LNCrawler

79

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

79

หลังลงทะเบียน ทั้งคู่เดินเข้าไปยังลานรับบริจาค โต๊ะแยกหนังสือ เสื้อผ้า ยา และอุปกรณ์การเรียนออกจากกัน อาสาสมัครคัดของก่อนส่งเข้าเรือนเก็บ ส่วนผู้ร่วมงานที่บริจาคเงินเลือกช่วยค่าอาหาร ค่าเรียน หรือค่ารักษาได้

หลินเยว่ชิงยังจำทิศที่หวีตอบสนองเมื่อครู่ได้ดี ร่องรอยมาจากเขตด้านหลังอาราม แต่ทางนั้นมีคนคุมอยู่ตลอด เธอจึงเดินตามกลุ่มผู้ร่วมงานเข้าไปก่อน ขณะเดียวกันก็สังเกตพื้นที่รอบตัวไปเรื่อย ๆ

เสียงเด็กดังมาจากอีกฝั่งของลาน กลุ่มเด็กหลายวัยกำลังช่วยแจกถุงหอมกับด้ายถักให้แขก เด็กโตคอยดูเด็กเล็ก บางคนพูดเก่งจนผู้ใหญ่อดยิ้มตามไม่ได้ ทว่าในกลุ่มเดียวกันกลับมีเด็กหลายคนที่เงียบจนสะดุดตา

เด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งถือกังหันกระดาษอยู่ในมือ เด็กอีกคนวิ่งเฉี่ยวจนกังหันหล่น เจ้าตัวยังยืนอยู่ที่เดิม สายตามองตรงไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้ยินเสียงของตก จนอาสาสมัครเดินเข้ามาจูงไปนั่งตรงม้านั่ง

หลินเยว่ชิงมองตาม ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังเด็กผู้ชายใกล้โต๊ะรับของบริจาค แล้วต่อไปยังเด็กอีกสองคนซึ่งนั่งอยู่ใต้ชายคา

สือเยี่ยนโจวเห็นเธอเงียบไปจึงลดเสียงลง “เด็กพวกนั้นผิดปกติหรือครับ”

“ค่ะ แต่ไม่ใช่เรื่องร่างกายอย่างเดียว” หลินเยว่ชิงพาเขาหลบออกจากทางเดินหลักเล็กน้อย “ส่วนวิญญาณของพวกเขาพร่องไป บางคนหายไม่มาก บางคนมากจนจิตกับร่างเชื่อมกันไม่เต็มที่ ถึงได้ตอบสนองช้ากว่าคนทั่วไป”

สือเยี่ยนโจวมองเด็กเหล่านั้นอีกครั้ง “เกิดขึ้นเองได้ไหม”

“ลักษณะแบบนี้ยากค่ะ”

ระฆังจากอาคารหลักดังขึ้นพอดี ผู้ร่วมงานเริ่มขยับเข้าหาพื้นที่กลางลาน เด็กที่ร่วมกิจกรรมถูกพาไปนั่งตามม้านั่งยาว ส่วนอาสาสมัครจัดทางให้ผู้สูงอายุกับครอบครัวที่พาเด็กเล็กมาด้วย

ไม่นานชายในชุดนักพรตสีเทาเข้มก็เดินออกมาจากอาคารด้านหน้า อายุราวปลายสี่สิบ รูปร่างสูงผอม ใบหน้าดูสงบและพูดกับอาสาสมัครที่เข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงสุภาพ คนรอบข้างเรียกเขาว่า นักพรตอวิ๋นเจิน และจากคำพูดที่ดังอยู่รอบตัวก็รู้ได้ไม่ยากว่าเขาคือเจ้าอารามชิงหยวน

อวิ๋นเจินกล่าวขอบคุณแขกสั้น ๆ ก่อนเดินลงมาคุยกับผู้สนับสนุน เด็กหลายคนวิ่งเข้าไปหาอย่างคุ้นเคย เจ้าหน้าที่ก็นำปัญหางานมาปรึกษา ภาพที่เห็นทำให้เขาดูเป็นผู้ดูแลที่ทุกคนเชื่อถือ

แต่สิ่งที่หลินเยว่ชิงเห็นกลับต่างออกไป

รอบตัวอวิ๋นเจินมีปราณของผู้ฝึกวิชาปะปนกับเงาสีเทาหม่นหลายชั้น เงาบางร่างเลือนจนแทบมองไม่เห็นใบหน้า บางร่างยังมีร่องเค้าของคนอยู่ และไม่ว่าอวิ๋นเจินจะเดินไปทางไหน เงาเหล่านั้นก็เคลื่อนตามไปติด ๆ

หลินเยว่ชิงแตะแขนสือเยี่ยนโจวแล้วพาเขาถอยออกจากทางที่อวิ๋นเจินกำลังเดินผ่านมา

เมื่ออยู่ห่างจากกลุ่มคนพอสมควร สือเยี่ยนโจวจึงถามว่า “คุณเห็นอะไรครับ”

“มีร่องของคนตายติดอยู่กับเขาหลายดวงค่ะ แล้วเด็กตรงนี้ก็มีปัญหามากกว่าที่เราเห็นตอนแรก” เธอเหลือบมองอาคารด้านหลังอาราม “คืนนี้เราควรอยู่ที่นี่ต่อ”

สือเยี่ยนโจวเข้าใจทันทีว่าการตามหาแม่เพียงอย่างเดียวไม่ใช่เรื่องเดียวที่หลินเยว่ชิงพบ “ร่องรอยแม่ผมก็ยังอยู่ด้านนั้น?”

“ค่ะ ยิ่งเข้ามาในอารามยิ่งชัด”

เขามองแนวเชือกซึ่งกั้นเขตภายใน “ถ้าอย่างนั้นต้องหาทางเข้าไป”

หลินเยว่ชิงพยักหน้าไปทางโต๊ะโครงการสุขภาพเด็ก “ก่อนเข้า เราต้องมีเหตุให้อยู่ที่นี่ได้นานกว่างานเช้านี้ก่อนค่ะ”

ป้ายระบุว่าอารามกำลังรวบรวมค่าตรวจสุขภาพ ยา และค่าเดินทางของเด็ก หลินเยว่ชิงชี้ให้สือเยี่ยนโจวดูว่า หากคิดบริจาคอยู่แล้ว ส่วนนี้ช่วยเด็กได้ตรงกว่ากล่องบริจาคทั่วไป

สือเยี่ยนโจวจึงเดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ประจำโต๊ะว่าเด็กในโครงการมีกี่คน และการตรวจสุขภาพประจำปีดำเนินไปถึงไหน

หญิงสาวผู้ดูแลเปิดแฟ้มตรวจรายชื่อ “เด็กที่พักอยู่ในอารามกับเด็กในพื้นที่รอบเขารวมกันร้อยกว่าคนค่ะ ปีนี้เพิ่งตรวจไปบางส่วน งบยังไม่พอครบทุกคน”

“ถ้าตรวจครบทั้งหมดหนึ่งรอบ ต้องใช้งบประมาณเท่าไรครับ”

อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบเปิดเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดู สือเยี่ยนโจวอ่านอยู่ไม่กี่นาทีก็บอกว่าจะสนับสนุนค่าตรวจสุขภาพให้ครบทุกคน โดยให้ทางโครงการส่งรายละเอียดโรงพยาบาล จำนวนเด็ก และค่าใช้จ่ายจริงมาให้บริษัทก่อนโอนเงิน

หลินเยว่ชิงหันมามอง “ฉันแค่บอกว่าตรงนี้น่าช่วยนะคะ”

“ผมก็ช่วยตรงนี้ครับ”

“ทั้งหมดเลย?”

“ถ้าตรวจเป็นชุดเดียวกัน จัดการง่ายกว่าครับ”

เธอรู้ว่าคุยต่อก็ไม่มีประโยชน์ จึงปล่อยให้คนของบริษัทจัดการเอกสารในภายหลัง

เรื่องผู้สนับสนุนค่าตรวจสุขภาพเด็กทั้งโครงการไปถึงคนดูแลงานอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักนักพรตหนุ่มคนหนึ่งก็เดินมาเชิญทั้งคู่ไปนั่งพักในศาลาด้านข้าง พร้อมบอกว่าอวิ๋นเจินจะเข้ามาพบหลังจัดการแขกกลุ่มหนึ่งเสร็จ

ศาลาอยู่ใกล้ทางเข้าส่วนด้านในกว่าลานกิจกรรมมาก พอหลินเยว่ชิงนั่งลง ความอุ่นจากหวีในกระเป๋าก็เพิ่มขึ้นทันที เธอจึงมั่นใจว่าทิศทางยังถูกต้อง เพียงยังไม่เหมาะจะหยิบของออกมาตรวจต่อหน้าคนของอาราม

อวิ๋นเจินเข้ามาหลังจากนั้นไม่นาน เขากล่าวขอบคุณเรื่องค่าตรวจสุขภาพเด็ก และถามว่าทั้งคู่เดินทางมาจากที่ใด

สือเยี่ยนโจวตอบเพียงว่ามาจากไห่เฉิงและมีธุระในหลิงโจว พอรู้ว่าทางอารามจัดกิจกรรมจึงแวะขึ้นมาดู

“เด็ก ๆ โชคดีมากครับที่ได้พบคนใจกว้างเช่นคุณ” อวิ๋นเจินหันไปทางหลินเยว่ชิง “เห็นผู้ดูแลบอกว่าคุณเป็นคนสนใจโครงการสุขภาพก่อนหรือครับ”

“ฉันเห็นเด็กบางคนดูไม่ค่อยแข็งแรงค่ะ เลยถามรายละเอียดไว้”

“เด็กหลายคนมีภูมิหลังค่อนข้างหนัก บางคนถูกทอดทิ้งตั้งแต่เล็ก บางคนมีโรคประจำตัว ส่วนเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการต้องใช้เวลาดูแลมากเป็นพิเศษ”

ระหว่างที่อวิ๋นเจินพูด เงาสีหม่นด้านหลังเขาขยับแรงขึ้น หนึ่งในนั้นเกือบซ้อนผ่านไหล่จนหลินเยว่ชิงเห็นใบหน้าซีดขาวอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนกลับไปเหมือนเดิม

เธอจึงถามต่อด้วยสีหน้าปกติ “ถ้ามีโอกาส ฉันอยากดูห้องพยาบาลกับพื้นที่เด็กสักหน่อย จะได้รู้ว่าขาดของอะไรอีกไหม”

อวิ๋นเจินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “วันนี้คนค่อนข้างเยอะ เขตพักของเด็กจึงจำกัดคนเข้า แต่ช่วงบ่ายผมให้คนพาไปดูส่วนห้องเรียน ห้องพยาบาล และเรือนด้านนอกได้ครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

หลังอวิ๋นเจินออกจากศาลา สือเยี่ยนโจวรอจนเสียงฝีเท้าห่างออกไปจึงถามว่า “คุณเห็นอะไรตอนเขาพูดถึงเด็ก?”

“เงาที่ตามเขาขยับค่ะ มีอย่างน้อยหนึ่งดวงที่ยังเห็นหน้าได้ชัด”

“เกี่ยวกับเด็ก?”

“ยังตอบไม่ได้ค่ะ ฉันต้องเห็นมากกว่านี้ก่อน”

พวกเขากลับไปยังลานกิจกรรมระหว่างรอช่วงบ่าย ผู้ร่วมงานทยอยมอบของและพูดคุยกับผู้ดูแลโครงการ เด็กโตช่วยอาสาสมัครขนหนังสือ ส่วนเด็กเล็กถูกพาไปกินอาหารตามเวลา

เด็กผู้หญิงที่ทำกังหันหล่นเมื่อเช้าเดินผ่านใกล้หลินเยว่ชิงอีกครั้ง ครั้งนี้ในมือมีถุงผ้าใบเล็ก เธอเดินช้ากว่าเด็กคนอื่นและแทบไม่มองสิ่งรอบตัว

หลินเยว่ชิงหยิบขนมชิ้นเล็กจากโต๊ะใกล้ ๆ ยื่นให้ “เอาไหมจ๊ะ”

เด็กมองขนมแต่ไม่ขยับ จนผู้ดูแลซึ่งเดินตามมาพูดว่า “รับไว้สิจ๊ะ”

มือเล็กจึงยื่นออกมาทันที

ปลายนิ้วสัมผัสกันเพียงครู่เดียว หลินเยว่ชิงก็รู้สึกถึงความเย็นซึ่งไม่ควรอยู่ในร่างเด็ก ช่องว่างในร่องวิญญาณชัดกว่าตอนมองจากระยะไกลมาก ความผิดปกติของเด็กจึงไม่ได้มาจากพัฒนาการทางร่างกายเพียงอย่างเดียว

เธอยิ้มให้แล้วปล่อยมือ “กินได้จ้ะ”

เด็กพยักหน้าตามคำของผู้ดูแล ก่อนเดินต่อไป

สือเยี่ยนโจวรอจนสองคนนั้นห่างออกจึงถามเบา ๆ “เหมือนที่คุณคิด?”

“ค่ะ วิญญาณหายไปบางส่วนจริง”

ช่วงบ่าย นักพรตหนุ่มคนเดิมกลับมารับทั้งคู่ไปดูพื้นที่ตามที่อวิ๋นเจินอนุญาต เขาพาไปห้องเรียน ห้องพยาบาลเล็ก และเรือนพักเด็กฝั่งนอก ทุกแห่งสะอาดและมีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำ การจัดของเป็นระเบียบจนดูเหมือนระบบดูแลเด็กทั่วไปที่ไม่มีอะไรน่าสงสัย

หลินเยว่ชิงคอยสังเกตความอุ่นจากหวีผ่านกระเป๋า ร่องรอยแรงขึ้นทุกครั้งที่ทางเดินวกไปทางทิศเหนือ จนเมื่อถึงปลายระเบียงก็เห็นประตูไม้สูงกั้นพื้นที่อีกชั้น ด้านหลังเป็นเรือนเก่าหลายหลังสร้างลดหลั่นตามไหล่เขา

นักพรตหนุ่มหยุดก่อนถึงประตู “จากตรงนี้เป็นเขตพักและพื้นที่ปฏิบัติของอาจารย์กับผู้ฝึกในอารามครับ แขกทั่วไปเข้าไม่ได้”

หลินเยว่ชิงมองแนวเรือนด้านหลังเพียงครู่เดียว “เข้าใจค่ะ”

เธอกับสือเยี่ยนโจวเดินกลับตามผู้นำทางโดยไม่ขอผ่านประตู ทว่าความร้อนจากหวีในกระเป๋าชัดเสียจนแทบไม่ต้องตรวจซ้ำ

พอกลับถึงศาลา สือเยี่ยนโจวจึงถามว่า “อยู่หลังประตูนั่นหรือครับ”

“ลึกเข้าไปอีกค่ะ แต่ร่องรอยแรงที่สุดตรงนั้น ถ้าเราเข้าใกล้กว่านี้ ฉันน่าจะจับตำแหน่งได้ชัดขึ้น”

“คืนนี้มีทางไหม”

หลินเยว่ชิงยังไม่ทันตอบ นักพรตหนุ่มก็เดินกลับเข้ามาเสียก่อน เขาแจ้งว่าอวิ๋นเจินเชิญผู้สนับสนุนโครงการจากต่างเมืองร่วมอาหารเย็น และหากไม่รีบกลับ ทางอารามมีเรือนรับรองให้พักได้หนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นผู้ดูแลโครงการจะสรุปแผนตรวจสุขภาพเด็กให้ฟังอีกครั้ง

สือเยี่ยนโจวมองหลินเยว่ชิงแวบหนึ่ง เธอพยักหน้าเล็กน้อย เขาจึงตอบรับ

“รบกวนด้วยครับ”

เมื่อถึงเวลาเย็น ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ทยอยลงจากเขา เหลือเพียงอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ และแขกไม่กี่กลุ่มที่พักอยู่ในอาราม ลานซึ่งคึกคักมาตลอดวันจึงเงียบลงอย่างรวดเร็ว

เรือนรับรองของทั้งคู่อยู่ด้านตะวันออก ห่างจากเขตด้านเหนือพอสมควร แต่ทันทีที่เข้าห้อง หลินเยว่ชิงก็หยิบหวีขึ้นมาลองอีกครั้ง

ความร้อนยังชี้ไปทิศเดิม

สือเยี่ยนโจวยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองแนวหลังคาที่ทอดไปถึงประตูไม้ด้านเหนือ “คืนนี้เราจะเข้าไปยังไงครับ”

หลินเยว่ชิงเก็บหวีกลับลงกระเป๋า “เราไม่ต้องเข้าเองค่ะ”

เขาหันมามอง

“รอให้คนในอารามแยกย้ายก่อน ฉันมีวิธีเข้าไปดูโดยไม่ต้องเดินผ่านประตูนั่น”

สือเยี่ยนโจวไม่ได้ถามต่อ เพียงมองแนวเรือนด้านเหนืออีกครั้ง ขณะที่เสียงระฆังเย็นดังมาจากอาคารหลัก

คืนนี้พวกเขาจะได้รู้เสียทีว่า หลังประตูบานนั้นซ่อนอะไรไว้