LNCrawler

70

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

70

เรื่องงูเมื่อช่วงเช้ากลายเป็นเรื่องให้พูดถึงได้อีกพักใหญ่ แม้จะเดินพ้นบริเวณนั้นมาไกลแล้ว เจ้าหน้าที่ภาคสนามคนหนึ่งก็ยังอดเหลือบมองกระเป๋าของหลินเยว่ชิงไม่ได้

พอถูกจับได้เป็นครั้งที่สาม เจ้าตัวจึงไม่คิดปิดบังอีก

“คุณหลินครับ ยันต์เมื่อกี้ ถ้าเอาไว้ใช้ที่บ้านจะทำได้ไหม”

“บ้านคุณมีงูเยอะหรือคะ”

“หลังบ้านติดสวนครับ เข้าหน้าฝนทีไรต้องเรียกคนมาจับทุกปี ถ้ามีของที่ทำให้มันไม่เข้ามาใกล้ก็น่าจะสะดวกกว่า”

หลินเยว่ชิงนึกถึงอักขระที่เพิ่งใช้เมื่อเช้า “แบบนั้นเขียนทิ้งไว้นานไม่ได้ค่ะ พลังจะจางเร็ว ถ้าจะเอาไว้ใช้ที่บ้านต้องเปลี่ยนวิธีลงอักขระอีกหน่อย”

“แปลว่าทำได้?”

คนถามรอบนี้กลับเป็นหลัวเฉิง

หลินเยว่ชิงหันไป “บ้านคุณก็มีสวนหรือคะ”

“ไม่มีครับ”

“เคยมีงูเข้าบ้าน?”

“ยังครับ”

“แล้วจะเอาไปทำอะไร”

หลัวเฉิงตอบอย่างไม่เห็นว่ามีอะไรแปลก “เตรียมไว้ก่อนครับ”

เจ้าหน้าที่ภาคสนามหัวเราะ “คุณหลัวครับ ผมเป็นคนถามก่อนนะ”

“ผมไม่ได้แย่งของคุณครับ คุณหนึ่งแผ่น ผมหนึ่งแผ่น”

“ฉันยังไม่ได้ตกลงจะเขียนให้ใครเลยค่ะ”

สองคนที่กำลังหารือเรื่องจำนวนยันต์เงียบลงพร้อมกัน หลินเยว่ชิงส่ายหน้าแล้วเดินต่อ แต่ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงเปิดสมุดจากด้านหลัง พอหันไป หลัวเฉิงกำลังจดอะไรอยู่จริง ๆ

“คุณหลัว”

“ครับ”

“จดอะไรคะ”

“เจ้าหน้าที่เฉินหนึ่งแผ่น ของผมหนึ่งแผ่นครับ จะได้ไม่ลืม”

หลินเยว่ชิงมองหน้ากระดาษ แล้วมองเจ้าของสมุด “ตอนเช้ายังใช้จดเส้นทางอยู่เลยนะคะ”

“หน้าเดียวกันยังเหลือที่ครับ”

สือเยี่ยนโจวซึ่งเดินตามมาด้านหลังเอ่ยขึ้น “ไว้ลงเขาแล้วค่อยเปิดรับคำสั่งซื้อเถอะครับ”

หลัวเฉิงปิดสมุดทันที “ครับ”

คราวนี้หลินเยว่ชิงไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่างเจ้านายกับผู้ช่วย ใครเป็นคนส่งเสริมเรื่องนี้มากกว่ากัน

ช่วงบ่ายทางเดินสลับระหว่างพื้นสนเรียบกับรากไม้และหินที่ต้องอ้อม ร่องรอยบนยันต์เปลี่ยนทิศสองครั้ง แต่ยังนำพวกเขาลึกเข้าไปในสันเขาอวิ๋นอิ่ง

ใกล้บ่ายสาม เจ้าหน้าที่เฉินซึ่งเดินนำอยู่ชะลอฝีเท้าลง เขาไม่ได้มองพื้นเหมือนทุกครั้ง แต่เงยหน้าขึ้นไปทางยอดไม้ ลมซึ่งพัดมาตามแนวเขาตลอดครึ่งวันเริ่มเปลี่ยนทิศ ใบไม้ด้านบนพลิกให้เห็นสีอ่อนพร้อมกันหลายต้น

“ฝนน่าจะมาเร็วครับ”

หลัวเฉิงมองท้องฟ้าระหว่างช่องใบไม้ “ตอนนี้ยังสว่างอยู่เลย”

“บนเขาเปลี่ยนเร็วครับ ดูเมฆฝั่งนั้น”

แนวเมฆสีเทาเข้มกำลังเคลื่อนข้ามยอดเขาจากด้านตะวันตก เจ้าหน้าที่อีกคนจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยเห็นชะง่อนหินขนาดใหญ่ จึงพาทุกคนเบี่ยงจากแนวร่องรอยไปไม่ไกลนัก

ฝนเทลงมาไม่นานหลังทุกคนหลบเข้าใต้ชายหิน ลมพัดละอองเข้ามาด้านใน เจ้าหน้าที่เฉินจึงช่วยคนอื่นขยับกระเป๋าให้พ้นแนวฝน

หลินเยว่ชิงเช็ดหยดน้ำบนมือ ก่อนหยิบยันต์ตามร่องรอยออกมาเป็นอย่างแรก

เธอกดมุมกระดาษไว้ไม่ให้ลมพัด แล้วส่งปราณลงไปเพียงเล็กน้อย ทิศทางยังเหมือนก่อนหลบฝนจึงไม่ได้คิดอะไร แต่พอเวลาผ่านไปพักหนึ่งและลองอีกครั้ง ความร้อนบนกระดาษกลับชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เธอลองเป็นครั้งที่สาม

คราวนี้แม้ไม่ส่งปราณเพิ่ม ความอุ่นก็ยังคงอยู่

สือเยี่ยนโจวนั่งอยู่ไม่ไกล เห็นเธอตรวจซ้ำหลายรอบจึงถาม “มีอะไรเปลี่ยนหรือครับ”

หลินเยว่ชิงไม่ได้ตอบทันที เธอรออีกครู่แล้วลองอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ

“เขากำลังเข้ามาใกล้ค่ะ”

สีหน้าของสือเยี่ยนโจวเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่สายตาจับอยู่ที่ยันต์ในมือเธอทันที

หลัวเฉิงขยับเข้ามา “คุณแน่ใจหรือครับ”

“ค่ะ พวกเราหยุดอยู่ตรงนี้มาพักหนึ่งแล้ว แต่ร่องรอยกลับแรงขึ้นเอง เขาน่าจะกำลังเคลื่อนมาทางเรา”

“ระยะห่างเหลือแค่ไหนครับ”

“ฉันยังบอกเป็นระยะไม่ได้ แต่สั้นลงเร็วกว่าที่คิดไว้เมื่อคืนมาก”

หลินเยว่ชิงส่งปราณลงไปอีกครั้งเพื่อจับทิศให้ชัด ทว่าอากาศเย็นและการใช้พลังต่อเนื่องทำให้ปลายนิ้วเริ่มชา เธอเพิ่งกำมือเข้าหากัน มือของอีกคนก็ยื่นมาตรงหน้า

สือเยี่ยนโจวไม่ได้พูดอะไรยืดยาว เพียงวางมือหงายไว้ใกล้ ๆ

“ใช้ไหมครับ”

หลินเยว่ชิงมองอยู่ครู่หนึ่ง “ยังไหวค่ะ”

“มือคุณเย็นแล้ว”

“พักเดี๋ยวก็หาย”

“ถ้ารอให้หายเอง แล้วเราจะทดลองครั้งก่อนกันไปทำไมครับ”

เธอหาเหตุผลเถียงไม่ได้ เพราะการทดลองที่ห้องเช่าพิสูจน์ไปแล้วว่า เมื่อสัมผัสโดยตรง ปราณม่วงทองของเขาเข้าสู่เส้นชีวิตของเธอเร็วกว่าเพียงอยู่ใกล้กันมาก

หลินเยว่ชิงจึงวางมือลง

ความอุ่นแทรกผ่านฝ่ามือทันที ปลายนิ้วที่เย็นจนชาเริ่มกลับมามีความรู้สึก เธอใช้ปราณส่วนที่เพิ่มขึ้นตรวจยันต์อีกครั้ง คราวนี้ทิศทางนิ่งกว่าก่อนหน้าอย่างชัดเจน

“ชัดขึ้นไหมครับ”

“ค่ะ”

เธอยังคงมองกระดาษอยู่ สือเยี่ยนโจวจึงไม่ได้ขยับมือออก

เวลาผ่านไปอีกครู่ เสียงเขาก็ดังขึ้นเหนือเสียงฝน

“ครั้งนี้ไม่จับเวลาหรือครับ”

หลินเยว่ชิงชะงัก

สายตาเลื่อนจากยันต์ลงมาที่มือของตัวเอง ซึ่งยังวางอยู่บนฝ่ามือเขาเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“ไม่ได้ทดลองนี่คะ”

“ครับ”

“แล้วถามทำไม”

“เห็นครั้งก่อนคุณจริงจังกับสิบวินาทีมาก”

เธอดึงมือกลับ “พอแล้วค่ะ”

สือเยี่ยนโจวไม่ได้พูดอะไรต่อ หลินเยว่ชิงเองก็รีบเก็บยันต์ลงถุงผ้า แต่ตอนหยิบกล่องชาดจากกระเป๋า เธอกลับเปิดผิดช่องถึงสองครั้ง ทั้งที่ของชิ้นนั้นอยู่ตำแหน่งเดิมมาตลอดทาง

หลัวเฉิงกำลังเช็ดแท็บเล็ตอยู่ใกล้ ๆ จึงถาม “หาอะไรหรือครับ”

“ชาดค่ะ”

เขามองกระเป๋าในมือเธอ “กล่องแดงอยู่ด้านซ้ายครับ”

“เห็นแล้วค่ะ”

หลัวเฉิงพยักหน้าแล้วกลับไปสนใจหน้าจอต่อโดยไม่รู้ว่าเพิ่งทำให้เจ้าของกระเป๋าอยากปิดมันแรงกว่าเดิมเล็กน้อย

เห็นเสื้อทุกคนชื้นจนเริ่มหนาว หลินเยว่ชิงจึงเขียนยันต์ให้ความอุ่นหนึ่งแผ่นและวางบนก้อนหินกลางที่พัก กลิ่นชาดจาง ๆ ลอยออกมาพร้อมความร้อนที่แผ่ผ่านชายผ้าเปียก

หลัวเฉิงจับแขนเสื้อตัวเองดู มืออีกข้างขยับไปแตะกระเป๋าเสื้อซึ่งมีสมุดเล่มเดิมอยู่

หลินเยว่ชิงเห็นก่อน

“อันนี้ไม่รับจองค่ะ”

มือของเขาหยุดอยู่ตรงนั้น “ผมยังไม่ได้พูดอะไรครับ”

“แต่คุณกำลังจะหยิบสมุด”

เจ้าหน้าที่เฉินหัวเราะออกมา ส่วนสือเยี่ยนโจวหันไปอีกทางแต่ไหล่ขยับเล็กน้อย

“ยันต์นี้ต้องใช้ปราณกระตุ้นค่ะ เอากลับไปบ้านก็ทำอะไรไม่ได้”

หลัวเฉิงยอมเอามือออกจากกระเป๋า “เข้าใจแล้วครับ”

“ดีค่ะ”

ฝนยังลงหนักต่ออีกเกือบชั่วโมง ก่อนจะค่อย ๆ เบาจนเหลือเสียงหยดน้ำจากปลายใบไม้ หลินเยว่ชิงตรวจร่องรอยอีกครั้ง ความร้อนบนกระดาษเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

“ระยะสั้นลงอีกค่ะ”

สือเยี่ยนโจวถาม “จากที่เมื่อคืนคุณบอกว่าเร็วที่สุดสองวัน ตอนนี้ล่ะครับ”

“ถ้าเขายังเคลื่อนมาทางนี้ต่อ อาจไม่ถึงค่ะ”

“วันนี้มีโอกาสไหม”

“มี แต่ฉันไม่รับปากนะคะ ถ้าเขาเปลี่ยนทิศอีกก็ต้องคำนวณใหม่”

คำตอบเท่านั้นก็ทำให้หลัวเฉิงปิดแท็บเล็ตแล้วเริ่มเก็บของทันที

หลังฝน ทางเดินลื่นกว่าเดิม ทุกคนจึงใช้เส้นทางที่เจ้าหน้าที่เลือกมากกว่าการตัดตรงตามทิศยันต์ พวกเขายอมอ้อมบางช่วงเพื่อไม่ต้องเสี่ยงพื้นดินที่อุ้มน้ำจนทรุดง่าย แล้วค่อยวกกลับเข้าแนวร่องรอยอีกครั้ง

ครั้งนี้แทบไม่ต้องลองหลายทิศ ความร้อนบนยันต์ชัดขึ้นตามระยะทางที่เดิน

เดินต่ออีกสองชั่วโมง แนวสนเปลี่ยนเป็นดงไผ่หนาทึบ แสงเย็นลอดลงมาเป็นเส้นแคบ ๆ ใบไผ่เปียกฝนยุบใต้รองเท้า

หลินเยว่ชิงเพิ่งก้าวเข้าไปไม่กี่สิบเมตร ยันต์ในกระเป๋าก็ร้อนขึ้นจนรู้สึกได้โดยไม่ต้องหยิบออกมา

“ใกล้แล้วค่ะ”

ทุกคนลดเสียงและเดินช้าลงเอง

เสียง กึก ดังจากเนินด้านขวา

ท่อนไผ่แห้งยาวเกือบครึ่งแขนตกลงกระแทกพื้นตรงหน้าคนที่เดินนำ ห่างจากรองเท้าไม่ถึงหนึ่งเมตร เจ้าหน้าที่เฉินหยุดทันที

ปลายไผ่มีรอยตัดสด

“ข้างบนมีคนครับ”

ยังไม่ทันพูดจบ ท่อนไผ่อีกชิ้นก็ถูกโยนลงมา คราวนี้ตกขวางทางด้านซ้าย เห็นได้ชัดว่าคนด้านบนไม่ได้เล็งใส่ตัวใคร แต่กำลังพยายามกันไม่ให้พวกเขาขึ้นไป

หลัวเฉิงยกมือให้คนด้านหลังหยุด ส่วนเจ้าหน้าที่เฉินเงยหน้ามองผ่านแนวไผ่

“พวกเราไม่ได้มาทำร้ายคุณครับ”

ไม่มีคำตอบ

หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ออกมา

กระดาษร้อนจนแทบลวกปลายนิ้ว

ร่องรอยอยู่ใกล้กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เธอหันตามทิศที่มันชี้ แล้วเห็นเงาร่างหนึ่งอยู่ระหว่างลำไผ่บนเนิน

ชายคนนั้นสูงแต่ผอมจนเสื้อบนตัวดูหลวม ผมยาวยุ่งตกลงมาปิดครึ่งหน้า หนวดเคราขึ้นรก เสื้อผ้าถูกเย็บปะหลายชั้นจนมองไม่ออกว่าเดิมเป็นแบบใด ท่อนล่างยังมีผืนหนังสัตว์เก่าพันทับกางเกงที่ขาดตรงเข่า มือหนึ่งถือกระบอกไม้ไผ่ อีกมือกำมีดสั้นเก่า ๆ ไว้แน่น

เขาไม่ได้ดูเหมือนคนซึ่งเพิ่งหลงป่าไม่กี่วัน

ทันทีที่เห็นคนแปลกหน้าหลายคน ชายบนเนินถอยหลังและยกท่อนไผ่ขึ้นมาอีกชิ้น แสดงชัดว่าไม่ต้องการให้ใครเข้าใกล้

เจ้าหน้าที่เฉินลดมือที่ถือไม้เดินเขาลงแล้วพูดช้า ๆ “พวกเรามาตามหาคนครับ ไม่ได้จะทำอะไรคุณ”

ชายคนนั้นยังไม่ตอบ

สายตาของเขากวาดผ่านทีละคน ก่อนหยุดอยู่ที่สือเยี่ยนโจว

มือซึ่งถือกระบอกไม้ไผ่เกร็งขึ้นทันที

สือเยี่ยนโจวเองก็หยุดนิ่ง

ระยะห่างกับเส้นผมที่ปิดหน้าเกือบครึ่งทำให้ไม่มีทางมองรายละเอียดได้ครบ แต่คนบนเนินเพียงยืนอยู่ตรงนั้น เขาก็ไม่อาจละสายตาได้

“พ่อ...”

เสียงเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงน้ำที่ยังหยดจากใบไผ่

ชายบนเนินสะดุ้งราวกับได้ยินชัดกว่าทุกคน

เขาถอยอีกก้าว แล้วขว้างท่อนไผ่ที่ถืออยู่ลงตรงทางขึ้น ก่อนหมุนตัวหนีเข้าไปด้านใน

“เดี๋ยวก่อน!”

สือเยี่ยนโจวพุ่งตามแทบจะทันที

“คุณสือ รอก่อนครับ!”

เสียงหลัวเฉิงดังตามหลัง “อย่าไปคนเดียว!”

แต่สือเยี่ยนโจวขึ้นเนินไปหลายก้าวแล้ว

หลินเยว่ชิงเก็บยันต์เข้ากระเป๋าแล้ววิ่งตาม เธอหันกลับไปบอกคนด้านหลังขณะยังไม่ลดฝีเท้า

“ตามมาให้ทันก็พอค่ะ อย่าแยกกัน!”

ชายบนเนินรู้พื้นที่ดีกว่าพวกเขามาก เพียงไม่กี่อึดใจก็หายเข้าไปหลังแนวไผ่ สือเยี่ยนโจวตามติดโดยแทบไม่สนใจพื้นลื่นจากฝน

หลินเยว่ชิงเร่งฝีเท้าขึ้นไป

เสียงไผ่เสียดสีกันดังอยู่เหนือศีรษะ ขณะที่เสียงฝีเท้าของคนสามกลุ่มไล่ต่อกันลึกเข้าไปด้านใน