80
80
หลังอาหารเย็น คนของอารามพาทั้งคู่กลับมายังเรือนรับรอง ห้องของสือเยี่ยนโจวอยู่ติดกับห้องหลินเยว่ชิง มีระเบียงไม้เส้นเดียวพาดผ่านหน้าประตูไปจนถึงบันไดด้านข้าง ตอนกลางวันบริเวณนี้เต็มไปด้วยคนขนของ พอตกค่ำเหลือเพียงโคมตามเสากับเสียงฝีเท้าของคนในอารามที่ผ่านมานาน ๆ ครั้ง
หลินเยว่ชิงกลับเข้าห้องแล้วหยิบหวีไม้ กระจกทองแดง พู่กันกับกระดาษขาวออกมาวางบนโต๊ะ แผลตรงน่องยังตึงอยู่บ้างหลังเดินขึ้นลงเขามาทั้งวัน เธอจึงนั่งพักระหว่างรอให้คนด้านนอกแยกย้าย
เกือบสามทุ่ม สือเยี่ยนโจวมาเคาะประตูตามที่นัดกันไว้ ในมือมีน้ำอุ่นสองขวด หลินเยว่ชิงรับของแล้วปล่อยให้เขานั่งตรงเก้าอี้อีกฝั่ง ก่อนหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดกระดาษ
เพียงไม่กี่ครั้ง กระดาษสี่เหลี่ยมก็กลายเป็นคนตัวกลม ๆ แขนขายื่นออกมาสี่ด้าน แต่ขาซ้ายยาวกว่าขาขวาเห็นได้ชัด
สือเยี่ยนโจวมองอยู่พักหนึ่ง “ถ้ามันต้องเดิน คืนนี้คงเหนื่อยหน่อยนะครับ”
หลินเยว่ชิงก้มมองตามสายตาเขาแล้วหยิบกรรไกรขึ้นมาแก้อีกครั้ง “ตอนนี้เท่ากันแล้วค่ะ”
“ผมยังไม่ได้บอกว่าขาไม่เท่ากัน”
“สายตาคุณบอกแล้ว”
คราวนี้เขาหัวเราะจริง ๆ
หลินเยว่ชิงแต้มชาดตรงหน้าผากกับกลางอก จากนั้นวางหวีไม้ไว้ใกล้ ๆ แล้วหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ร่องรอยที่ติดอยู่กับหวียังชี้ไปทางเหนือเหมือนเดิม เธอดึงเพียงเสี้ยวเดียวมาผูกไว้กับอักขระบนตัวกระดาษ เพื่อให้มันตอบสนองต่อทิศทางเมื่อเข้าใกล้
พอปลายนิ้วแตะกลางอก เจ้าตัวเล็กก็ขยับ
แขนขวายกก่อน แขนซ้ายตามทีหลัง แล้วลำตัวแบน ๆ ค่อยยันขึ้นจากโต๊ะ ทว่าขาเพิ่งตั้งได้ก็พับลง คนกระดาษจึงคว่ำหน้าแปะอยู่กับพื้นโต๊ะเต็มตัว
สือเยี่ยนโจวเบือนหน้าไปทางอื่น
“คุณขำใช่ไหมคะ”
“เปล่าครับ”
“หันกลับมาก่อนแล้วค่อยพูดค่ะ”
เขายอมหันกลับมา แต่แววตายังเห็นชัดว่ากำลังกลั้นอยู่ หลินเยว่ชิงจึงไม่สนใจแล้ว ใช้ปลายนิ้วประคองปราณอีกนิด คราวนี้คนกระดาษลุกขึ้นได้สำเร็จ มันยืนเอียงอยู่สองสามอึดใจก่อนกางแขนออกเพื่อทรงตัว
“เห็นไหมคะ เดินได้”
“ครับ เก่งมาก”
หลินเยว่ชิงไม่แน่ใจว่าเขาชมเธอหรือชมกระดาษ จึงเลื่อนกระจกทองแดงมาไว้ตรงกลางโต๊ะเสียเลย
อักขระอีกชุดถูกเขียนไว้ด้านหลังคนกระดาษ ครู่หนึ่งผิวกระจกที่เคยสะท้อนเพดานก็เปลี่ยน ภาพโต๊ะกับขาเก้าอี้ปรากฏในมุมต่ำจนแทบติดพื้น
สือเยี่ยนโจวขยับเข้ามาใกล้ “คุณจะดูผ่านกระจกนี่ตลอด?”
“ค่ะ ฉันส่งจิตตามมันไปได้ไม่ไกลนัก ใช้กระจกช่วยจะง่ายกว่า ถ้าหลุดระยะเมื่อไรภาพก็หาย”
เขาฟังจบก็วางมือข้างหนึ่งลงบนโต๊ะ หงายฝ่ามือไว้ตรงหน้าเธอเหมือนเป็นเรื่องที่ตกลงกันมานานแล้ว
หลินเยว่ชิงมองมือเขา “คืนนี้ใช้เวลานานค่ะ”
“ผมรู้ครับ”
“อาจเกินสิบวินาทีเยอะ”
“ตอนนี้เราเลิกนับกันไปตั้งแต่บนเขาแล้วไม่ใช่หรือครับ”
เธอเงียบไปนิดหนึ่งก่อนวางมือลงบนมือเขา ความอุ่นจากปราณม่วงทองไหลเข้ามาช่วยพยุงกำลังอย่างคุ้นเคย หลินเยว่ชิงจึงหันกลับมาที่กระจก
เจ้าคนกระดาษเดินจากโต๊ะลงเก้าอี้ กว่าจะถึงพื้นก็เสียเวลาปีนอยู่พักหนึ่ง ช่องลมใกล้พื้นเปิดกว้างพอให้ตัวบาง ๆ ลอดออกได้ มันจึงมุดผ่านไปโดยแทบไม่มีเสียง
ระเบียงด้านนอกยังมีแสงจากโคมสองดวง คนกระดาษเดินชิดขอบผนังตามคำสั่ง พอถึงทางแยกก่อนเขตด้านเหนือ กลับมีนักพรตสองคนยืนคุยกันอยู่ใต้ชายคา ทั้งคู่ยังไม่ยอมไปไหนง่าย ๆ
หลินเยว่ชิงมองกระจกอยู่ครู่หนึ่ง เสียงล้อรถเข็นก็ดังเข้ามาใกล้
หญิงวัยกลางคนกำลังเข็นผ้าสะอาดกับถาดยาไปทางประตูด้านเหนือพอดี
เธอขยับนิ้ว
เจ้ากระดาษวิ่งออกจากเงาผนังแล้วปีนขึ้นเกาะใต้รถเข็น มุมภาพในกระจกสั่นจนเห็นเพียงพื้นไม้สลับกับล้อ หลินเยว่ชิงรอให้มันเกาะมั่นคงก่อนส่งไปต่อ สือเยี่ยนโจวเลื่อนขวดน้ำออกจากข้างกระจกเพื่อเปิดที่ให้เธอวางแขน
รถเข็นผ่านคนเฝ้าทางเข้า หญิงคนนั้นหยิบบัตรมาแตะตรงข้างประตู เสียงกลอนดังเบา ๆ แล้วบานไม้ก็เปิด
พื้นที่หลังประตูกว้างกว่าที่มองจากด้านนอก ทางเดินแยกไปหลายสาย เรือนเก่าสร้างลดระดับตามไหล่เขา แสงไฟมีเพียงบางหลัง ส่วนตรงกลางมืดกว่าลานด้านหน้ามาก
รถเข็นผ่านไปอีกสองเรือนก่อนหยุด หญิงวัยกลางคนยกถาดยาลงแล้วเดินเข้าอาคารด้านข้าง ทิ้งรถไว้ตรงระเบียง หลินเยว่ชิงจึงให้เจ้ากระดาษปล่อยมือจากชั้นไม้แล้วกระโดดลงพื้น
คราวนี้มันลงยืนได้เอง
สือเยี่ยนโจวพูดขึ้นเบา ๆ “พัฒนาขึ้นแล้วครับ”
หลินเยว่ชิงหัวเราะนิดหนึ่ง “กลับถึงบ้านค่อยทำใบประกาศให้มันค่ะ”
คนกระดาษหันตัวช้า ๆ ตามแรงจากอักขระบนอก พอหันไปทางซ้าย ความรู้สึกจากหวีเบาลง พอหันขวากลับชัดขึ้น หลินเยว่ชิงจึงพามันไปตามทางนั้น
เธอไม่เปิดดูทุกห้อง เส้นจากหวีเป็นตัวนำทางอยู่แล้ว เจ้ากระดาษจึงเลาะผ่านชายกำแพงตรงไปเรื่อย ๆ จนใกล้เรือนชั้นในอีกส่วนหนึ่ง
ตรงหัวมุมมีเสียงคนคุยกัน
คนกระดาษหลบเข้าใต้เก้าอี้ยาวข้างทางพอดี รถเข็นอีกคันผ่านเข้ามา บนชั้นล่างมีผ้าห่มกับของใช้เด็ก ส่วนถาดด้านบนวางถ้วยยาไว้สองใบ
“คืนนี้ยังย้ายหรือ” ผู้หญิงคนหนึ่งถาม
“ย้ายค่ะ ห้องนี้ใกล้เกินไป อาจารย์ให้เอาไปเรือนด้านตะวันออกก่อน”
“เด็กยังอาเจียนอยู่?”
“ตั้งแต่บ่าย กินอะไรแทบไม่ได้”
สองคนนั้นคุยกันเบา ๆ ขณะเข็นรถไปหยุดหน้าเรือนหลังเล็ก หญิงคนหนึ่งเข้าไปข้างใน ไม่นานก็อุ้มเด็กออกมา
เด็กถูกห่อด้วยเสื้อคลุมจนเห็นเพียงเส้นผมกับมือข้างหนึ่งที่หลุดออกจากผ้า ร่างเล็กซบอยู่กับไหล่ผู้ดูแล ไม่ขยับแม้ตอนถูกวางลงบนรถ
หลินเยว่ชิงกำลังจะพาคนกระดาษไปต่อ เพราะทิศของหวียังอยู่ลึกกว่านั้น ทว่าในจังหวะที่มือเด็กห้อยพ้นขอบผ้า เธอกลับเห็นเส้นสีแดงบาง ๆ บนกระจก
ปลายนิ้วของเธอหยุดอยู่กับที่
เส้นนั้นวาบขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เธอจำได้
ครั้งแรกที่แตะมือเซี่ยอวี่ถง เธอเคยเห็นเส้นแบบนี้ และเมื่อตอนเซี่ยจิ่งหาวเข้ามาใกล้ เส้นความสัมพันธ์ของสองพี่น้องก็ปรากฏในลักษณะเดียวกัน
เด็กบนรถเข็นมีเส้นเดียวกัน
“ขอแวะดูคนนี้ก่อนค่ะ”
สือเยี่ยนโจวเหลือบมองเธอ แต่ไม่ได้ถามแทรก
คนกระดาษออกจากใต้เก้าอี้แล้ววิ่งตามรถเข็นไป หญิงสองคนพาเด็กเข้าเรือนอีกหลัง เปลี่ยนเสื้อคลุม วางลงบนเตียง แล้วจัดยาไว้ตรงหัวเตียง ก่อนออกมาเพราะถูกคนด้านนอกเรียก
ประตูปิดลง แต่ใต้บานไม้ยังมีช่องว่าง
เจ้าตัวเล็กนอนราบแล้วค่อย ๆ มุดเข้าไป
ในห้องมีไฟเพียงดวงเดียว เด็กนอนตะแคงอยู่บนเตียง ใบหน้าหันเข้าหาผนัง หลินเยว่ชิงจึงให้คนกระดาษปีนขาโต๊ะขึ้นไปบนตะกร้าผ้า แล้วกระโดดต่อถึงขอบเตียง
มันเกือบคว่ำตรงรอยต่อของผ้าห่ม แต่ก็ใช้แขนแบน ๆ เกาะชายผ้าไว้ทัน
สือเยี่ยนโจวโน้มตัวมองกระจก เห็นมือเด็กตกอยู่ข้างหมอนแล้วก็เลิกยิ้ม หลินเยว่ชิงประคองคนกระดาษให้พ้นรอยย่นของผ้าห่ม ก่อนพามันเดินอ้อมไปยังด้านที่เด็กหันหน้าอยู่
พอเห็นหน้าเด็กชัด เธอก็เงียบลง
เด็กชายอายุราวหกขวบ ผมสั้น หน้าซีดเพราะอ่อนแรง แต่ช่วงคิ้วกับหางตากลับคุ้นมาก หลินเยว่ชิงมองอยู่นาน ก่อนนึกถึงคนที่เคยนั่งกินปิ้งย่างกับเธอตอนใกล้รุ่ง
คล้ายเซี่ยอวี่ถง
ไม่มากถึงขั้นผิดคน แต่ถ้าบอกว่าเป็นคนบ้านเดียวกันก็ไม่น่าแปลก
ข้างเตียงมีกระเป๋าเป้เด็กวางอยู่ ป้ายชื่อผ้าตรงสายสะพายเขียนว่า เซี่ยจื่ออัน
หลินเยว่ชิงอ่านชื่อช้า ๆ แล้วพาคนกระดาษเข้าใกล้มือเด็ก
ทันทีที่ปลายแขนกระดาษแตะหลังมือ เส้นสีแดงบนกระจกก็ปรากฏอีกครั้ง คราวนี้อยู่นานกว่าครั้งแรก มันเชื่อมเข้ากับร่องเดียวกับที่เธอเคยเห็นจากเซี่ยอวี่ถงและเซี่ยจิ่งหาว เพียงตำแหน่งของเด็กอยู่ถัดลงมาอีกชั้นหนึ่ง
หลินเยว่ชิงมองภาพนั้นจนแน่ใจ
เซี่ยจื่ออันเป็นเด็กของบ้านเซี่ย
และบ้านเซี่ยมีสายเลือดเกี่ยวข้องกับร่างที่เธอใช้อยู่
ก่อนหน้านี้เธอรู้อยู่แล้วว่าเซี่ยอวี่ถงกับเจ้าของร่างมีความเกี่ยวพันกัน เพียงยังไม่เคยตามต่อว่าความสัมพันธ์นั้นอยู่ตรงไหนในผังครอบครัว การพบเด็กคนนี้กลับทำให้เส้นที่เคยเห็นแยกตัวชัดขึ้นกว่าเดิม
มือเล็กบนผ้าห่มขยับ
เจ้าคนกระดาษถูกนิ้วเด็กจับตรงกลางลำตัวพอดี
สือเยี่ยนโจวขยับตัวเข้ามาใกล้กระจก “เขาฟื้นหรือเปล่าครับ”
เด็กยังหลับตา ลมหายใจเบาและสม่ำเสมอ นิ้วเพียงกำกระดาษเอาไว้หลวม ๆ เหมือนคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือไปตามสัญชาตญาณ
จากนั้นริมฝีปากก็ค่อย ๆ ขยับ
“...อาถง...”
หลินเยว่ชิงได้ยินชัด เธอนึกถึงตุ๊กตาหมาตัวเล็กในรถของเซี่ยอวี่ถง เจ้าตัวเคยบอกเพียงสั้น ๆ ว่า หลานให้มา แล้วรีบพูดเสียก่อนทั้งที่เธอยังไม่ได้ถามอะไร
ตอนนั้นหลินเยว่ชิงไม่ได้สนใจว่าเป็นหลานคนไหน
แต่เด็กตรงหน้ากำลังเรียกชื่ออาของตัวเองอยู่ในความฝัน
“เขาเรียกอวี่ถงค่ะ” หลินเยว่ชิงบอก
สือเยี่ยนโจวมองชื่อบนป้ายกระเป๋าอีกครั้ง “หลานที่เธอเคยพูดถึง?”
“น่าจะใช่ค่ะ”
เธอเพ่งดูเด็กอีกครั้ง สีหน้าคราวนี้ไม่เหลือความขำจากเจ้าคนกระดาษแล้ว
เซี่ยอวี่ถงเคยรู้เพียงว่าเจ้าของร่างกับตนมีบางอย่างคล้ายกัน ส่วนหลินเยว่ชิงเองก็ยังไม่เคยถามเรื่องครอบครัวแท้ ๆ ให้ลึกกว่านั้น เธอปล่อยเรื่องนี้ค้างไว้เพราะไม่ได้คิดว่าต้องรีบตามหาใคร
แต่คืนนี้หลานของบ้านเซี่ยกลับมานอนอยู่ในเรือนปิดของอารามชิงหยวน
และไม่มีเหตุผลใดเลยที่เด็กคนหนึ่งควรมาอยู่ตรงนี้ตามลำพัง