82
82
คนกระดาษขยับตามขอบโต๊ะเพื่อให้เห็นป้ายที่วางถัดเข้าไป หลินเยว่ชิงไล่ดูวันกับเวลาเกิดทีละแผ่น แล้วกลับมาเทียบกับข้อมูลแม่ของสือเยี่ยนโจวบนโทรศัพท์
เธอเทียบอยู่เพียงไม่กี่แผ่นก็เห็นจุดร่วม
“เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกเลือกเพราะอายุค่ะ”
สือเยี่ยนโจวเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้กระจก “เพราะเวลาเกิด?”
“ทั้งวันและเวลาเกิด” หลินเยว่ชิงชี้ตัวเลขบนป้ายของเซี่ยจื่ออัน “ถ้ามองตามหลักทั่วไป แต่ละคนเกิดคนละวัน คนละปี บางคนห่างกันหลายปีด้วยซ้ำ แต่ถ้าดูตามช่วงพลังหยิน ดวงกลับตกอยู่กลุ่มเดียวกันเกือบหมด”
เธอเปิดข้อมูลของแม่ของเขาให้ดูอีกครั้ง คราวนี้สือเยี่ยนโจวอ่านเองได้โดยไม่ต้องรอคำอธิบายยาว ๆ
“แม่ผมก็เกิดในช่วงนี้หรือครับ”
“ค่ะ และหนักกว่าเด็กหลายคนตรงนี้เสียอีก” หลินเยว่ชิงวางโทรศัพท์ลง “คนที่มีดวงลักษณะนี้ไม่ได้แปลว่าจะเจอเรื่องผิดปกติทุกคน แต่ร่างกายกับวิญญาณจะรับพลังเย็นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ถ้าคนเล่นวิชาชั่วกำลังหาร่างสำหรับเก็บวิญญาณอื่น คุณแม่คุณก็เป็นตัวเลือกที่ดีมาก”
สือเยี่ยนโจวมองเปลวไฟสีฟ้าในกระจก “แล้วเด็ก?”
“น่าจะถูกใช้คนละอย่างค่ะ”
เสียงฝีเท้าสองคู่ดังใกล้เข้ามา หลินเยว่ชิงเห็นเงาลอดใต้ประตูจึงให้คนกระดาษเขี่ยป้ายเซี่ยจื่ออันออกจากแถว ป้ายไถลลงช่องข้างตู้โดยไม่มีเสียงดังนัก ก่อนตัวเล็กจะมุดหลบหลังกล่องไม้ข้างตะเกียง เหลือส่วนหัวโผล่พอให้ภาพในกระจกไม่ดับ อย่างน้อยการหาป้ายก็อาจทำให้คนที่จะใช้มันชะงักได้บ้าง
อวิ๋นเจินเข้ามาก่อน หญิงซึ่งใช้ร่างแม่ของสือเยี่ยนโจวเดินตามหลัง ทั้งคู่คงคิดว่าพื้นที่นี้ไม่มีคนนอก จึงคุยกันตั้งแต่ยังไม่ปิดประตู
“เด็กคนใหม่เป็นยังไงบ้าง” หญิงคนนั้นถาม
“ไข้ยังไม่ลด แต่ไม่มีผลกับสิ่งที่เราต้องใช้”
“คราวก่อนคุณก็พูดแบบนี้ สุดท้ายเสียเด็กไปเปล่า ๆ หนึ่งคน”
อวิ๋นเจินเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะ หยิบสมุดบันทึกออกมา “คนก่อนร่างกายอ่อนเกินไป ครั้งนี้ผมดูละเอียดแล้ว ทั้งวันและเวลาเกิดใช้ได้”
หญิงคนนั้นจึงเดินเข้ามาดูด้วย “แซ่เซี่ยใช่ไหม”
“เซี่ยจื่ออัน”
หลินเยว่ชิงกดปลายนิ้วลงบนขอบกระจกแน่นขึ้นเล็กน้อย
อวิ๋นเจินไล่มือตามแถวป้าย ก่อนชะงักตรงตำแหน่งของเซี่ยจื่ออัน
ที่ว่างเปล่า
ป้ายยังอยู่ในช่องแคบข้างตู้ หลินเยว่ชิงตรึงคนกระดาษไว้หลังกล่องไม้ ไม่ขยับให้คนที่กำลังค้นหาสังเกตเห็น
อวิ๋นเจินค้นอีกครั้ง สีหน้าเริ่มไม่ดี “ป้ายของเด็กหายไปไหน”
หญิงข้างตัวถามอย่างรำคาญ “ทำหล่นหรือเปล่า”
เขาเปิดลิ้นชักกับกองกระดาษรอบโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดสาย “หาป้ายชื่อเด็กใหม่ในห้องเตรียมยา ถ้าไม่เจอก็เขียนใหม่จากสมุดลงทะเบียน แล้วพาตัวลงมาเลย”
เสียงรับคำดังจากปลายสาย
สือเยี่ยนโจวมองหลินเยว่ชิง “พวกเขาจะเริ่มคืนนี้?”
“ค่ะ รอถึงเช้าไม่ได้แล้ว” หลินเยว่ชิงดึงกระเป๋ายันต์เข้ามาใกล้ แต่ยังไม่ละสายตาจากกระจก เธอต้องรู้ก่อนว่าอวิ๋นเจินจะใช้เด็กกับตะเกียงอย่างไร
อวิ๋นเจินวางโทรศัพท์ แล้วหยิบถ้วยขนาดเล็กออกมาจากตู้ใต้ตะเกียง หญิงในร่างแม่ของสือเยี่ยนโจวกลับดูใจร้อนกว่าเขาเสียอีก
“ถ้ารอบนี้เสร็จ ฉันต้องรออีกนานแค่ไหน”
“ขึ้นอยู่กับว่าพลังที่ได้พอหรือเปล่า”
“คุณพูดแบบนี้มาหลายปีแล้ว”
อวิ๋นเจินยอมวางของในมือลง “คุณอยู่ในร่างนี้มานานขนาดไหนแล้ว ยังจะรีบอีกหรือ”
หญิงคนนั้นสีหน้าเปลี่ยน “คนที่ต้องแชร์ร่างกับคนอื่นไม่ใช่คุณ”
“พี่คุณแทบไม่มีแรงเหลือแล้ว”
ประโยคเดียวทำให้สือเยี่ยนโจวเงยหน้าขึ้น
หลินเยว่ชิงเองก็มองกระจกไม่กะพริบ
หญิงคนนั้นหัวเราะในลำคอ “พี่สาวฉันทนเก่งเกินไปต่างหาก ตอนแรกฉันคิดว่าไม่กี่ปีก็จบ ใครจะรู้ว่านานขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมไป”
“เพราะร่างนี้เข้ากับวิญญาณคุณได้ดี ถ้าใช้วิธีแรงเกินไปก็เสียทั้งร่าง”
“ฉันรู้” เธอเอื้อมไปจับมืออวิ๋นเจิน “เพราะอย่างนั้นฉันถึงทนมาตลอด คุณบอกเองว่าแค่รอให้วิญญาณพี่ฉันอ่อนจนไม่ฟื้นอีก ทุกอย่างก็จบ”
อวิ๋นเจินบีบมือเธอกลับ “ใกล้แล้ว”
สือเยี่ยนโจวไม่พูดอยู่พักหนึ่ง ก่อนถามหลินเยว่ชิงเบา ๆ “น้องสาวของแม่?”
“ฟังจากที่เธอพูด น่าจะใช่ค่ะ”
หญิงในกระจกยังคุยต่อ “ถ้ารอบนี้ใช้ได้จริง ฉันก็ไม่ต้องตื่นกลางคืนเพราะเสียงของพี่อีกแล้วใช่ไหม”
“ช่วงหลังเธอยังตื่น?”
“เมื่อคืนได้ยินเสียงเรียกลูก”
สือเยี่ยนโจวขยับมือที่อยู่ใต้ฝ่ามือหลินเยว่ชิง
หญิงคนนั้นทำหน้าไม่พอใจ “น่ารำคาญมาก ทั้งที่ฉันกดเธอไว้ตั้งขนาดนี้แล้ว ยังจำลูกได้อีก”
อวิ๋นเจินกลับไม่ได้สนใจเรื่องนั้นนัก เขาเปิดสมุดแล้วตรวจรายการอีกครั้ง “อีกไม่นาน หลังเติมพลังตะเกียงรอบนี้ เธอจะอ่อนลงอีก”
“แล้วถ้ายังไม่พอ?”
“ค่อยหาเด็กเพิ่ม”
หลินเยว่ชิงมองเปลวไฟสีฟ้าซึ่งลุกอยู่กลางห้อง คำตอบที่สงสัยมาตั้งแต่กลางวันชัดขึ้นโดยแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่ม ตะเกียงนี้ถูกใช้ประคองวิญญาณของน้องสาวให้อยู่ในร่างต่อ ส่วนพลังที่ต้องเติมมาจากเด็กซึ่งเกิดในช่วงดวงหยินเหมาะสม
เด็กที่เธอเห็นในลานจึงเหลือร่องวิญญาณไม่ครบ
เซี่ยจื่ออันกำลังจะเป็นคนถัดไป
สือเยี่ยนโจวถามเพียงว่า “ถ้าเขาทำคืนนี้ แม่ผมจะเป็นยังไงครับ”
“วิญญาณเดิมจะอ่อนลงอีกค่ะ ตอนนี้คุณแม่คุณยังตอบสนองต่อหวีและยังมีสติหลงเหลืออยู่ ถ้าถูกกดเพิ่ม ฉันไม่อยากเสี่ยงว่าจะปลุกกลับมาได้ยากแค่ไหน”
“ต้องหยุดคืนนี้”
คราวนี้หลินเยว่ชิงไม่ค้าน “ค่ะ”
เธอให้คนกระดาษลงไปซ่อนใต้โต๊ะ จากนั้นปล่อยมือจากกระจกชั่วคราวเพื่อหยิบยันต์ที่เตรียมไว้ใส่กระเป๋าเล็ก
สือเยี่ยนโจวลุกขึ้นตาม “ขาคุณไหวไหมครับ”
“ไหวค่ะ เดินเร็วได้ แต่อย่าให้ฉันวิ่ง”
“ถ้าต้องวิ่ง?”
หลินเยว่ชิงมองเขา “ค่อยอุ้มตอนนั้นค่ะ”
สือเยี่ยนโจวชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนหยิบกระเป๋าของเธอมาถือ “งั้นผมเตรียมตัวไว้ก่อน”
เธอไม่เถียง เพราะอีกฝั่งของกระจก อวิ๋นเจินกำลังจัดของสำหรับพิธีแล้ว
ทั้งคู่ออกจากเรือนรับรองโดยใช้ทางด้านข้างซึ่งเงียบกว่าลานหลัก คืนนี้คนในอารามลดลงมากหลังผู้ร่วมงานกลับหมด แสงตามทางเหลือเพียงโคมตามหัวมุม สือเยี่ยนโจวเดินช้ากว่าปกติเล็กน้อยเพราะต้องคอยดูว่าหลินเยว่ชิงลงน้ำหนักขาได้ดีหรือไม่ แต่พอเธอส่งสายตาเตือน เขาก็เลิกมองแผลแล้วสนใจทางข้างหน้าแทน
ทางเข้าเขตเหนือยังเป็นประตูไม้ที่เห็นตอนกลางวัน จุดรับส่งของด้านข้างมีช่องแคบพอให้สอดกระดาษเข้าไปได้ หลินเยว่ชิงใช้ยันต์แข็งพับครึ่งดันกลอนด้านในขึ้นทีละนิด จนได้ยินเสียงโลหะหลุดจากร่อง
สือเยี่ยนโจวมองยันต์ในมือเธอ “ของชิ้นนี้ใช้เปิดประตูได้ด้วยหรือครับ”
“วันนี้ได้ค่ะ พรุ่งนี้ค่อยกลับไปทำหน้าที่เดิม”
เขาเปิดบานไม้ให้กว้างพอผ่าน แล้วปิดกลับตามเดิมเมื่อทั้งคู่เข้าไปแล้ว
ด้านในเงียบกว่าลานรับรองมาก เรือนแต่ละหลังอยู่ห่างกันเป็นช่วง หลินเยว่ชิงจำตำแหน่งจากภาพที่คนกระดาษส่งกลับมาเมื่อครู่ได้ จึงพาสือเยี่ยนโจวตรงไปยังอาคารเก่าด้านท้ายเขต ไม่ต้องแวะตรวจทางอื่น
ประตูด้านข้างของอาคารปิดอยู่แต่ไม่ได้ลงกุญแจ กลิ่นไม้เก่ากับความชื้นลอยออกมาตอนเปิด ด้านในมีทางเดินสั้น ๆ ไปถึงบันไดหินซึ่งลดระดับลงใต้พื้นอาคาร
ก่อนจะลง หลินเยว่ชิงยกกระจกขึ้นดูอีกครั้ง
อวิ๋นเจินยังอยู่ในห้องตะเกียง หญิงในร่างแม่ของสือเยี่ยนโจวนั่งอยู่ข้างเตียงไม้ ส่วนคนกระดาษยังซ่อนใต้โต๊ะ
ประตูห้องตะเกียงถูกเปิด
นักพรตหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมป้ายใหม่ในมือ
“อาจารย์ครับ ของเดิมหาไม่เจอ ผมเขียนใหม่แล้ว”
อวิ๋นเจินรับไปตรวจ “ตัวเด็กล่ะ”
“กำลังพามาครับ”
“ให้เร็ว”
นักพรตหนุ่มหันออกไป
หลินเยว่ชิงลดกระจกลง “เขาเขียนป้ายใหม่แล้วค่ะ”
สือเยี่ยนโจวลงบันไดก่อนหนึ่งขั้นแล้วหันมารับมือเธอ “ไปกันเถอะ”
ทั้งคู่ลงไปจนถึงทางเดินด้านล่าง ไม่มีใครยืนเฝ้าตรงนี้ เพราะคนในอารามคงไม่คิดว่าจะมีแขกผ่านประตูเขตเหนือเข้ามาได้ ทางไปห้องตะเกียงอยู่ไม่ไกลอย่างที่ภาพจากคนกระดาษทำให้รู้สึก หลินเยว่ชิงจึงไม่ต้องเดินเร็วเกินกำลัง
กลางทางเธอบอกสือเยี่ยนโจวว่า “ถ้าเข้าไปแล้ว คุณพาจื่ออันออกจากแท่นก่อน อย่าดึงเชือกหรือป้ายที่ติดกับตัวเขาเอง ถ้ามีอะไรผูกกับวิญญาณ ฉันต้องตัดให้ก่อน”
“แล้วแม่ผมล่ะครับ”
“ฉันดูเองค่ะ ตอนนี้สองวิญญาณยังอยู่ในร่างเดียวกัน ถ้าดึงผิดวิธีอาจกระทบทั้งคู่”
“อวิ๋นเจิน?”
“ถ้าเขาขวาง ฉันจัดการ”
สือเยี่ยนโจวมองเธอ “คุณมีแผลนะครับ”
“แต่สองมือยังปกติดีค่ะ”
เขารับคำโดยไม่เถียงต่อ คราวนี้เสียงฝีเท้าจากอีกด้านดังมาใกล้จนทั้งคู่ต้องหยุดพูด
นักพรตคนเดิมกำลังกลับมา
สือเยี่ยนโจวดึงหลินเยว่ชิงเข้าไปในช่องข้างผนังซึ่งเว้าพอให้สองคนหลบอยู่ได้ นักพรตเดินผ่านไปพร้อมโทรศัพท์ในมือ เสียงจากปลายสายดังชัดในทางแคบ
“เด็กลงมาแล้วครับ”
เขาตอบเพียง “พาเข้าไปได้เลย” ก่อนเร่งฝีเท้าไปทางห้องตะเกียง
หลินเยว่ชิงรอให้เสียงห่างออกไปแล้วเดินต่อ
เมื่อถึงมุมสุดท้าย เธอเปิดกระจกดูอีกครั้ง
เซี่ยจื่ออันถูกอุ้มเข้ามาแล้ว เด็กยังหลับ ใบหน้าซีดกว่าเมื่อเห็นครั้งก่อน ผู้ดูแลวางเขาลงบนเบาะหน้าแท่นตะเกียง จากนั้นถอยออกไปตามคำสั่งของอวิ๋นเจิน
หญิงในร่างแม่ของสือเยี่ยนโจวเอนตัวลงบนเตียงไม้ข้างแท่น ด้ายสีดำเส้นหนึ่งถูกผูกไว้ตรงข้อมือ ปลายอีกด้านพาดไปถึงฐานตะเกียง
อวิ๋นเจินนำป้ายของเซี่ยจื่ออันวางข้างเปลวไฟ แล้วหยิบด้ายอีกเส้นออกมาพันนิ้วเด็ก
หลินเยว่ชิงเก็บกระจกลงกระเป๋า
สือเยี่ยนโจวมองเธอ
เธอพูดเพียงคำเดียว
“ไปค่ะ”