74
74
เมื่อหลินเยว่ชิงแน่ใจว่าแผลที่น่องไม่ตึงขึ้น ทุกคนก็ออกเดิน เจ้าหน้าที่เฉินเลือกทางเก่าที่อ้อมกว่าแต่พื้นมั่นคง ไม่ต้องคอยหยุดดูยันต์ทุกทางแยกเหมือนขามา
สือหมิงเซวียนยังคงสะพายกระเป๋าของหลินเยว่ชิงไว้เอง สือเยี่ยนโจวลองขอรับไปถือแทนตอนขึ้นเนินอยู่ครั้งหนึ่ง แต่พ่อเพียงหันตัวหลบแล้วเดินต่อ เขาจึงเลิกแย่ง อย่างน้อยกระเป๋าไม่ได้หนัก และตลอดช่วงเช้าสือหมิงเซวียนก็ยังเดินได้โดยไม่มีอาการผิดปกติ
ใกล้บ่าย ป่าเริ่มโปร่งจนมองเห็นแนวเขาอีกฝั่งผ่านช่องไม้ได้ สัญญาณโทรศัพท์ซึ่งหายไปหลายวันกลับมาเพียงหนึ่งขีด หลัวเฉิงลองเดินหาจุดที่รับสัญญาณได้ดีกว่าเดิม ก่อนรายงานว่าสามารถโทรออกได้เป็นช่วง ๆ
สือเยี่ยนโจวจึงบอก “ติดต่อจ้าวเหวินซิวให้ผมหน่อยครับ แจ้งว่ามีผู้ป่วยสะสมพิษหลายชนิดมานาน ให้เขาเตรียมตรวจทันทีที่เราออกจากเขตภูเขา”
หลัวเฉิงรับคำแล้วแยกไปโทร จ้าวเหวินซิวเป็นแพทย์ที่สือเยี่ยนโจวไว้ใจเรื่องพิษและอาการซับซ้อน รายละเอียดอื่นค่อยคุยเมื่อพาคนออกจากป่าได้ ตอนนี้เพียงให้ปลายทางเตรียมพร้อมก็พอ
หลินเยว่ชิงกำลังจะบอกให้เดินต่อ แต่สือหมิงเซวียนกลับหยุดอยู่กลางทาง
เขายืนมองต้นไม้ใหญ่ข้างหน้าอยู่นาน ด้านหนึ่งของลำต้นมีรอยฟ้าผ่าเก่าเป็นทางดำตั้งแต่โคนขึ้นไปถึงกิ่ง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเหมือนเห็นภาพบางอย่างซ้อนทับขึ้นมา
“เยี่ยนโจว...ตอนเด็ก...”
เสียงขาดหายอยู่แค่นั้น มือหนึ่งก็ยกขึ้นกดขมับ ส่วนอีกมือกุมหน้าอกแน่น
สือเยี่ยนโจวเข้าไปรับตัวทันที “พ่อครับ ไม่ต้องนึกแล้ว”
หลินเยว่ชิงสังเกตเห็นชีพจรตรงลำคอของสือหมิงเซวียนเต้นแรงขึ้น จึงให้ทุกคนนั่งพักตรงพื้นที่ราบข้างทางก่อน เธอดึงข้อมือของเขามาตรวจ ยันต์ที่ผูกไว้ยังช่วยกดอาการได้ แต่ปราณข้างในกำลังเคลื่อนไหวผิดจากตอนเช้า
เธอรอจนสือหมิงเซวียนหายใจช้าลงแล้วค่อยตรวจอีกครั้ง คราวนี้ร่องอาคมที่กั้นความทรงจำไม่เหมือนเมื่อคืน บางส่วนที่เคยปิดแน่นเริ่มคลายออกเอง ความทรงจำเก่าจึงลอดขึ้นมาเป็นช่วง ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ แต่ทุกครั้งที่เรื่องเหล่านั้นผุดขึ้น อาคมใกล้หัวใจก็ถูกกระตุ้นตาม
สือเยี่ยนโจวเห็นเธอถอนมือออกจึงถาม “เมื่อคืนคุณบอกว่ายังไม่ควรแตะเรื่องความจำจนกว่าจะออกจากเขา”
“เมื่อคืนมันยังนิ่งค่ะ แต่ตอนนี้เริ่มเปิดเองแล้ว” หลินเยว่ชิงมองสือหมิงเซวียนซึ่งยังนั่งพิงต้นไม้อยู่ “ถ้าปล่อยไว้ ทุกครั้งที่คุณอาสือนึกอะไรขึ้นมา อาการเจ็บก็จะตามมาด้วย ฉันไม่คิดเปิดความทรงจำทั้งหมด แค่ช่วยให้ส่วนที่กำลังกลับมาไม่ต้องฝืนผ่านแรงกดเดิม”
“แล้วอาคมตรงหัวใจล่ะครับ”
“ยังไม่แตะค่ะ เรื่องนั้นต้องรอกลับไปตรวจร่างกายให้ละเอียดก่อน วันนี้ฉันจะจัดการแค่ตรงที่ทำให้ความทรงจำติดขัด ถ้าคุณอาสือเริ่มเจ็บมากกว่านี้ก็หยุดทันที”
สือเยี่ยนโจวมองพ่ออยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ต้องให้ผมช่วยอะไรครับ”
“นั่งตรงข้ามคุณอาสือก็พอค่ะ อย่าพยายามพูดเรื่องเก่าให้เขานึกตาม”
หลินเยว่ชิงจึงขยับไปนั่งในระดับเดียวกับสือหมิงเซวียน “คุณอาสือ เมื่อกี้นึกถึงอะไรขึ้นมาใช่ไหมคะ”
เขาใช้เวลานานกว่าจะตอบ “ลูก...เด็ก”
“ไม่ต้องตามต่อค่ะ ถ้ามันกลับมาเองก็ปล่อยให้มา แต่ไม่ต้องบังคับตัวเองให้นึก ฉันจะช่วยให้ตรงนี้เบาลงหน่อย ถ้าไม่สบายตรงไหนบอกฉันทันทีนะคะ”
สือหมิงเซวียนมองเธออย่างลังเล ก่อนยอมพยักหน้า
หลินเยว่ชิงหยิบกระจกทองแดงกับด้ายแดงออกมาจากกระเป๋า วางกระจกบนผ้าสะอาดตรงกลาง ให้สือเยี่ยนโจวนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพ่อ แล้วพันด้ายแดงรอบข้อมือเขาเพียงหนึ่งรอบ ความสัมพันธ์ทางสายเลือดมีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใช้เลือดหรือวิธีรุนแรงกว่านั้น ปราณม่วงทองของสือเยี่ยนโจวเพียงช่วยประคองเส้นพลังระหว่างที่เธอคลายอาคม
สือหมิงเซวียนมองกระจกกับด้ายแดงอย่างไม่ไว้ใจนักและขยับเข้าหาหลินเยว่ชิงเล็กน้อย เธอจึงบอกเขาอีกครั้ง
“แค่มองคุณสือไว้ก็พอค่ะ ไม่ต้องพยายามจำว่าเขาเป็นใคร”
สือหมิงเซวียนเหลือบมองลูกชาย ก่อนจะยอมนั่งนิ่ง
หลินเยว่ชิงวางปลายนิ้วบนข้อมือสือเยี่ยนโจว ดึงปราณม่วงทองมาเพียงเล็กน้อย แล้วส่งต่อผ่านด้ายแดงกับกระจกไปยังร่องอาคมที่กั้นความทรงจำของสือหมิงเซวียนไว้ ช่วงแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกฝ่ายเพียงมองหน้าลูกชายอยู่เงียบ ๆ จนไม่นานคิ้วก็เริ่มขมวด มือยกขึ้นแตะขมับเอง
หลินเยว่ชิงลดปราณลงทันที “เจ็บไหมคะ”
“นิด...หนึ่ง”
“งั้นไม่ต้องฝืนค่ะ มองเขาไว้เฉย ๆ ถ้าเริ่มเจ็บมากกว่านี้บอกฉันทันที”
สือหมิงเซวียนปล่อยมือจากขมับแล้วพยายามผ่อนลมหายใจ หลินเยว่ชิงจึงค่อย ๆ คลายปราณที่พันรอบผนึกทีละส่วน เธอไม่ได้ดึงความทรงจำออกมา เพียงเปิดทางตรงจุดที่มันติดขัดอยู่แล้ว ปราณสองด้านจึงไม่ปะทะกันแรงเหมือนก่อน
ผ่านไปพักหนึ่ง สือหมิงเซวียนเรียกชื่อออกมาเอง
“เยี่ยนโจว...”
สือเยี่ยนโจวตอบเบา ๆ “ครับ”
คนตรงหน้าจ้องเขาอยู่นาน หลายภาพเหมือนกำลังซ้อนเข้ามาในสายตา เด็กชายตัวเล็กวิ่งอยู่ในบ้าน มือเล็กเคยเกาะนิ้วเขา เสียงเรียกดังจากปลายระเบียง ภาพเหล่านั้นไม่ได้ต่อเนื่อง แต่ใบหน้าของเด็กกลับค่อย ๆ ซ้อนเข้ากับชายวัยผู้ใหญ่ตรงหน้า
“ลูก...โตขนาดนี้แล้วหรือ”
สือเยี่ยนโจวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบ “หลายปีแล้วครับ”
สือหมิงเซวียนยังมองเขาอยู่ จนความเจ็บเริ่มกลับมาที่หน้าอก หลินเยว่ชิงจึงแตะยันต์ตรงข้อมือแล้วลดปราณทั้งหมดลง
“พอแค่นี้ก่อนค่ะ ไม่ต้องตามภาพต่อ”
เธอปลดด้ายแดงออก เก็บกระจกกลับเข้ากระเป๋า แล้วปล่อยให้สือหมิงเซวียนนั่งพักจนลมหายใจกลับมาเป็นปกติ
สือเยี่ยนโจวมองพ่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามหลินเยว่ชิง “จากนี้ต้องทำอะไรต่อครับ”
“ไม่ต้องทำอะไรค่ะ ที่เหลือปล่อยให้คุณอาสือนึกขึ้นมาเอง อย่าเร่งถามเรื่องเก่า ถ้านึกแล้วเริ่มเจ็บก็หยุด วันนี้แค่ให้ความทรงจำกลับมาได้โดยไม่ต้องฝืนก็พอ”
สือหมิงเซวียนลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขามองลูกชายโดยไม่หลบเหมือนก่อน มือหยาบยกขึ้นช้า ๆ แตะข้างแก้มสือเยี่ยนโจว ไล่สายตาตั้งแต่คิ้ว ดวงตา จนถึงกรอบหน้าที่ต่างจากเด็กในความทรงจำไปมาก
“เยี่ยนโจว”
“ครับพ่อ”
“ลูกจริง ๆ...”
สือเยี่ยนโจวจับมือที่แตะแก้มตัวเองไว้ “ผมเองครับ”
สือหมิงเซวียนมองเขาอีกพักหนึ่ง ก่อนยกมืออีกข้างขึ้นประมาณระดับอก “ตอนพ่อไป ลูกยังสูงแค่นี้”
“ตอนนี้ผมโตแล้วครับ”
คำตอบทำให้เขานิ่งไปนานกว่าจะพยักหน้า
จากนั้นสือหมิงเซวียนจึงสังเกตเห็นหลินเยว่ชิงซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล เขาจำเธอได้จากเรื่องเมื่อวาน จำได้ว่าเธอคว้ามือเขาไว้ตอนเกือบตกจากร่องดิน จำอาหาร น้ำ และยันต์ที่ช่วยกดความเจ็บ แต่ความทรงจำเก่าของเขายังไม่มีเธออยู่ในนั้น
“เธอ...ชื่ออะไร”
“หลินเยว่ชิงค่ะ”
สายตาของเขาเลื่อนลงไปที่ผ้าพันแผลตรงน่อง “เมื่อวาน...ขอบคุณ”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณอาสือ”
คำเรียกนั้นทำให้สือหมิงเซวียนมองเธอเพิ่มอีกนิด แต่ยังไม่ได้ถามต่อ หลินเยว่ชิงเองก็ไม่คิดอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสือเยี่ยนโจวในตอนนี้ คนเพิ่งได้ความทรงจำกลับมาบางส่วนมีเรื่องมากพอให้จัดการอยู่แล้ว
พวกเขานั่งพักกันอีกครู่ สือหมิงเซวียนจึงถามขึ้นเองว่า “ที่นี่ที่ไหน”
สือเยี่ยนโจวบอกชื่อสันเขาอวิ๋นอิ่ง และเล่าเพียงสั้น ๆ ว่าพวกเขาตามหาจนพบเขาอยู่ในป่า เมื่อรู้ว่าตัวเองหายจากบ้านไปหลายปี สือหมิงเซวียนก็นิ่งไปนาน ก่อนถามด้วยเสียงแหบ
“บ้านเรายังอยู่ไหม”
“อยู่ครับ”
เขาผ่อนลมหายใจลงเล็กน้อย แต่ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ถามอีกคำ
“แล้วแม่ล่ะ?”
สือเยี่ยนโจวหยุดพูด
หลินเยว่ชิงเองก็ไม่เร่งถามต่อ ปล่อยให้สือหมิงเซวียนนั่งนิ่งอยู่แบบนั้น จนความทรงจำอีกช่วงค่อย ๆ ผุดขึ้นมาเอง
มือบนเข่ากำแน่นขึ้น
“วันนั้นพวกมันแยกพ่อกับแม่ของลูกออกจากกัน” เขาพูดช้า ๆ “พ่อถูกพามาทางนี้...ส่วนเธอถูกลากไปอีกทาง”
สือเยี่ยนโจวขยับเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้ถามทันที เขารอจนพ่อหายใจเป็นปกติจึงเอ่ยเบา ๆ
“ตอนที่แยกกัน แม่ยังเป็นยังไงบ้างครับ”
สือหมิงเซวียนหลับตาอยู่พักหนึ่ง “ยังมีชีวิตอยู่ พ่อจำได้ว่าเธอยังเรียกชื่อพ่อ”
มือของสือเยี่ยนโจวกำแน่นขึ้น แต่ยังไม่ขัดจังหวะ
“หลังจากนั้นพ่อไม่เห็นเธออีก พวกมันพาไปคนละทาง”
สีหน้าของสือหมิงเซวียนเริ่มซีด หลินเยว่ชิงจึงแตะยันต์ตรงข้อมือเบา ๆ เพื่อช่วยกดอาการ
“พอแค่นี้ก่อนค่ะ คุณอาสือ ไม่ต้องบังคับตัวเองให้นึกต่อ”
คราวนี้เขายอมเงียบ แต่ยังจับแขนลูกชายไว้แน่น
สิ่งที่จำได้สอดคล้องกับร่องรอยจากหวีที่หลินเยว่ชิงเคยตรวจ อย่างน้อยในวันที่ถูกแยกจากกัน แม่ของสือเยี่ยนโจวยังมีชีวิต และจนถึงครั้งล่าสุดที่เธอตามร่องรอย เจ้าของหวีก็ยังไม่ตาย เพียงอ่อนแรงมากจนไม่สามารถจับทิศได้
สือหมิงเซวียนนั่งเงียบอีกพักหนึ่ง ก่อนบีบแขนลูกชายแน่นขึ้น
“ต้องหาแม่ของลูก”
สือเยี่ยนโจวจับมือนั้นไว้ “ครับ เรากำลังหาอยู่”
“พ่อไม่รู้ว่าเธออยู่ไหน”
“ไม่เป็นไรครับ เราจะหาให้เจอ”
สือหมิงเซวียนพยายามลุกทันที หลินเยว่ชิงจึงต้องห้ามไว้
“คุณอาสือ ใจเย็นก่อนค่ะ วันนี้เราต้องออกจากเขาให้ได้ เรื่องตามหาเธอยิ่งรีบก็ยิ่งต้องให้ร่างกายคุณอาสือไหว ไม่อย่างนั้นยังไม่ทันช่วยใคร คุณอาสือจะล้มเสียก่อน”
เขาหันไปมองลูกชาย
สือเยี่ยนโจวช่วยพูด “ฟังเยว่ชิงก่อนครับ เราออกไปจากที่นี่ แล้วค่อยตามหาแม่ต่อ”
สือหมิงเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมนั่งพักตามเดิม
หลินเยว่ชิงรอจนร่องอาคมใกล้หัวใจของสือหมิงเซวียนสงบ ก่อนให้ทุกคนเดินต่อ เขายังสะพายกระเป๋าเธออยู่ แต่หันไปเดินใกล้ลูกชายบ่อยขึ้น สือเยี่ยนโจวจึงชะลอฝีเท้ารอโดยไม่เร่งให้พ่อนึกอะไรเพิ่ม
เมื่อทางลาดเริ่มต่ำลง สือหมิงเซวียนเรียกเขาขึ้นเอง
“เยี่ยนโจว”
“ครับพ่อ”
“กลับไปแล้ว...พาพ่อไปหาแม่”
สือเยี่ยนโจวหันมองพ่อ ก่อนตอบโดยไม่รีบร้อน
“ครับ เราจะตามหาแม่ต่อด้วยกัน”
สือหมิงเซวียนพยักหน้า มือข้างหนึ่งแตะแขนลูกชายไว้ครู่หนึ่ง ก่อนทั้งคู่จะเดินตามเจ้าหน้าที่เฉินลงเนินต่อไป