก็ร้อนวาบจนสัมผัสได้ผ่านเนื้อผ้า
หลินเยว่ชิงหยิบมันออกมา
ปลายกระดาษสั่นอยู่ในมือ ทั้งที่ด้านหลังรากไม้แทบไม่มีลม
เธอหันตามทิศที่มันตอบสนอง
ด้านหน้ามีแนวป่าลาดขึ้นไปอีกช่วงหนึ่ง พื้นที่ระหว่างต้นไม้แคบและมองไม่เห็นเส้นทางชัด แต่ความร้อนบนยันต์ไม่ลดลงอีก
สือเยี่ยนโจวตามสายตาเธอไป
“ใกล้ขึ้นหรือครับ”
หลินเยว่ชิงพับยันต์กลับอย่างระมัดระวัง
“ชัดกว่าทุกจุดที่ผ่านมา”
หลัวเฉิงกับอีกสองคนทยอยลอดตามมา สือเยี่ยนโจวหยิบเสื้อนอกกลับมาสวม ก่อนรับกระเป๋าจากผู้ช่วย
หลินเยว่ชิงมองแนวต้นไม้ข้างหน้าอีกครั้ง
“ไปต่อค่ะ”